5. Ashley Tisdale - Guilty Pleasure (3/5)
สาวตัวเล็กร่างกะทัดรัดหุ่นดี หน้าตาละม้ายคล้ายคลึง "ปู ไปรยา" บ้านเรา (แม้ว่าไลฟ์สไตล์จะคนละโลกก็ตาม) Ashley Tisdale หรือแม่หนูชารืเพย์สุดแรดเลิศหล้าปฐพี แย่งซีนพระนางใน High School Musical ไปอย่างสบายๆ หลังจากที่อัลบั้มแรกที่ออกมาประสบความสำเร็จไปพอประมาณกล้อมแกล้มๆ ด้วยเพลง ป๊อปแดนซ์ ป๊อปบับเบิ้ลกัม และสารพัดบลาห์ที่เป็นสูตรสำเร็จของเด็กๆดิสนี่ย์ทั่วไป และแน่นอน สูตรสำเร็จต่อไปของเด็กดิสนี่ย์ส่วนใหญ่ก็ต้องไม่พ้นแนวนี้แน่นั่นคือ ป๊อปร๊อค
มาในอัลบั้มนี้ แอชลี่ ได้เลือกปรับความเป็นแดนซ์ออกไปและนำความเป็นร๊อคมาใส่แทน (แม้ว่าตอนแรกจะนึกสภาพเสียงแหลมๆเล็กๆปรี๊ดมาร้องร๊อคไม่ออกกก็ตาม) แต่เมื่อได้ฟังทั้งอัลบั้มครั้งแรกก็ถึงกับตกใจเลยทีเดียว "มันออกมาดีขนาดนั้นเชียวหรอเนี่ย" คือปรกติเสียงแหลมๆไม่น่าจะเข้ากับเพลงร๊อค แต่แอชลี่เลือกใช้เสียงอีกแชนแนลหนึ่งซึ่งไม่แหลมมากเกินไปให้พอดีเข้ากับดนตรี ทำให้ผลที่ออกมาดูดีพอตัวเลยทีเดียว (แต่ขอร้อง อย่าไลฟ์นะ สลดมากๆ) แต่พอในระยะยาวแล้ว เ่อ่อ มันดูง่ายไปไหม คือศักยภาพของตัวเธอก้พอมีอยู่ มาทำเพลงปีอปร๊อคง่ายๆแบบนี้ดูถูกตัวเองไปเปล่า
มาที่ภาคดนตรีป๊อปร๊อคในอัลบั้มที่เรียกได้ว่าแทบเป็นสูตรสำเร็จตั้งแต่ซิงเกิ้ลเปิดตัวยันเพลงในอัลบั้ม ฟังแล้วท่านจะได้กลิ่น Funhouse - P!nk / All I Ever Wanted - Kelly Clarkson และ One Of Those Boys ของ Katy Perry มารวมๆกันอย่างชัดเจน แต่ก็ถือว่าฉลาดนะที่ไม่ได้ไปดึงจุดี่ไม่น่าฟังมา เอาเป็นว่าภาพรวมดูดีกว่าเคธี่ สูสีเคลลี่ แต่ไม่เท่าพิ้งค์ (แต่เรื่องเสียงและไลฟ์อย่าไปสู้เข้านะลูก อายเขา) แม้ว่าจะดูเป็นสูตรสำเร็จของยุคปีอปร๊อคเจืออิเลคโทรตือดือตึ๊ดก็ตาม แต่ก็ยังพอมีรายละเอียดในดนตรีที่มีอยู่บ้างทำให้ดนตรีดูไม่น่าเกลียดแต่อย่างใด ส่วนในเรื่องภาคเนื้อหา ก็ไม่ได้เติบโตอะไรมากขึ้นจากเด็กดิสนี่ย์สักเท่าไหร่หรอก
ซิงเกิ้ลแรก It's Alright It's OK (2.5/5) ซึ่งแม้ว่าฟังตอนแรกจะไม่ค่อยโอเคสักเท่าไหร่ แม้ว่าจะพยายามใช้แชนแนลเสียงที่แหลมน้อยลงแล้ว แต่มันก็ยังแหลมอยู่ดี ภาคดนตรีที่ฟังยังไง๊ๆยังไงก็ So What ของ P!nk ชัดๆ แต่มาในภาคที่ป๊อปกว่าเท่านั้นเอง แต่เมื่อฟังไปหลายๆรอบ แต่ขจัดอคติเกี่ยวกับเรื่องเสียงแหลมๆที่ไม่น่าจะเข้ากับเพลงร๊อคได้แล้ว ก็ถือว่าทำออกมาได้ดีพอตัวเลยทีเดียว
ซิงเกิ้ลที่ 2 (ดิจิตอล) Masquerade (3.5/5) งานเต้นรำสวมหน้ากากลั้ลลาเวอร์ชั่นร๊อค ที่ใช้การร้องแบบเสียงลมๆนิดๆในตอนเริ่มต้นแล้วมากระชากตอนท่อนฮุค ซึ่งทำออกมาได้น่ารักพอตัวเลยทีเดียว เหมาสมที่จะเป็นซิงเกิ้ลอยู่แหละ ในภาคดนตรีเสียงซินท์ที่ใส่มามากเกินไปรึเปล่า ฟังแล้วเหมือนเพลงมันจะซ่าๆ แทนที่จะฟังแล้วน่าสนใจแทน แต่ก็ถือว่าดีจริงๆนั่นแหละ
