˹���á Forward Magazine

ตอบ

ไปที่หน้า 1, 2  ถัดไป
ก้านธูป เด็กตัวอย่าง
ผู้ตั้ง ข้อความ
ตอบโดยอ้างข้อความ
ตอบ ก้านธูป เด็กตัวอย่าง 
บอกก่อนว่าไม่ได้เขียนเรื่อง 112 แต่เขียนเรื่องวันเด็ก และระบบการศึกษาไทย

ในทัศนะผม ก้านธูปคือ “เด็กตัวอย่าง” เพราะเธอกล้าแสดงความคิด “นอกกรอบ” มาตั้งแต่ยังเป็นนักเรียน กระทั่งเผชิญวิบากกรรม “ล่าแม่มด” ถูกปฏิเสธจาก 2 มหาวิทยาลัย ก็ไม่ย่อท้อ

ลบเรื่อง 112 ออกไปก่อน ก้านธูปคือประเภทหนึ่งของเด็กข้างน้อย ที่กล้าคิดกล้าตั้งคำถาม ต่อค่านิยม ความเชื่อ ขนบประเพณีของสังคม ซึ่งสังคมไทยไม่ชอบ ไม่ยอมรับ ระบบการศึกษาของไทยมุ่งสร้างเด็กหัวอ่อน ว่านอนสอนง่าย เชื่อฟังผู้หลักผู้ใหญ่ ท่องอาขยานวิชาหน้าที่พลเมือง ศีลธรรม เป็นนกแก้วนกขุนทอง

แต่เอาเข้าจริงได้ผลไหม ….ใครมีคลิปเด็กมัธยมแก้ผ้าเต้นโชว์ในห้องเรียนบ้าง เอามาให้ครูดูหน่อย

ระบบการศึกษาไทยสร้างเด็กออกมา 2 แบบ แบบหนึ่งคือพวกที่ปฏิเสธระบบโดยไร้จุดหมาย ยอมรับระบบไม่ได้ แต่ไม่มีที่ไป กลายเป็นนักเรียนนักเลง หรือตบตีกันแย่งผู้ชาย อีกแบบคือเด็กที่ประสบความสำเร็จในระบบ เรียนจบแล้วทำงาน มุ่งสร้างฐานะ มีคุณธรรมจริยธรรมเฉพาะตัว แต่ไม่กล้าคิดเปลี่ยนแปลงอะไร สยบยอมต่อสภาพที่เป็นอยู่ และปรับตัวให้เข้ากับมัน

สังคมไทยจึงไม่เคยเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้าง อยู่กันอย่างไร้ระเบียบ ไร้สำนีกต่อส่วนรวม ไม่ว่าเทคโนโลยีหรือรูปลักษณ์ปรุงแต่งจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ข้างถนนก็ยังทิ้งขยะเกลื่อนกลาด รถติด รถจอด ตามอำเภอใจ ปีหนึ่งๆ เราผลิตบัณฑิตที่จบปริญญาตรีออกมาเท่าไหร่ เป็นแสนคน แต่เรามีคนที่คิดจะทำอะไรเพื่อส่วนรวมสักกี่คน

ส่วนใหญ่ก็ถูกกลืนหายไปในระบบราชการ ในการแข่งขันทางธุรกิจ มือใครยาวสาวได้สาวเอา

ถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นชัด ต้องยกคำขวัญของพวกเครือข่ายรณรงค์ต้านคอรัปชั่น “โตไปไม่โกง” ซึ่งพยายามจะปลูกฝังจิตสำนึก คุณธรรมจริยธรรม ให้กับเด็ก จนโรงเรียน กทม.เอามาบรรจุหลักสูตร ซึ่งผมอยากจะบอกว่า เฮ้ย สอนเด็กให้โตมาเป็นก้านธูปสิ โตมาเป็น คำ ผกา สิ ไม่โกงชัวร์

