ออสการ์ครั้งประกาศความเยี่ยมปี 2008 ในสาขาภาพยนตร์การ์ตูนยอดเยี่ยมจะมีผู้เข้าชิงสามเรื่องด้วยกัน และสามเรื่องที่ว่า ทางคณะกรรมการผู้เสนอชื่อของออสการ์ก็จะต้องเลือกจากตัวเลือกของปี 2008 ที่มีทั้งสิ้น 14 เรื่อง ดังนี้
$9.99 (รีเจนต์)
นี่เป็นหนังการ์ตูนออสซี่เทคนิคดินเหนียวปั้น เล่าเรื่องราวหนุ่มน้อยที่มีปัญหากับบรรดาเพื่อนบ้าน หนังอาจเป็นต่อในการมาพร้อมเทคนิคสต็อปโมชั่น (แบบ Peter and the Wolf) และการเล่าเรื่องราวที่เป็นผู้ใหญ่ (Persepolis) ที่ถูกใจคณะกรรมการผู้เสนอชื่ออยู่ แต่ความเป็นรองก็คือ ผลลัพธ์สุดท้าย หนังเป็นรอง More Gumby Than Gromit ของอาร์ดแมนเห็นๆ
Bolt (ดิสนีย์)
จอห์น ทราโวลต้า กับ ไมลี่ ไซรัส นำทีมผู้พากย์หนังการ์ตูนฟอร์มใหญ่ เล่าเรื่องราวหมานักแสดงที่วันหนึ่งค้นพบว่าจริงๆ แล้ว ตัวเองไม่ได้เป็นซูเปอร์ฮีโร่เหมือนอย่างในตอนถ่ายทำสักกะหน่อย คาแรคเตอร์นำที่มีเสน่ห์ทำให้หนังเป็นต่อ แต่พล็อตที่คล้ายหนังการ์ตูนดิสนีย์ที่ลงจอดีวีดีเลยอย่าง 101 Dalnatians II: Patch's London Adventure จนเกินไป ก็คือตัวตัดคะแนนโดยตรง
Delgo (ฟาธอม)
เฟร็ดดี้ พรินซ์ จูเนียร์ กับ เจนนิเฟอร์ เลิฟ ฮิววิตต์ ให้เสียงประกอบความรักระหว่างหนุ่มสาวต่างเผ่าพันธุ์ในโลกอันห่างไกล ในช่วงเวลาที่เผ่าพันธุ์ที่เป็นศัตรูกันของพวกเขาพร้อมที่จะทำสงคราม เวลา 7 ปีของการสร้างที่เห็นได้ชัดว่าทีมงานทำเพราะรัก ต้องได้ใจคณะกรรมการแน่ แต่หนังการ์ตูนอินดี้จากสตูดิโอผู้สร้างในแอตแลนต้าเรื่องนี้ ต้องเป็นรองในเรื่องเทคนิคการสร้าง (ในแบบดิบๆ) อย่างไม่ต้องสงสัย
Dragon Hunters (พีซ อาร์ก)
ฟอเรสต์ วิเทเกอร์ นำทีมผู้ให้เสียงประกอบหนังการ์ตูน เล่าเรื่องราวเด็กหญิงคนหนึ่งที่จ้างมังกรมือปืนรับจ้างสองตัวให้ไปกำจัดอสูรกายที่ครั้งหนึ่งเคยแย่งอาณาจักรไปจากพ่อของเธอ หนังการ์ตูนซีจีที่มีการ์ตูนฝรั่งเศสเรื่องดังเป็นต้นฉบับเรื่องนี้ เสนอตัวเองในแนวแอ็คชั่นผสมตลก ซึ่งสำหรับวันนี้ คณะกรรมการจะเน้นเทคนิคการสร้างที่ต้องมาเพื่อเป็นต้นแบบเป็นสำคัญ
Dr. Seuss' Horton Hears a Who! (ฟ็อกซ์ / บลู สกาย)
จิม แคร์รี่ กับ สตีฟ คาเรลล์ ก็คือสองชื่อขายของหนังการ์ตูนฟ็อกซ์สุดฮิต ที่เล่าเรื่องราวของช้างที่ปกป้องอาณาจักรในเกสรดอกไม้เล็กๆ ที่มีแต่เขาคนเดียวเท่านั้นที่รู้ว่ามี หนังต้องเป็นหนังการ์ตูนซีจีที่สวยที่สุดของปีนี้แน่นอน แต่การที่หนังเอาเรื่องคลาสสิกของด็อกเตอร์ซุสมายำจนเป็นความบันเทิงจนเกินไป นั่นก็อาจจะเป็นคะแนนในแง่ลบได้เหมือนกัน