ส่วนเพลงอื่นๆในอัลบั้มเริ่มจากเพลงเปิดอัลบั้ม Acting Out (4/5) ที่เรียกได้ว่าเปิดอัลบั้มได้อลังการณ์มาก อินโทรแอบมีกลิ่นไอทางตะวันออกมาให้น่าสนใจ ขึ้นตอนด้วยซาวน์เนิบๆแล้วค่อยร๊อคขึ้นเรื่อยๆจนกระทั่งกระชากในท่อนฮุค แต่น่าเสียดายอย่างเดียวที่เพลงที่เรียกได้ว่าแข็งที่สุดในอัลบั้มเพลงหนึ่ง เสียงนักร้องกลับแหลมเกินไป มันเลยบั่นทอนอารมณ์ร็อคไป เอาเป็นว่าถ้าเอาไปให้เดมี่ร้องน่าจะดีกว่านี้หน่อย แต่ก็ถือว่าดีอยู่แล้วละ ,มาที่ Overrated (3/5) เปิดตัวอินโทรอลังการณ์ยังกะ Marching Band โยธวาทิศมาเองเลยทีเดียว แล้วก็ค่อยคลอความเป็นร๊อคเข้ามา ฟังแล้วเรื่อยๆสบายๆดี เป็นมีเดียมร๊อคที่ดูเข้าท่าดี แต่ก็ไม่ค่อยมีอะไรให้น่าจดจำ (ข่าวแว่วมาว่าจะเป็นซิงเกิ้ลโปรโมตแต่ไม่ตัดเป็นออฟฟิเชียล ตัดสินใจถูกแล้ว)
Hot Mess (2.5/5) น่ารักมากๆๆ ฮ่าๆๆ ตลกๆอย่างบอกไม่ถูกเสียงเล็กๆค่อยลอยเข้ามาแล้วมาระเบิดที่ท่อนฮุคตามเคย ตัวเพลงเป็นป๊อปผสานกับร๊อคแอนด์โรลด์น่ารักๆ แอบตลกตรง โอ่ โอ่ โว๊ะ โอ โอ โอ่ ยังกะหมอลำเลยทีเดียว เป็นเพลงที่น่ารักน่าสนใจ ฟังได้เพลินๆดีครับ มาที่ Tell Me Lies (2.5/5) อินโทรขึ้นมานี่หน้านังเคธี่ เพอร์รี่ โผล่ลอยไปลอยมาเลยทีเดียว คือประมาณว่าบีทเดียวทั้งท่อนทั้งเพลงอะไรประมาณนั้น แต่โครงสร้างดูร๊อคมากกว่าเคธี่เท่านั้นเอง เป็นอีกเพลงที่เหมาะสำหรับการฟังเพลินๆมากกว่าที่จจะตัดเป็นซิงเกิ้ลเช่นกัน รวมไปถึง Erase & Rewind (3/5) ที่ฟังยังไงๆก็ Hot N Cold เวอร์ชั่นเจือยูโรบีทเข้าไปก็เท่านั้น ซึ่งผลออกมาก็คือไม่น่าสนใจเท่ากับเพลงที่ผ่านๆมาที่กล้าลองฉีกมาทำอะไรที่หนักๆไปเลย
ฟังอะไรหนักมาพอตัวแล้วมาพักกันที่ Hair (2/5) บับเบิ้ลกัมป๊อปร๊อคที่หลงๆมาให้ฟัง ก็ดูน่ารักดี แต่ไม่มีอะไรมาให้น่าสนใจอะไรมาก แต่พวกเครื่องเพอร์คัชชั่นกรุ๊งกริ๊งๆนี่น่ารักดี ดูยกระดับดนตรีป๊อปร๊อคเกร่อได้ดี แต่เนื้อหาน่าหมั่นไส้นะ มาที่ Delete You (2/5) ป๊อปที่เร่งจังหวะและใส่ความเป็นร๊อคขึ้นมากขึ้น แถมยังแอบๆเจืออัลเทอรืเนทีฟมาแบบบางมากๆ ซึ่งแบบว่าไม่เจือมาก็ได้อะไรประมาณนั้น ความน่าฟังน้อยกว่าเพลง Hair ซะอีก ส่วน Switch (1.5/5) ซึ่งไม่ต่างอะไรจากเพลงแถม ประกอบภาพยนตร์ Aliens in the Attic ที่กำลังจะเข้าฉายช่วงวางแผงอัลบั้ม ฟังแล้วหลุดคอนเซปต์สุดๆ ป๊อปร๊อคดาดแบบซาวน์แทร็คหนังดิสนี่ย์ นิยามสั้นๆแค่นี้รู้กันนะครับ