สังคมไทยไม่ได้มีปัญหาเรื่องการสอนเด็กให้มีคุณธรรมจริยธรรม สังคมไทยมีปัญหาเรื่องการสอนเด็กให้กล้าคิด กล้าทำ และไม่สยบยอมต่ออำนาจ นั่นต่างหาก คือปัญหาที่ทำให้เกิดทุจริตคอรัปชั่นล้นหลามในเมืองไทย

คอรัปชั่นไม่มีทางเกิดขึ้นโดยไม่มีผู้รู้เห็น คอรัปชั่นไม่ได้เกิดขึ้นเพราะผู้รู้เห็นสมคบคิดกันไปหมด ข้าราชการไทยส่วนใหญ่เป็นคนดี (รักเด็ก เมตตาสัตว์ อ่านหนังสือพุทธทาส รักในหลวง) แต่พวกเขาจำยอมทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเพราะวัฒนธรรมไทยปลูกฝังให้หัวอ่อน สยบยอมต่ออำนาจ ไม่ใช่เรื่องของเราอย่ายุ่ง หรือบ้างก็เห็นแก่น้ำใจไมตรี บุญคุณ ความผูกพัน

ฉะนั้นตราบใดที่ประเทศนี้ยังปลูกฝังให้เด็กเป็นคนว่านอนสอนง่าย ก็ไม่สามารถต่อต้านคอรัปชั่น สร้างประเทศให้เจริญรุ่งเรือง แต่ถ้าประเทศนี้สร้าง “เด็กหัวแข็ง” อย่างก้านธูป ได้ซักแค่ 10% ประเทศนี้จะก้าวกระโดดไปเยอะทีเดียว

นี่ไม่ได้ผูกขาดว่าจะต้องคิดอย่างก้านธูปนะครับ ขอแค่คุณโตขึ้นมาเป็นคนที่ต่อสู้เปลี่ยนแปลงระบบ ไม่ว่าจะเป็น คำ ผกา เป็นมด วนิดา เป็นรสนา เป็นสารี อ๋องสมหวัง ฯลฯ ได้ทั้งนั้น (ขอแค่อย่าเป็นมัลลิกา-ฮา)

ขออิสระได้ไหม

กรณีก้านธูป ทำให้สมคิด เลิศไพฑูรย์ พลิกบทอย่างเซอร์ไพรส์ กลายเป็นพระเอกของฝ่ายเสรีนิยม และเป็นผู้ร้ายในสายตาสลิ่ม ซึ่งแสดงว่าอย่างน้อยสมคิดก็ยังตระหนักในจิตวิญญาณธรรมศาสตร์ จิตวิญญาณของเสรีภาพ ประชาธิปไตย เปิดกว้างให้ความคิดอิสระ

คนที่น่าจะถูกประณามจากประชาคมธรรมศาสตร์มากกว่า คือนักศึกษาที่ขว้างรองเท้าใส่ก้านธูป ซึ่งถ้าเกิดในยุคจิตร ภูมิศักดิ์ ไอ้หมอนี่คงเป็นหนึ่งในคนที่จับจิตรโยนบก

ผมไม่ได้ปิดกั้นว่าใครจะมีความคิดซ้ายขวาหน้าหลัง แต่จิตวิญญาณของธรรมศาสตร์คือต้องให้พื้นที่กับทุกคน ให้อิสระภาพทางความคิด (โลโก้ไทยโพสต์-ฮา) คุณคิดอย่างไรมีสิทธิแสดงออกแต่ต้องไม่ใช้กำลังและไม่บีบคั้นกดดัน “ล่าแม่มด” ขับไล่คนที่คิดตรงข้าม

กรณีก้านธูปยังสร้างความเสื่อมเสียอย่างน่าสังเวช ต่อมหาวิทยาลัยอีก 2 แห่ง ที่ปฏิเสธจะรับเธอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ศิลปากร