Fly Me to the Moon (ซัมมิต / เอ็นเวฟ)
หนังการ์ตูนซีจีที่ออกแบบเพื่อให้เป็นหนังสามมิติเรื่องนี้ เล่าเรื่องราวตามชื่อหนัง โดยมาสามคาแรคเตอร์นำเป็นแมลงวัน 3 ตัวที่แอบเข้ายานอพอลโล่ 11 ไปกับ นีล อาร์มสตรอง ในการเดินทางเพื่อสำรวจดวงจันทร์ หนังได้เทคนิคตระการตามาเป็นคะแนนบวก แต่การเน้นเทคนิคจนลืมความหนักแน่นของเรื่องและคาแรคเตอร์ ย่อมต้องเป็นคะแนนในแง่ลบในเวลาเดียวกัน
Igor (เอ็มจีเอ็ม / เอ็กโซตัส)
จอห์น คูแซ้ค กับ จอห์น คลีส ให้เสียงประกอบหนังการ์ตูนซีจีอินดี้ ที่มีต้นฉบับเป็นผลงานของ คริส แม็กเค็นน่า คาแรคเตอร์นำก็คือผู้ช่วยนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งที่ทะเยอทะยานอยากจะมีห้องทดลองเป็นของตัวเอง ถึงโปรเจคจะเล็กพริกขี้หนู แต่หนังก็ทำออกมาดูใหญ่ โดยใช้ทุนสร้างไปเพียงแค่น้อยนิด แต่สไตล์ที่เต็มไปด้วยลูกเล่น ก็อาจจะถูกมองว่ามั่นใจจนล้นได้เหมือนกัน
kung Fu Panda (ดรีมเวิร์คส์)
แจ็ค แบล็ก ให้เสียงประกอบแพนด้า ที่จู่ๆ ก็กลายเป็นนักกังฟูกู้อาณาจักร หนังประสบความสำเร็จทางด้านรายรับอย่างเป็นปรากฏการณ์ และงานซีจีไอที่ขึ้นจออย่างมีอารมณ์ขัน สวยงาม และสนุกตื่นเต้นยิ่งกว่าหนังใช้ผู้แสดงจริง ก็ยิ่งเป็นคะแนนในแง่บวก แต่ไม่ว่าจะบันเทิงขนาดไหน แต่บันเทิงเกินไปก็มักถูกออสการ์มองข้ามได้ง่ายๆ เหมือนกัน
Madagascar: Escape 2 Africa (ดรีมเวิร์คส์)
จากนิวยอร์กไปขึ้นฝั่งมาดากัสการ์ และมาขึ้นฝั่งอัฟริกา ในที่นี้สำหรับหนังการ์ตูนภาคต่อของดรีมเวิร์คส์ที่มี เบ็น สติลเลอร์ กับ คริส ร็อค นำทีมผู้ให้เสียงประกอบ เน้นซูเปอร์สตาร์ล้วนๆ หนังต้นฉบับปี 2005 เคยทำไว้ดีโดยมีคาแรคเตอร์หลักกลุ่มใหญ่ได้ใจผู้ชมผู้ใหญ่เป็นที่สุด แล้วออสการ์ก็เคยรักภาคต่อมาก่อน (Shrek 2 เป็นตัวอย่าง) เพียงแต่ถ้าไม่มีต้นฉบับให้นึกถึง ตัวภาคสองเองจริงๆ ก็แทบจะไม่มีอะไรให้ต้องฮือฮา
The Sky Crawlers (สเตจ 6)
ริงโกะ คิคูชิ ให้เสียงประกอบหนังการ์ตูนญี่ปุ่น เน้นช่วงเวลาที่โลกปราศจากสงคราม เพราะฉะนั้นการต่อสู้ทางอากาศก็เลยเป็นการจัดขึ้นเพื่อความสนุกสนานเท่านั้น แต่ลึกๆ แล้ว มันเป็นเช่นั้นจริงๆหรือ? เนื้อหาที่ผู้กำกับมาโมรุ โอชิอิ (Ghost in the Shell) นำเสนอเอาใจผู้ใหญ่โดยตรง ซึ่งต้องเป็นความแตกต่างแน่นอน แต่ออสการ์ก็ดูเหมือนจะเห็นแค่ฮายาโอะ มิยาซากิอยู่ในสายตาเพียงแค่คนเดียว!