ปิดท้ายคลังเพลงเร็วด้วย Crank It Up (3/5) (ซึ่งกลายเป็นซิงเกิ้ลไปซะแล้ว) ฟังแล้วกลิ่นไอ้หยอยจัสตินลอยมาพอสมควรเลยทีเดียว เสียงผู้ชายที่เข้ามาฟีทช่วยเติมเต็มเพลงได้ดีครับ แม้ว่าจะแอบหลุดคอนเซปต์ที่แอบๆกลายเป็นป๊อปอาร์แอนด์บีเจือร๊อคแดนซ์แทน แต่กลับกลายเป็นว่าเพลงนี้ก็กลายเป็นเพลงแข็งอีกเพลงในอัลบั้มที่ถ้าตัดขายน่าจะพอไปได้สวยอยู่ครับ (แต่ทำไมฟังท่อนฮุคแล้วนึกถึง Kill The Light แปลกๆแฮะ)
มาที่เพลงช้าสามเพลงในอัลบั้มบ้างเรียกได้ว่าเป็นจุดแข็งของอัลบั้มเลยทีเดียว เพราะส่วนใหญ่อัลบั้มปีอปร๊อคสนุกๆมักทำเพลงช้าหมาไม่แดกกันถ้วนหน้า แต่อัลบั้มนี้กลับดูดีกว่านั้น เริ่มที่ Me Without You (3.5/5) ปีอปบัลลาร์ดซาวน์ใสๆน่ารักๆที่ใส่ใจรายละเอียดดนตรีดีครับ ต่อด้วย What If (3.5/5) ที่พอดนตรีขึ้นก็แทบจะรู้ว่าใครแต่ง (เอกลักษณ์เจ๊คาร่าแกมาก) เอาเป็นว่าถ้ายังไม่เบื่อป๊อปบัลลารืดสไตล์เจ๊คาร่าแล้ว เพลงนี้เป็นอีกเพลงที่แอชลี่ทำออกมาได้ดีทีเดียวครับ ส่วนเรื่องเนื้อหาไม่ต้องพูดถึงฝีมือเจ๊คาร่าซะอย่าง ออกมาสละสลวยตามคาดครับ และสุดท้ายที่ How Do You Love Someone (3.5/5) เป็นมีเดียมร๊อคบัลลาร์ดที่น่าตกใจว่าแอชลี่ย์จะสามารถทำออกมาได้ และทำออกมาได้ดีเสียด้วย อินโทรขึ้นมาดูน่าลึกลับกับเสียงกลองที่ชวนให้ลุ้นกับซาวน์หลอนๆลอยๆ แม้ว่าเสียงตอนแรกก็ขึ้นมาแหลมจนไม่ค่อยเข้ากับเพลง แต่พอเข้ามาที่ท่อนฮุคเสียงก็พอดีครับ ภาคดนตรีหนักหน่วงด้วยเสียงเครื่องเป่าทองเหลือง กลองหลากประเภท เครื่องสี ทั้งหมดประสานกันลงตัวมากๆ รวมถึงการร้องก็เข้ากับดนตรีจนนน่าแปลกใจดังที่กล่าวไว้เช่นกัน
สรุป อัลบั้มนี้ก้าพัฒนาจากอัลบั้มที่แล้วขึ้นมาก ทั้งเทคนิคการร้อง การใช้เสียง ภาคดนตรี และก็ทำออกมาได้ดีเกินคาดใครหลายๆคนมากๆเลยทีเดียว เอาเป็นว่าใครที่มองข้ามไปว่าเพราะเป็นเด็กดิสนี่ย์หรืออัลบั้มแรกไม่ดีเสียงไม่เลิศ ลองกลับมาฟังอัลบั้มนี้ดูแล้วกัน เชื่อว่าคงชอบกันได้ไม่ยาก
4.Lady GaGa - The Fame Monster (3/5)
เอ้า เกริ่นำง่ายๆ มีใครไม่รู้จักอีก้า สตรีกาก้า แม่หญิงฮานาก้า Lady GaGa บ้าง
ข้อดี-ข้อด้อย เพลงฟังแล้วสนุกไปด้วยไม่ยากนัก รวมถึงการหยิบดนตรีแปลกๆอื่นๆมาร่วมบรรเลงลงไปในเพลง หากแต่หล่อนให้บีทเก่าๆวนไปวนมายิ่งบีท Poker Face นี่เด่นชัดมากๆ เข้าใจว่ารีรีลิสแต่หาอะไรที่มันแตกต่างกว่านี้อีกสักนิดไม่ได้หรอฟะ
Bad Romance 3.5/5 ซิงเกิ้ลเปิดตัวการรีรีลิสมาออกขายที่ไม่ว่าจะฟังกี่รอบก็จะสามารถบอกได้ว่านี่คือ Poker Face เวอร์ชั่นหลอนกว่า และลูกเล่นแปลกไปกว่าเดิมนิดหน่อยที่ใช้เสียงสังเคราะห์เป็นเครื่องเขย่าและซาวน์อิเลคโทรนิคแบบตึ๊บๆผสานกันลอยๆคลุมไปทั้งเพลง เอาเข้าจริงถ้ามันไม่มี Poker Face มาก่อนเพลงนี้มันจะเป็นอะไรที่เลิศมากนะกาก้าเอ๊ย