ภาพลักษณ์ของศิลปากร คือมหา’ลัยที่สอนศิลปะ Art เข้าใจ Art ไหมครับ คนเรียน Art ต้องมีความคิดอิสระ มีจินตนาการเปิดกว้างเพื่อสร้างสรรค์ ศิลปินดังๆ ของโลก ล้วนแล้วแต่เป็นคนแหกคอก แหกขนบ เป็นตัวของตัวเองสูง แต่ถ้าอาจารย์ศิลปากรคิดติดกรอบอยู่แค่เนียะ ศิลปากรก็คงไม่สามารถผลิตนักศึกษาออกมาเป็นปิกัสโซ่ แวนโกะ อย่างเก่งก็ผลิตได้แต่นักวาดภาพวิวทิวทัศน์ วาดพระบรมฉายาลักษณ์ หรือวาดภาพเหมือนขายข้างถนน

อย่าลืมว่าคณะอักษรศาสตร์ ศิลปากร แห่งเดียวกันนี้ เคยมีเรื่องแจ้งความกล่าวหา อ.บุญส่ง ชัยสิงห์กานานนท์ มาแล้วนะครับ แค่ออกข้อสอบให้เด็กคิดวิเคราะห์ ว่าสถาบันกษัตริย์มีความจำเป็นต่อสังคมไทยหรือไม่ อย่างไร

สังคมไทยตีกรอบความคิดเชิงเดี่ยว สอนศีลธรรมจรรยาแบบถนนเลนเดียว บังคับให้คนยึดถือ สอนให้ท่องจำผลิตซ้ำผลิตซาก จนลืมคิดต่าง จนไม่สามารถคิดอย่างมีเหตุผล คนดีต้องมีแบบเดียว ซื่อสัตย์ มัธยัสถ์ พอเพียง รักในหลวง คนกินเหล้าสูบบุหรี่เป็นคนดีไม่ได้ คนไม่เคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสังคมเป็นคนดีไม่ได้ นี่คือความคิดแบบถนนเลนเดียว (พวกคนชั้นกลางรถบ้านขับมือเดียวเลยขับ 80 ซะทุกเลน แล้วคิดว่ากรูถูก)

คนดีในสังคมไทยต้องเลื่อมใสศรัทธาศาสนา เราเปิดกว้างนะ ยอมรับได้ทั้งคริสต์ ทั้งอิสลาม เพราะรัฐธรรมนูญบอกว่าเรามีเสรีภาพในการนับถือศาสนา แต่สมมติคุณสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ แล้วบอกว่า “ไม่มีศาสนา” อาจารย์ผู้สอบสัมภาษณ์อาจบอกว่าคุณมีปัญหาบุคลิกภาพ เข้าสังคมไม่ได้ อยู่ในสังคมงี่เง่านี้ไม่ได้ โดยไม่ยอมเปิดกระโหลกดูบ้างว่า ประเทศต่างๆ ในโลกเขาเปิดกว้างให้คนไม่นับถือศาสนา ในญี่ปุ่น ในเกาหลี ที่คนไทยฟีเวอร์เป็นบ้าเป็นหลัง รู้ไหมว่ามีคนร่วมครึ่งหนึ่งไม่นับถือศาสนา

ระบบการศึกษาไทยก็ตีกรอบความคิด จนหยุดนิ่ง ไม่พัฒนา ผมยังเสียใจจนทุกวันนี้ว่าไม่มีกะตังค์ส่งลูกเรียนนานาชาติ ต้องเข้าโรงเรียนสตรี ที่ดูยังไงก็แทบไม่ต่างจากสมัยผมเรียนมัธยมเมื่อ 40 ปีก่อน เห็นครูไหวเดินมา บุคลิกยังเดิมๆ จนเผลอนึกว่าตัวเองยังเป็นเด็กอายุ 15 ครูก็ยังเข้มงวด กวดขัน เจ้าระเบียบ จับเด็กตรวจผม ตรวจกระโปรงสั้นยาว