Sword of the Stranger (โบนส์)
นี่เป็นหนังการ์ตูนซามูไรเลือกกระฉูดในสไตล์ Lone Wolf and Cub ที่พูดถึงนักรบที่คอยปกป้องภัยให้กับเด็กคนหนึ่ง ทั้งๆ ที่เด็กคนที่ว่านี้ไม่ใช่ธรรมดาๆ เหมือนกัน งานนี้แฟนๆ ของโบนส์ซึ่งเป็นสตูดิโอผู้สร้างซีรีส์ Full Metal Alchemist คงจะตื่นเต้นที่เห็นโบนส์ก้าวเข้าสู่หนังใหญ่ แต่ในเวลาเดียวกันทั้งเรื่อง และการสร้างก็น่าจะแปลกใหม่ได้มากกว่านี้ เมื่อเทียบกับหนังการ์ตูนญี่ปุ่นแนวนี้ด้วยกัน
The Tale of Despereax (ยูนิเวอร์แซล / เฟรมสตอร์)
ดัสติน ฮอฟฟ์แมน กับ เอ็มม่า ธอมป์สัน ให้เสียงประกอบหนังการ์ตูนที่พูดถึงหนูหูใหญ่ตัวหนึ่ง ที่หลงรักเจ้าหญิงที่เป็นมนุษย์ หนังเป็นเช่นเดียวกับ Happy Feet ในกรณีที่เน้นขายเรื่องราวเป็นหลัก และเป็นเช่นนั้น จากทีมผู้สร้างหนังใช้ผู้แสดงจริง ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ต้องได้ใจคณะกรรมการ แต่ก็ต้องดูด้วยว่างานหนังการ์ตูนเรื่องแรกจากสตูดิโอทำภาพเอฟเฟกต์อย่างเฟรมสตอร์ จะขึ้นจอแบบถึงคุณภาพได้แค่ไหน
Wall-E (ดิสนีย์ / พิกซาร์) (รีเจนต์)
คงไม่ต้องให้พูดอะไรกันมากสำหรับหุ่นยนต์ในโลกอนาคต ตัวที่มีโอกาสทำให้ชาวโลกกลับมาอยู่ดีมีสุขบนโลกใบที่เคยถูกทำลายได้อีกครั้ง เพราะ Wall-E กล้าที่จะทำหนังการ์ตูนเน้นขายเทคนิคผสมเรื่องราวโรแมนติกในแบบที่คาแรคเตอร์ (หุ่นยนต์อีกต่างหากในที่นี้) สื่อรักในใจกันได้โดยไม่ต้องใช้คำพูด แถมเนื้อหาโลกร้อนก็ยังเข้าสมัยเป็นที่สุด คาดหมายอย่างน้อยก็การเข้าชิงได้เลย แต่พิกซาร์อาจจะหวังในหนังถึงขั้นมีสิทธิ์ได้รับการพิจารณาในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมไปโน่นเลย ซึ่งก็ต้องขึ้นอยู่กับการโปรโมตของสตูดิโอแล้วต่อจากนี้
Waltz With Bashir (โซนี่ พิกเจอร์ส คลาสสิกส์)
หนังการ์ตูนของอาริโฟลแมน เล่าเรื่องราวผู้ใหญ่มากๆ โดยเน้นไปที่คาแรคเตอร์ผู้ชายคนหนึ่งที่กลัวที่จะจำได้ว่าครั้งหนึ่งเขาอาจจะเคยเกี่ยวข้องกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ หนังมีงานการ์ตูนคุณภาพในสไตล์หนังสารคดี เน้นเรื่องราวเข้มข้นมาเป็นจุดขาย แต่ในฐานะหนังการ์ตูน เรื่องราวที่จริงจังเกินไปก็อาจจะเป็นคะแนนในแง่ลบได้เช่นกัน
_________________
Hi5: http://straw3maenii.hi5.com
Facebook: http://facebook.com/straw3maenii