Alejandro 3.5/5 ตอนแรกที่ได้ฟังแค่เวอร์ชั่นเดโมก็รู้สึกถูกชะตากับเพลงนี้ ยิ่งเอามามิกซ์ใหม่นี่ยิ่งชอบมากๆ ด้วยอินโทรที่ใช้เครื่องสายขึ้นมาตามด้วยการพูดบ่นๆของสาวก้าก่อนที่จะเริ่มเข้าสู่เพลง ป๊อปร็อคอิเลคโทรแดนซ์ กับบีทกลองหนักๆและคลอไปด้วยอิเลคโทรนิคค่อยๆดังขึ้นเรื่อยๆจนกระทั่งท่อนฮุคก็ดังเต็มที่ สวยงามมาก
Monster 2.5/5 ไตเติ้ลแทร็คของการรีรีลิส แหมมีการบอกอยาเรียกชั้นกาก้านะคะ (เออ มันสมควรจะเรียกว่าตัวประหลาดแบบที่หล่อนต้องการใช่ไหม?) ยูโรป๊อปอิเลคโทรนิคแดนซ์ ที่ฟังยังไงก็เหมือนเอา Just Dance มาปู้ยี้ปู้ยำเหยาะเครื่องปรุงชูรสไปหน่อยเท่านั้นแหละจ๊ะ ส่วนตัวเฉยๆกับเพลงนี้ ยิ่งมาเจอกับบีทอิเล็คโทรนิคของเพลงนี้ที่ดูจะใส่มั่วไปหน่อย จบข่าว
Speechless 4/5 เพลงช้าหนึ่งเพลงที่กาก้าถ่ายทอดออกมาได้ดีมาก ตัวเพลงเป็นเรโทรป๊อปเปียโนบัลลาร์ดผสานกับความเป็นร็อค อย่างว่าแหละ แม้ว่าตัวก้าเองจะไม่ได้เสียงแปดหลอด แต่เห็นร้องทีไรก็เต็มที่ทุกที เครื่องดนตรีที่เน้นไปที่เปียโนเสริมด้วยกลองและพอเข้าช่วงที่สองก็มีเครื่องสายมาเสริมทัพ และดนตรีก็หนักขึ้น ทำให้อารมณ์เพลงเพิ่มขึ้น อีกอย่างคือไม่คิดไม่ฝันว่าสตรีกาก้าจะทำเพลงแนวนี้ออกมา ดุธรรมดาสามัญชนดี
Dance In The Dark 3/5 แหม อู้ อ้าห์ ตั้งแต่ต้นเพลง ดนตรีขึ้นมาอิเลคโทรนิคนำมาก่อนเลย ป๊อปร็อคอิเลคโทรนิคกึ่งบัลลาร์ดที่ผสานเข้ากับดิสโก้นิดๆ จะว่าไปเสียงก้าในเพลงนี้ดูเบาไปเปล่า ไม่รู้นะคิดไปเองรึเปล่า แต่ที่แน่ๆเพลงนี้แม้ว่าอิเลคโทรนิคจะลอยเยอะพอๆกับ Monster แต่เรียบเรียงออกมาดีดูไม่มั่ว แต่ฟังแล้วเนือยมาก เพราะคิดว่าหล่อนน่าจะมีศักยภาพที่จะทำให้เพลงมันมีอะไรน่าสนใจมากกว่าอิเลคโทรนิคกิ้งๆทั้งเพลง
Telephone 3/5 เอาซี่จะมีกี่คนที่สามารถไปเอามาเฟียสาววงการเพลงอย่างบียอนเซ่ที่แย่งเพลงชาวบ้านมามากมาย เอาซี่ไปฟีทให้เขาแล้ว ตัวก็มาฟีทคืนบ้าง อิเลคโทรนิคป๊อปอาร์แอนด์บีที่ผสานกันค่อนข้างลงตัวดี แล้วที่เอาเสียงโทรศัพท์เข้า โทรศัพท์สายหลุดเข้ามานี่ก็โออยุ่ แต่ตกลงนี่พวกหล่อนจะมาแย่งซีนกันไปมาใช่ไหม ตอนว Video Phone อีก้าก็ไปแย่งซีนอีบี มาเพลงนี้อีบีเลยมาแย่งซีนคืน เฮ่อๆ ตกลงจะยังไงอะไรกันแน่ฟะ
So Happy I Could Die 2.5/5 อิเลคโทรนิคป๊อปอาร์แอนด์บีผสมลูกเล่นของฮิพฮอพเข้ามาเสริมทัพร่วมกับบีทลอยๆคลุมทั่งเพลง เฉยๆไม่มีอะไรให้น่าสนใจมากนัก มาที่เพลงปิดท้าย Teeth 2.5/5 ที่หยิบเอาดนตรีภารตะมาผสมผสานเข้ากับป๊อปเลคโทรนิคกึ่งแรพ ดูแปลกๆแบบที่ไม่เคยทำมาแต่พอฟังไปฟังมาเฮ้ย Lovegame เวอร์ชั่นตีกลอง เท่านั้นเอง เฮ้อ หรือว่านี่จะเป็นสัญญาณว่าแกหมดมุกแล้ว ก้าเอ๊ย
สรุป สงสัยจะคาดหวังกับนางมากเกินไปจริงๆ คือมันก้ดีนะเมื่อเทียบกับศิลปินอื่น แต่ตัวก้าเองดันสร้างมาตรฐานไว้ค่อนข้างสูงแล้วมันเลยยากที่จะบอกว่า "เฮ้ย เจ๋งหว่ะ" ณ ตอนนี้คือเพลงมันสนุกดีไม่ใช่เจ๋งหว่ะเหมือนอารมณ์แรกแล้ว หวังว่าอัลบั้มหน้ามาใหม่ขอให้มีอะไรแหวกแนวขึ้นนะ