มีวันหนึ่งครูจับลูกสาวผม ไว้ผมผิดระเบียบ ความจริงเด็กเกือบทั้งโรงเรียนก็ไว้ผมผิดระเบียบ อยู่ที่ใครหลบรอดได้ บังเอิญลูกผมโดนตรวจผมตั้งแต่ตอนเปิดเทอม พอโดนครั้งที่สอง คุณครูโทรมาฟ้อง ผมบอกว่าโหย คุณครู นึกถึงตอนเราเป็นเด็กมั่งสิ ไอ้การทำผิดระเบียบนิดๆ หน่อยๆ เนี่ยมันเป็นรสชาติของชีวิต ลูกผมไม่ได้ทำผิดคิดร้ายอะไรซักหน่อย เรื่องอื่นๆ ก็ความประพฤติดี เชื่อฟังครู ตั้งใจเรียน ไม่เคยหนีไม่เคยขาดเรียน

ผมดังไปทั้งห้องเลยในฐานะพ่อผู้ให้ท้ายลูก แต่ผลคือลูกสาวโดนคาดโทษ ที่จริงตอนแรกคุณครูคงไม่คิดจะเอาผิดอะไรหรอก แต่โทรมาเจอคุณพ่อกวนทีน เลยของขึ้น

4-5 ปีที่ผ่านมา เป็นช่วงบ้าปลุกกระแสคุณธรรมจริยธรรม ก็กรรมของเด็กอีก ก่อนเข้าเรียนต้องยืนทนฟัง ผอ.รอง ผอ.พูดอบรมครึ่งค่อนชั่วโมง ถ้าพูดเก่ง ความคิดดี ก็ไม่ว่ากระไรหรอกครับ แต่บางคนพูดวกไปวนมา หาสาระมิได้ สุดท้ายไม่รู้จะพูดอะไร วิธีที่เล่นง่ายที่สุดของผู้หลักผู้ใหญ่ในราชการไทยก็คือยกย่องเชิดชูสดุดีสถาบันฯไม่ขาดปาก

ครูฝ่ายปกครองคิดระบบบัตรคะแนนความประพฤติ ผมฟังแล้วหัวเราะ มาสาย 10 คะแนน ขาดเรียน 20 ผมยาว 20 ทะเลาะวิวาท 50 หนีโรงเรียน 100 ฯลฯ มากมายสารพัด ครั้นพอถึงบัตรคะแนนบวก ทำกิจกรรม 10 ช่วยงานโรงเรียน 20 เป็นตัวแทนโรงเรียนไปแข่งขันกีฬาหรือตอบปัญหา 50

คือไอ้เวลาที่จ้องจับผิดคิดตัดคะแนนเด็กนี่แกคิดได้เพียบเลย แต่เวลาคิดว่าจะส่งเสริมให้เด็กทำความดีอะไรมั่ง ถึงได้คะแนนบวก แกคิดไม่ออกครับ! นี่คือการสอนเด็กแบบไทยๆ ห้ามทำนั่น ห้ามทำนี่ อย่าทำโน่น อย่าทำอย่างนี้ แต่จะให้เด็กทำอะไรดีๆ สร้างสรรค์ด้วยตัวเอง เรากลับนึกไม่ออก

นี่ไม่ได้ว่าแต่เขา อิเหนาก็เป็น ผมก็เลี้ยงลูกได้ไม่ดี เลี้ยงแบบคนไทย คือเวลาตามใจก็ตามใจ แต่ไม่ค่อยให้อิสระให้เขาคิดเองทำอะไรเอง อย่าทำอย่างนั้น อย่าทำอย่างนี้ จนกลายเป็นพ่อขี้บ่น

ความเป็นไทยอัดกระป๋อง

อันที่จริง เด็กไทยสมัยใหม่ ก็กล้าคิดกล้าทำกล้าซักถามขึ้นเยอะ ไม่ได้หัวอ่อนว่านอนสอนง่ายอย่างที่ผู้ใหญ่อยากให้เป็นหรอก

