The Black Eyed Peas : The Beginning (3/5)
วันนี้ อ้อมขอท้าทายความสามารถครั้งใหญ่ กับการหยิบอัลบั้มนี้มารีวิว เพราะอย่างที่ทราบกันว่า งานของ BEP ในยุคหลังนิ รายละเอียดยุบยับ และจัดจ้านมาก .. ดังนั้น อ้อมจะขอรีวิวในพื้นเบื้องต้น กับความรู้สึกต่อเพลงในเบื้องต้นเท่านั้นนะคระ
เกริ่นนำ - The Black Eyed Peas คือวงดนตรี ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในยุค 2000 ที่มีสมาชิก 4 คนได้แก่ Will.i.am, Apl.de.ap, Fergie, Taboo .. โดยเฉพาะอัลบั้มล่าสุด The E.N.D ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง ทั้งยอดขาย และซิงเกิ้ล ที่มีเพลงฮิตเยอะแยะ ไล่ตั้งแต่ Boom Boom Pow, I gotta feeling, Meet me halfway และอื่นๆ อีก ส่งผลให้การสานต่อความสำเร็จมาสู่อัลบั้มที่เป็นการเริ่มต้นมิติและแนวทางใหม่ๆ สำหรับ The Beginning
รูปแบบเพลง - หลังจาก The E.N.D ประสบความสำเร็จอย่างมาก วิลไอแอม ในฐานะโพรดิวเซอร์หลักของอัลบั้ม ขึงขอยืนพื้นต่อ กับแนวที่เป็นซาวด์เฉพาะของตัวเองในยุคนี้ นั่นคือ Auto-Tune หรือที่หลายๆ คนเรียกว่า Robot ซาวด์ และซาวด์หลักที่นำผสม จะเป็นดนตรีดิสโก้บวกกับฮิพฮอพเน้นบีทดิบๆ ในช่วงยุค 80 รวมกับซาวด์สังเคราะห์ยืนพื้น
จุดเด่น - คือ ถ้าว่ากันตรงๆ แค่ BEP ออกงานมา มันก้ะดูน่าสนใจแล้วคร่ะ บวกกับชื่อของ วิลไอแอม ในฐานะโพรดิวเซอร์มือทองของยุค .. ไม่มีอะไรที่ทำให้เราต้องฟังมากกว่านี้แล้ว ... ลงลึกที่รูปแบบดนตรีและการนำเสนอ ก็ถือว่าเข้าตลาดบวกกับการนำเทรนด์ในการนำเสนอ ให้ออกมาดูล้ำ แต่ไม่หนีตลาด
อีกข้อคือ ลักษณะการวางแทรคที่เอาเพลงมาต่อๆๆ กันอย่างไหลลื่นไปเป็นม้วนเดียวกันหมด (เหมือนที่ เจเนท ชอบทำ)
จุดด้อย - ปวดหัวคร่ะ การกระหน่ำ ออโต้โทนบีทตึ้บๆๆ ไปทั้งอัลบั้ม มันทำให้เราปวดหัวโดยไม่รู้ตัว และแน่นอน นิไม่ใช่อัลบั้มที่จะหยิบมาฟังได้ทุกเวลา เพราะซาวด์ มันเหมาะกับการไปสนุกสนาน และปาร์ตี้ เท่านั้น .. และที่สำคัญ ด้วยความเด่นจัดของซาวด์ มันเลยกลบความน่าสนใจในเนื้อหา เนื้อร้อง ที่แต่งขึ้นมา ราวกับว่า มันแค่แต่งมาเสริมดนตรี ไม่ให้มันโล่งๆ แค่นั้น เอาง่ายๆ อย่างซิงเกิ้ลแรก .. เพลงพูดถึงอะไรไม่รุ้ ฉันจำได้แค่ เดอตี้บิช แค่นั้นทั้งเพลง
แทรคเด่น - ซิงเกิ้ลแรก The Time (Dirty Bit) (4/5) ที่นำเพลง (I've Had) The Time of My Life มาแซมเพิ่ล และเติมแต่งด้วยออโต้โทน ที่ตัวซาวด์น่าสนใจ ติดหู การดึงจังหวะ เบรค หรือแม้แต่การผสมกับแซมเปิ้ลทำได้ดีมาก .. แต่อย่างที่บอก .. ซาวด์เด่นจัด จนทั้งเพลงจำได้แต่ เดอตี้บิช