3. Amanda Jenssen - Happyland (4/5)
หลังจากที่อัลบั้มแรกประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลายในบ้านเิกิด ขายได้ถึง 2 platinum (80K+) ด้วยแนวเพลงที่เรียกว่าเป็นกระแสอินดี้ของทางสวีเดน เนื่องจากเพลงของทางแสกนดิเนเวียมักจะทำเพลงแดนซ์กันเป็นกระแสเมนสตรีม แต่ด้วยอาศัยบารมีรองชนะเลิศแห่ง Swedish Idol และแนวทางที่ชัดเจนของตนเองคือป๊อปโซล และความเป็นเรโทร ทำให้ปรสบความสำเร็จอย่างงดงาม กลับมาใหม่ครั้งนี้หนูด้าก็ยังคงทำเพลงในแนวเดิมแต่ฟังยากขึ้นเป็นอินดี้มากขึ้นกว่าอัลบั้มแรก แต่ว่าคุณภาพไม่ได้ด้อยไปกว่าเดิมเลย เอาเข้าจริงอัลบั้มนี้ดีที่สุดในบรรดาอัลบั้มที่หยิบมารีวิวห้าอัลบั้มเลยนะ
จุดเด่น อัลบั้มที่แล้วว่าดีแล้ว อัลบั้มนี้หนูด้ายังพัฒนาตนเองได้จนน่าตกใจความเป็นโซลที่ดิบขึ้นความเ็นเรโทรที่มากขึ้น ทุกๆอย่างที่เข้มข้นมากขึ้นจากอัลบั้มที่แล้ว บวกกับเพลงที่ดีขึ้นจากอัลบั้มี่แล้ว เรียกได้ว่าแทบจะเป็นอัลบั้มที่สมบูรณ์เลยทีเดียว แต่ทำไมไม่ให้ 5 เลยล่ะ
จุดด้อย ฟังแล้วจะหลับเอาง่าย ชื่ออัลบั้มหนูด้าชื่อว่า Happyland ฟังแล้วแฮปปี้มีความสุขก็จริง แต่ว่าเพลงแล้วจะหลับเอาหว่ะ ตอนแรกคาดหวังว่าจะมาในแนวเพลงเร็วๆบ้าง ที่หนูล่อช้าซะเกือบหมดอัลบั้ม หลับเป็นตายพอดีด้าเอ้ย
เปิดตัวด้วยซิงเกิ้ลแรกอย่าง Happyland (4/5) เรโทรร็อคโซลผสานความ เป็นแดนซ์ ผลออกมาได้เพลงสุดแสนจะเปรี้ยวเก๋ไก๋หนึ่งเพลง Save Me For The Day (4/5) เรโทรร็อคโซลผสานลูกเล่นของเครื่องเป่ามากมาย พาลนึกถึงเพลงเก่งอย่าง Amarula Tree แต่เข้มกว่า
ลดจังหวะมาที่ร็อคเวิสเทิร์นโฟล์คบัลลาร์ดเพราะๆในสไตล์ของหนูด้าอีกเพลง Autopilot (4/5) ที่พริ้วไปด้วยอารมณ์ของเสียงเพียโนและเสียงกีต้าร์ก่อนที่จะเพิ่มพลังเข้าไปในท่อนฮุคหม่นๆด้วยเสียงกลอง เพอคัชชั่น และ เครื่องสาย แม้ว่าดูจะเพราะมากแต่ตอนท้ายๆด้วยความพยายามที่จะใส่ลูกกเล่นเครื่องดนตรีชนิดต่างๆมากเกินไปแล้วมันตีกันก็ตาม พลาดนิดเดียวเองเนอะ
Morning Light (3.5/5) เก๋มากๆหยิบดนตรีโซลข้นๆมาผสานกับเรโทรป๊อปร็อคเข้มๆ เน้นเครื่องเป่า ฉีกแหกแหวกแนวจากที่เคยๆทำมาดี กล้าทำและทำออกมาได้โอเคเลยทีเดียว มาที่ Our Times (4/5) ป๊อปโซลอดัลท์คอนเทมโปลารี่บัลลาร์ดกับเสียงกลองมาร์ชชิ่งและเสียงเปียโนที่ทำให้เพลงดูลึกลับแต่มีมิติตามมาด้วยเสียงครอรัสและซาวน์ลอยๆโผล่มา หลอนดี แถมตัวนักร้องก็ถ่ายทอดออกมาได้หลอนไม่แพ้กัน จนกระทั่งจุดที่จะพีคกับการลากเสียงและดนตรีที่ค่อยดังขึ้นเรื่อยๆหนักขึ้นเรื่อยๆจนจบ เลิศ