แต่ตัวระบบสังคม ระบบการศึกษา ยังล้าหลัง แถมพยายามตามไปยับยั้ง

หลานเมียผมเพิ่งสอบแอดมิสชั่น เด็กเรียนเก่ง จะเข้าหมอ สอบตรงเข้าแพทย์ 12 สถาบัน เชื่อไหมครับว่าต้องสอบ 7 วิชา ในนั้นมีภาษาไทยกับสังคมด้วย โดยมีน้ำหนักคะแนนอย่างละ 10% ขณะที่เคมี ฟิสิกซ์ อย่างละ 13%

มันประหลาดไหม คนจะไปเรียนหมอต้องตอบข้อสอบเรื่องพระนเรศวรก่อน สมัยผมสมัยก่อนนี้สิบกว่าปีไม่เคยมี สอบวิศวฯ ก็เลข ภาษาอังกฤษ เคมี ฟิสิกซ์ สอบหมอเพิ่มชีวะมาอีกอย่าง

ถามว่า 2 วิชานี้โผล่มาจากไหน ก็มาจากกระแสลมอนุรักษ์นิยมประเภทเด็กไทยไม่รู้จักพันท้ายนรสิงห์ คิดว่าเป็นน้ำพริกเผา เด็กรุ่นใหม่ไม่รู้ภาษาไทย ขาดสำนึกความเป็นไทย บกพร่องเรื่องคุณธรรมจริยธรรม ต้องรื้อฟื้นให้ความสำคัญภาษาไทย หน้าที่พลเมือง ศิลธรรม ประวัติศาสตร์

พอจุดกระแสนี้ทีไร สื่อก็ตามแห่ เล่นข่าวกันเอิกเกริก นักการเมือง ผู้หลักผู้ใหญ่ในกระทรวงศึกษา กระทรวงวัฒนธรรม ก็ต้องบ้าจี้ตามไปด้วย (กระทรวงวัฒนธรรมเนี่ยมีไว้เพื่อปิดกั้นวัฒนธรรม อะไรที่ขัดกับวัฒนธรรมกระแสหลักของ elite ไทย ต้องถูกปิดกั้นไว้หมด)

ใครเอาอวัยวะส่วนไหนคิดก็ไม่ทราบ ที่คิดว่าคุณธรรมจริยธรรมขึ้นกับการสอนให้เด็กท่องจำวิชาสังคมศึกษา ความซวยก็ตกไปอยู่ที่เด็ก เด็กสายวิทย์ จากที่ต้องกวดวิชาเคมีครูอุ๊ ฟิสิกซ์หมอประกิตเผ่า เลขอรรณพ อังกฤษครูพี่แนน ฯลฯ ตอนนี้ก็ต้องเพิ่มภาษาไทยกับสังคมที่ดาว้องก์ขึ้นมาอีกเจ้า กลัวเด็กไม่มีสำนึกความเป็นไทยรึ? ดาว้องก์จัดให้ สำนึกความเป็นไทยแบบปรนัย ควรจะกาข้อ ก. ข. ค.หรือ ง.ดี

ที่ประชุมคณบดีคณะวิทยาศาสตร์ทั่วประเทศเคยโวยมาแล้ว ว่าไอ้การบังคับให้เด็กสอบภาษาไทยสังคม ทำให้เขาไม่ได้เด็กเก่งวิทย์ตามที่ต้องการ เขาเลยต้องจัดสอบตรง (เข้าทางหรือเปล่าไม่ทราบ)

ที่แน่ๆ พอกระทรวงศึกษาเปิดให้สอบตรง มหา’ลัยต่างๆ ก็รับกันเอิกเกริก ไม่กี่ปีตัวเลขเด็กรับตรงพุ่งขึ้นเกินครึ่ง แต่ละคณะ แต่ละมหา’ลัย รับเงินค่าสมัครกันเปรม ความซวยตกมาที่เด็กกับผู้ปกครองอีก บางรายเดินสายสอบทั่วประเทศไทย ขอนแก่น เชียงใหม่ สงขลา แม่ฟ้าหลวง ฯลฯ พ่อแม่บางรายถึงกับกู้เงินมาเดินสายก็มี เพื่ออนาคตของลูก