2 แทรคที่มีการยืนพื้น แต่แทรคไม่ต่อเนื่องกันอย่าง Light Up the Night (3/5) กับ XOXOXO (3.5/5) ที่เป็นบีทฮิพฮอพเพียวๆ ยุค 80 เน้นที่การร้องการแร๊พมันๆมากกว่า .. แต่ส่วนตัวแล้วจะชอบเพลงหลังมากกว่า ด้วยความที่งานมันค่อนข้างดิบกว่าและถึงกว่า
ระหว่าง 2 แทรคข้างบน BEP แทรก ดิสโก้สนุกๆ อย่าง Love You Long Time(4/5) ที่แน่นอน ดึงแซมเพิ่ลเพลงดิสโก้ 80 มาตบเข้ากับ Auto-Tune ได้คงสีสันในยุคนั้นได้อย่างครบครัน ก่อนจะเข้าสู่ เมนสตรีม แดนซ์ฮอลยุคปัจจุบัน กับ Someday (3.5/5) ที่ฉันคิดว่าเพลงนี้มีโอกาสเป็นซิงเกิ้ลสูง ด้วยความที่เป็นแนวที่กำลังได้รับความนิยมในตลาดเพลงทุกวันนี้มาก
สิ่งที่คิดเอาไว้เป็นจริง เมื่อ Whenever (4/5) มาสานต่อความเป็น Meet me halfway ภาค 2 แต่ทำได้ดีในอีกมุมของการนำเสนอเนื้อหา ผ่านเสียงกีต้าร์สวยๆ ตบเข้ากับบีท ที่ทำได้ดีไม่แพ้กันทีเดียว ก่อนจะไปขุด ดิสโก้ที่ออริจินัลอีกครั้งกับ Fashion Beats (3/5) ที่เป็นการนำดนตรี และแฟชั่น ที่มีสีสัน มาผสมผสานกันอย่างลงตัว
มีอีก 2 แทรคที่เป็นฮิพฮอพที่ค่อนข้างดิบและออริจินัลของวง คือ Do It Like This (4/5) ที่ทำให้เราย้อนกลับไปนึกถึงความเป็น BEP ในยุคแรกๆ The Coming (3.5/5) เช่นกัน .. กับการเดินบีทแบบฮิพฮอพยุค ที่เฟอร์กี้เข้าวงมาใหม่ๆ และดังมาก
The Best One Yet (The Boy) (2.5/5) ที่ได้นางสาว เดวิต กูเอตต้า มาปลุกผีดิสโก้ 80 ที่ไปเรื่อยเปื่อยตามประสานาง ก่อนจะทำการฆาตกรรมครั้งใหญ่ ปลุกป้ามาดอนน่า มากับเพลงปิด Play It Loud (1.5/5) เพราะเล่นเอาลิฟกีต้าร์เก๋ๆ จากเพลง Ray of Light มาตบกับออโต้โทน ที่ทำให้เจ้าป้าอาจต้องร้องกรี๊ดออกมาได้ เพราะมันคือหายนะที่ไม่น่าให้อภัยจริงๆ
บทสรุป - ความสำเร็จ หรือยอดขาย ของอัลบั้มนี้ ก็คงสูง ด้วยความที่ชื่อวงติดตลาดอยู่แล้ว บวกกับซาวด์ที่ค่อนข้างแน่ชัด และรูปแบบเฉพาะ นั่นคือสิ่งที่ BEP ยังคงยืนยัน และหวังต่อยอด จากความสำเร็จเดิม บวกกับความคิดสร้างสรรค์ในการหาหลายๆ รูปแบบเพลงมาเสริมเติมทัพ ให้ซาวด์ ดูหลากหลาย และโดดเด่น ไม่ซ้ำซากมากขึ้น .. สำหรับคอแฟนเพลงแห่งอนาคต และขาปาร์ตี้ทั้งหลาย .. นี่คงเป็นอีกอัลบั้มที่จะตอบความต้องการของพวกคุณได้ดีที่สุด
สวยเลือกได้
_________________
Kylie Thailand Fansite