มาเปลี่ยนเข้าสู่จังหวะแห่งความสนุกสนานกับเรโทรโฟล์คเก่าๆน่ารักๆกับ The Rebounder (4/5) เพลงทำออกมาได้น่ารักมากรวมถึงการดีไซน์การร้องก็ฟังได้สบายมากๆเข้ากับดนตรีได้ดีทีเดียว แถมยังดึงสเน่ห์แห่งวันวานคืนมาได้ดีมากด้วยเนื้อเพลงง่ายๆแต่กินใจด้วยประโยค "I don't care who you are but I Love You" น่ารักมากๆ
The End (3.5/5) อีกหนึ่งเพลงที่ขึ้นต้นมาบ่งบอกถึงอารมณ์ด้านมืดไม่สดใสแน่นอน ขึ้นต้นด้วยเสียงหัวใจเต้นไปตลอดเพลงจนมหากาพย์ดนตรีขึ้นมา ตัวเพลงเป็นป๊อปโซลที่หยิบลูกเล่นของทางแจ๊ซมาเล่นรวมไปถึงดนตรีมหากาพย์สารพัดต่างๆนานามาผสมโรง ทำออกมาได้ดีแต่ Our Times ดูดีกว่าหน่อย มาที่ Charlie (3/5) ที่ตอนแรกนึกว่าจะเป็นเพลงเร็วแต่กลายเป็นป๊อปโซลอาร์แอนด์บีที่เล่นลูกเล่นเครื่องเป่าและคลอรัสหลอนๆลอยๆแทน ออกมาได้ดี แต่ไม่มีอะไรน่าประทับใจมากนัก
และในที่สุดก็มีเพลงที่ดูเหมือนจะเร็วมาให้ฟังอีกเพลง Come On , Henry (3/5) ที่มาในแนวเรโทรร็อคโซล ที่ฟังแล้วมันก็คือ Happyland เวอร์ชั่นช้าและหม่นกว่านิดๆ แต่ก็ออกมาไม่ได้น่าเกลียดอะไร แต่ Happyland มันดันดีกว่านะสิ มาที่ Borderline (3/5) ป๊อปร็อคผสานกับโซลที่จังหวะของดนตรีชัดเจนในเรื่องงของจังหวะจะโคน ไม่มีอะไรมากมายนัก ปิดท้ายด้วย I Choose You (4/5) ป๊อปโซลแบบเบาๆลอยๆปิดอัลบั้มได้น่ารักมากๆ เสียงคลอรัสลอยๆคลอไปกับตัวเสียงนักร้องที่ได้อารมณ์ดีมากๆ
สรุป เอาเป็นว่าขอการันตีว่านี่คือหนึ่งอัลบั้มที่ดีที่สุดของวัยรุ่นหญิงที่ทำเพลงในปีนี้อัลบั้มหนึ่งเลย บอกได้แค่นี้ ที่เหลือพิสูจน์กันเองนะ
2.Pixie Lott - Turn It Up (3.5/5)
ด้้วยความที่กระแสสาวๆผิวขาวขยันกันทำอัลบั้มเพลงป๊อปโซล-ป๊อปอาร์แอนด์บีออกมากันเกลื่อนตลาด UK มาก แต่ว่าน้อยคนนักที่จะดังแบบจริงๆอย่างแม่เสียงเป็ด Duffy หรือหนูโอ่ง Adele (ยังไม่รวมหนูซิวหมี่ Grabriella Cilmi ที่ดังเพลงเดียวแล้วก็ดับสนิทด้วยนะนั่น) แต่แล้วในปีนี้ก็มีสาวน้อยคนหนึ่งกลับสร้างกระแสและกลายเปนศิลปินเพียงไม่กี่คนที่ไม่ได้โชว์ที่รายการเรียลลิตี้ต่างๆแต่กลับมีอันดับที่ 1 สองเพลงติดได้ แม่หนูนางนี้คือ Pixie Lott
ข้อเด่น รูปร่างหน้าตาหนูมันช่างน่าลิ้มมากๆ สาว สวย หุ่นดี อายุยังไม่มาก เสียงหนูก็ดีและมีเอกลักษณ์แบบโซลแบ๊วๆ รวมถึงความสามารถในการแต่งเพลงและการเต้นที่เห็นในสามเอ็มวีที่ผ่านมา ทั้งการเต้นแบบแข็งแรง เต้นแบบวัยรุ่น หรือจะเป็นบัลเล่ต์ เลิศนะ แถมผลงานเพลงที่ออกมานี่ก็ดูดีใช้ได้ ดูหรูกว่าศิลปินวัยรุ่นที่ดังแทบตายแต่งานออกมากลับไม่น่าสนใจเอาเสียเลย อีกอย่างคือหนูเอาป๊อปสไตล์ของ Wonky Pop มาใช้ได้น่ารักสมวัยและหน้าตามากๆ