พอพ่อแม่ผู้ปกครองโวยหนักเข้า ปีนี้ก็เลยจัดสอบตรงแบบสอบรวมเป็นปีแรก

แต่เชื่อเหอะ แม่-วุ่นไม่จบหรอก เพราะปรัชญาการศึกษาของกระทรวงศึกษาไม่เคยชัดเจน แทนที่จะสอนให้เด็กคิดเป็น รู้จักคิด รู้จักค้นคว้า หาความรู้ด้วยตัวเอง อ่านหนังสือ หรือท่องเน็ตด้วยตัวเอง (แบบก้านธูป ที่จริงก็ทำตามคำขวัญนายกฯ ใส่ใจเทคโนโลยี)

กระทรวงศึกษากลับเอาวิชาอะไรบ้างไม่รู้ ใครว่าดี ใครว่าจำเป็น ก็ยัดใส่เข้ามาให้เด็ก จนล้นไปหมด เวลาเรียนเต็มเหยียดแน่นเอี้ยด สุดท้ายเด็กก็ต้องไปกวดวิชา แล้วกระทรวงศึกษาก็มารบกับ ร.ร.กวดวิชา

แต่แพ้ เพราะครูอุ๊สร้างตึกหลังเบ้อเริ่ม เป็นสัญลักษณ์แห่งความอัปยศของกระทรวงศึกษา

เด็กเก่งภาษาไทย ไม่ได้มาจากห้องเรียนหรอกนะครับ ต้องอ่านหนังสือมาก อ่านการ์ตูน อ่านนิยาย อ่านทุกอย่าง เด็กจะเก่งสังคมก็ไม่ใช่งมแต่ตำรา ศีลธรรมจรรยาไม่ใช่มาจากท่องจำ แต่อยู่ที่ครู ผู้ปกครอง สังคมรอบข้าง เป็นแบบอย่าง

วิชาการทั้งหลายที่ยัดเข้ามาในหลักสูตรมัธยม ที่จริงเกินจำเป็น เข้ามหา’ลัยแล้วโยนทิ้งไปตั้งเยอะ แต่ที่เรียนก็เพราะต้องใช้สอบแข่งขันเข้ามหา’ลัย การเรียนการสอนระดับมัธยมที่จริงต้องการเพียงปูพื้นฐาน ปลูกฝังวิธีคิด และกระตุ้นให้เด็กไปศึกษาหาความรู้เอง

วิชาที่จำเป็นก็เช่น ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ เป็นพื้นฐานไปหาความรู้ต่อ คณิตศาสตร์คือการสอนวิธีคิด สอนให้รู้จักใช้จินตนาการ (เช่นเราใช้เลขฐาน 10 แต่ต้องเรียนเลขฐาน 9 เพื่อจินตนาการว่าถ้ามนุษย์มี 9 นิ้วเราจะนับเลขกันอย่างไร) นอกจากนี้ก็ต้องเรียนวิทยาศาสตร์ เพื่อให้คิดเป็นเหตุเป็นผล ไม่ใช่จบดอกเตอร์ยังเชื่อเด็กชายปลาบู่ (แล้วก็ไปโทษพ่อปลาบู่ว่าสร้างความแตกตื่น เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นนะครับ พวกเมริงหลงเชื่อเอง)

การสอบเอนทรานซ์หรือสอบแอดมิสชั่น เปลี่ยนจากวิธีดั้งเดิมเมื่อสิบกว่าปีก่อน อ้างว่าจะให้เด็กสนใจเรียน ลดกวดวิชา โดยให้เอาผลการเรียน ม.4-6 มาคิดด้วย แต่ก็ไม่ได้ผล มีปัญหาเรื่องมาตรฐาน เรื่องคุณภาพครู

กระทรวงศึกษาเคยบอกว่าจะใช้ปรัชญา Child Center แต่การจะสอนให้เด็กคิดเป็น ต้องเปลี่ยนความคิดครูและผู้บริหารกระทรวงศึกษาก่อน ร.ร.สาธิตอาจเป็นต้นแบบ แต่เอามาใช้จริงไม่ได้ เพราะ ร.ร.สาธิตอยู่ในระบบมหา’ลัย งบไม่อั้น ครูไม่ติดขั้น เลื่อนได้ถึง ผศ.รศ. (แถมเด็กที่มาเรียนก็ลูกคนมีระดับทั้งนั้น ลองไปดู ร.ร.สาธิตเกษตรจัดงานประจำปี แล้วจะหนาว)

กระทรวงศึกษาเลยคิดจะปูนบำเหน็จครูมั่ง ด้วยการให้ทำผลงานวิชาการเพื่อจะเป็นผู้ชำนาญการพิเศษ ผลเป็นไงครับ ครูไปจ้างทำผลงานวิชาการเสียเงินเป็นแสน บางรายบอกว่ายังต้องจ่ายเงินกรรมการประเมินผลงานอีก

กระทรวงศึกษาบอกว่าไม่ต้องการให้กวดวิชาตั้งแต่เด็ก แต่ปัจจุบันคุณเปิดหลักสูตรพิเศษมากมายก่ายกอง ตั้งแต่ห้อง EP ห้อง Gifted เก็บเงินพิเศษ (โรงเรียนชอบ) เด็กที่เหลือก็กลายเป็นพลเมืองชั้นสอง แล้วคุณจะไม่ให้กวดวิชาตั้งแต่ ป.4 ได้ไง

กระทรวงศึกษาตั้งสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ขึ้นมาจัดสอบรวม ตั้งแต่ ONET ANET ไปจน GAT PAT แอดมิสชั่น เป็นไม้เบื่อไม้เมากับ ร.ร.กวดวิชา อยากเอาชนะ ร.ร.กวดวิชาก็ออกข้อสอบยากๆ เข้าไว้ เขาเรียกว่าข้อสอบเชิงบูรณาการ แนวคิดวิเคราะห์ เอาอาจารย์ ร.ร.สาธิตมาออก แต่โรงเรียนทั่วไปไม่เคยสอนเด็กคิดวิเคราะห์ เด็กมันจะบ้าตาย ขนาดเด็กเก่งๆ อย่างหลานเมียผม ออกจากห้องสอบยังแทบเป็นโรคเศร้าซึม บอกว่าข้อสอบยากเหมือนโอลิมปิกวิชาการ

ผอ.สทศ.คนแรกคือ อ.อุทุมพร จามรมาน เด็กมันแสบ ตั้งฉายาท่านว่า อุทุมพร จอมมาร เพิ่งเกษียณไปท่ามกลางเสียงประทัด (ในเฟซบุคยังมีหน้าเพจ “สมาคมคนต่อต้าน ศ.ดร.อุทุมพร จามรมาน”)ท่านสร้างชื่อลือลั่นตอนสอบ ONET ปี 52 เพราะเป็นข้อสอบเชิงบูรณาการที่ตอบข้อเดียวไม่ได้ คำตอบอาจจะถูกทั้งข้อ 1 ข้อ 2 ต้องวงสองข้อ หรือสามข้อ บางทีก็เป็นข้อสอบเชาว์

ข้อสอบข้อหนึ่งกล่าวถึงน้องนก นพวรรณ เลิศชีวกานต์ นักเทนนิสเยาวชนหญิงอายุ 17 ปี ผู้ชนะเลิศหญิงเดี่ยวและหญิงคู่ ในการแข่งขันเทนนิสเยาวชนวิมเบิลดัน คำถามบรรยายถึงน้องนก ว่านักเทนนิสที่ดีต้องมีคุณลักษณะด้านสุขภาพทางกาย การแสดงทักษะความสามารถ และความมีน้ำใจนักกีฬา แล้วจู่ๆ ก็ถามว่า น้องนกจะเครียดภายใต้สถานการณ์ใด