ข้อดีที่เรียกได้ว่าฉลาดมากๆอีกเรื่องคือแม้ว่าเพลงในอัลบั้มทุกเพลงสามารถเรียกได้ดว่า "ดี" อย่างเต็มปากเต็มคำ แต่ว่าบางเพลงก็ไม่ค่อยจะเหมาะเป็นซิงเกิ้ลสักเท่าไหร่ แต่หนูสามารถเลือกตัดซิงเกิ้ลได้ดีมากๆ ทำให้กระแสของหนูยาวนานมากๆต่างกับแม่เป็ดและหนูโอ่ง
ข้อเสีย อย่างที่บอกว่าศิลปินหญิงแนวนี้ใน UK กำลังนิยม หากมีคนที่สาวที่สวยกว่าหนู (แต่ตอนนี้ไม่มีนะ 555) และมีความสามารถมากกว่าหนู (แต่หนูก็ทำเพดานไว้สูงใช้ได้เลย) หนูก็อาจจะตกกระป๋องง่ายๆอยางในกรณีหนูซิวหมี่ อีกทั้งงานเพลงของหนูมันยังดูวาไรตี้ไปนิดนึงนะครับ
ซิงเกิ้ล
เปิดตัวอย่างสวยงามจนได้อันดับหนึ่งมาครองกับ Mama Do (3.5/5) ที่เป็นมิดเทมโปในแนวป๊อปโซล เหยาะความเป็นอิเลคโทรลงไปเสริมเลยดูมีอะไรแปลกๆใหม่น่าสนใจดี อีกทั้งภาคการร้องก็น่ารักน่าหมั่นไส้อยากจับมาอยู่ใกล้ซัจริง ไหนๆก็หนีพ่อแม่มาเที่ยวแล้วนิเพลงนี้ อ้อ เก๋มากที่เอาการตบมือที่ดูเกลื่อนมาใช้ดำเนินเพลงและเอ็มวีได้น่ารักมากๆ มาที่ Boys And Girls (3.5/5) ที่อัพจังหวะมาเป็นอัพเทมโปน่ารักๆในรูปแบบของป๊อปแดนซ์อิเลคโทรนิคเหยาะกลิ่นโซลนิดๆ ฟังแล้วสนุกและเพลินจนอยากลุกขึ้นมาเต้นเลยทีเดียว
Cry Me Out (4.5/5) ซิงเกิ้ลล่าสุดที่แอบตกใจมากๆที่งานออกมาได้ีดีมากๆจนน่าตกใจ (แม้ว่าสองเพลงแรกหนูจะทำดีแล้วก็เถอะ) และที่ตกใจไปกว่านั้นคือเพลงนี้อีหนูลงมือในการแต่งเนื้อเพลงเองแรกเริ่มในตอนเป็นเดโม่ด้วย ตัวเพลงเป็นโซลอาร์แอนด์บีบัลลาร์ดเจือกลิ่นป๊อปคล้ายๆกับ อลิช่า คีย์ แต่ว่ามีความเป็นป๊อปมากกว่าอลิช่าส์สามอัลบั้มแรก ในภาคเนื้อหาที่แม้ว่าจะแอบๆเศร้าก็ตามแต่หนูพิ๊กซี่สื่อารมณ์ออกมาได้เลิศมากๆ (ยิ่งตอนไลฟ์นี่ อินมากๆ แต่ในเอ็มวีหนูจิกได้เลิศเหมือนกันนะ) เพลงนี้ทำออกมาได้ดีมากๆ ชอบที่สุดในอัลบั้มครับ
เพลงอื่นๆ
Band Aid (3/5) ฟังสบายๆในแนวอคูสติกอิเลคโทรป๊อปที่บางท่อนก็แอบๆผสานเรกเก้ลงไป ได้ยินกันเยอะแยะมากมายตั้งแต่ยุคเก่าก่อนไล่ตั้งแต่ป้าๆสไปซ์เกิร์ล ยัน สาวเล็กสาวน้อย แต่ฟังได้เพลินและใช้เสียงได้ดีมากๆ ฟังแล้วลอยไปกับเสียงหนูเลยทีเดียว ไม่น่าเชื่อว่าเป็นฝีมือโปรดิวเซอร์ขาร็อคอย่างโทบี้ แกด เพราะดีๆ มาที่ Turn It Up (3/5) ไตเติ้ลแทร็คที่เป็นอิเลคโทรนิคป๊อปผสานกลิ่นของอารืแอนด์บีโซลลอยๆจางๆจนไปถึงฮิพฮอพนิดๆ ฟังเพลินคล้ายๆกัน Band Aid แต่จะหนักกว่านิดนึง ส่วนตัวคิดว่ายังผสานดนตรีไม่ค่อยลงตัวหน่อยๆ แต่รวมๆก็โอเค
Gravity (3/5) ป๊อปอาร์แอนด์บีบัลลาร์ดโชว์พลังเสียงเบาๆ แอบได้ยินดนตรีกอสเพลมาแบบเบาโคตรๆมาเสริมนิดๆ ทำให้เพลงนี้ฟังแล้วนึกถึงหน้าป้ามีมี่ แคน่อน ในอัลบั้มนางฟ้ามิสมประกอบลอยๆมา (ออกมาไล่ๆกันอีกต่างหาก) ส่วนตัวก้เพราะดี แต่จะอลังกว่านี้ถ้าลองลูกเล่นแบบกอสเพลมาใส่ เช่นกันกับ My Love (3.5/5) ป็อปอาร์แอนด์บีกึ่งบัลลาร์ดที่ฟังแล้วหน้าแม่หมีลอยมาอีกเพลง เพราะดีได้โชว์ลูกเล่นการร้องของอีหนูที่มีอยู่พอตัวเลย