1.ผู้ตัดสินไม่เป็นธรรม
2.ถูกคาดหวังกับผลการแข่งขัน
3.โค้ชฝึกซ้อมหนัก
4.ความสำคัญของการแข่งขัน

อ.อุทุมพรมาออกรายการวูดดี้ วูดดี้ถามน้องนก น้องนกตอบข้อ 2 แต่ อ.อุทุมพรเฉลยข้อ 4 เด็กมันจะบ้าทั้งประเทศ เจ้าตัวเขายังตอบไม่ถูกเลย แล้วกรูจะตอบถูกได้ไง

นี่คือเวงกำของเด็กไทยซึ่งได้มีวันเป็นอิสระเพียง 1 ใน 365 วัน ที่เหลือต้องถูกผู้ใหญ่กำหนดให้อยู่ในกรอบ ขณะที่ด้านการเรียนรู้ก็ตกเป็นหนูทดลองอย่างไม่มีวันสิ้นสุดของกระทรวง

ใบตองแห้ง
13 ม.ค.55
.....................................


http://www.voicetv.co.th/blog/695.html



_________________

ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ตอบโดยอ้างข้อความ
ตอบ  
อัดเสียงหล่อนอ่านให้ช้านฟังหน่อยค่ะ


_________________

ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว ส่ง Email ชมเว็บส่วนตัว
ตอบโดยอ้างข้อความ
ตอบ  
จะดีมากค่ะ ถ้าหร่อนทำตามแบบที่นางแอมบอก


_________________

น้องยูค ผู้หน้ารัก
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ตอบโดยอ้างข้อความ
ตอบ  
พูดง่ายๆก็คืออยากเปลี่ยน ว่างั้นเหอะ !

ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ตอบโดยอ้างข้อความ
ตอบ  
ไม่รู้สิ ส่วนตัวชอบการแสดงความคิดเห็นของคนที่ชื่อก้านธูปนะ อาจจะจี้โดนจุดไปบ้างแต่ก็จัดจ้านและเฉียบคมดี แต่ก็นะ...สังคมไทยเป็นสังคมที่เชิดชูและเทิดทูลพระเจ้าอยู่เหนือหัว ใครแตะต้องไม่ได้วิจารณ์ไม่ได้ เพียงแค่นิดๆ หน่อยๆ ก็เป็นเรื่องถึงขั้นบาดเจ็บก็เป็นไปได้


ปล. สทศ หน้าหีเหี้ย ควยสัตว์


_________________
สโมสรฟุตบอล ที่ปลอดพวกหน้าปรุ

ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ตอบโดยอ้างข้อความ
ตอบ  
ไทยแลน ดินแดน ตอแหล


_________________
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ตอบโดยอ้างข้อความ
ตอบ  
ประเทศไทยยังต้องเปลี่ยนแปลงอะไรอีกเยอะ


_________________
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ตอบโดยอ้างข้อความ
ตอบ  
ผู้รู้ IT AGAIN พิมพ์ว่า:
อัดเสียงหล่อนอ่านให้ช้านฟังหน่อยค่ะ



_________________
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ตอบโดยอ้างข้อความ
ตอบ  
เห็นด้วยทุกอย่างนะ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากก้มหน้ารับกรรม เป็นหนูทดลองต่อไป


_________________
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
แสดงเฉพาะข้อความที่ตอบในระยะเวลา:
ตอบ หน้า 1 จาก 2
ไปที่หน้า 1, 2  ถัดไป
คุณไม่สามารถสร้างหัวข้อใหม่
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
คุณไม่สามารถแก้ไขข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลบข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลงคะแนน
  


copyright : forwardmag.com - contact : forwardmag@yahoo.com, forwardmag@gmail.com