Jack (3/5) ซึ่งได้ Marion Raven แห่ง M2M มาช่วยเสริมทัพ ป๊อปร็อคดิสโก้ติดกลิ่นเรโทรเบาๆแถมมีเพิ่มลูกเล่นอิเล็คโทรเข้ามานิดๆ มีแอบเอาเครื่องดนตรีตะวันออกมาใส่นิด (ถ้าฟังไม่ผิดน่าจะเป็นขลุ่ยจีนที่มีมาท่อนก่อนจะเข้าฮุค) เพลงนี้น่ารักมิหยอกเลยทีเดียว ฟังสบายน่ารักๆอีกเพลงจากหนูพิกซี่ มาพักฟังป๊อปโฟล์คอคูสติกลอยไปด้วยกลิ่นของกอสเพลอ่อนๆพาลนึกถึงลีโอน่าขึ้นมาตะหงิดๆทั้งๆที่ไม่ได้มีความคล้ายกันสักเท่าไหร่กับ Nothings Compares (3/5) ออกมาฟังได้สบายๆเรื่อยๆดี แต่เปิดนานๆมีหลับได้เลยทีเดียว
มาที่เพลงที่ตัวหนูพิกซี่ร่วมกันบรรเลงกับ RedOne ที่ฟังแล้วแววเป็นซิงเกิ้ลค่อข้างสูงอีกเพลง Here We Go Again (3.5/5) ตัวเพลงเป็นเวสเทิร์นป๊อปอาร์แอนด์บีติดลูกเล่นอิเล็คโทรนิคเข้าไปอีกชั้น แม้ว่าท่อนฮุ๊คฟังแล้วฟังแล้วยังไง๊ยังไงก็ Poker Face ก็ตาม แต่ตามธรรมเนียมนิยมแล้วละมั้ง ขนาดกาก้าเองยังก๊อปเพลงตัวเองได้เลย
The Way the World Works (3.5/5) อีกหนึ่งเพลงฟังสบายในรูปแบบของป๊อปโซลอารืแอนด์บีผสานกับเล้าจน์แจ๊ซ เพลงนี้ไม่มีอะไรมากนอกจากความสบายและความไพเราะที่ทำออกมาได้น่ารักและหรูนิดๆไปในเวลาเดียวกัน ทำออกมาได้ดีเกินอายุและชั่วโมงบินดี ปิดท้ายอัลบั้มด้วย Hold Me Your Arms (3/5) ป๊อปร็อคโซลอาร์แอนด์บีกึ่งบัลลาร์ดผสานกับแจ๊ซนิดๆที่บีทเสียงกลองตึ๊บๆที่เอ่อ ดูน่ารำคาญไปนิด นอกนั้นไม่ถือเป็นปัญหามากมายนักเท่าไหร่ครับ
สรุป ตอนนี้ Adele กับ Duffy ได้คู่แข็งแล้วละ แม้ว่างานของหนูจะเข้มไม่เท่าสองพี่ที่ผ่านมาแต่หนูมีจุดเด่นอย่างอื่นมาเสริมจนเรียกได้ว่า "แข็ง" สำหรับตลาดเพลงเลยทีเดียวทั้งการเต้นการแต่งและรูปร่างหน้าตา เอาเป็นว่าถ้าแม่เป็ดกับหนุโอ่งทำเพลงได้ดีน้อยลงเหลือไม่พัฒนาขึ้นนี่โดนอีหนูพิกเหยียบเอาง่ายๆเลยนะ ส่วนตัวหนึพิกที่อัลบั้มแรกดันทำออกมาดีทำใให้ต้องลุ้นต่อไปว่าอัลบั้มหน้าจะมาในแนวไหนที่จะทำให้ยังคง "แข็ง" ในตลาดเพลงได้นะครับผม!!!
เอาเป็นว่ามาทราบศิลปินที่หลุดลิสต์ไปอย่างฉิดเฉียดก่อนดีกว่า
Mandy Moore - Amanda Leigh เพลงเพราะมากและดีมาก แต่ฟังบ่อยไม่ได้ หลับ
Brooke White - High Hopes & Heartbreak เช่นเดียวกันกับแมนดี้
Shakira - She Wolf เกือบละ แต่ฟังบ่อยๆแล้วเอียนยังไงไม่รู้แฮะ
Carrie Underwood - Play On ระยะแรกที่ได้ฟังนี่เอาเข้าถึงขั้นผิดหวังเชียว แม้แต่ตอนนี้ก็ยังฟังแต่เพลงที่ตัดๆออกมาเป็นซิงเกิ้ลดิจิตัลซิงเกิ้ล + Song Like This รอให้ทำใจว่าแครี่ย์ขอหนักไปทางป๊อปสักอัลบั้มให้ได้ก่อนแล้วจะฟังเต็มอัลบั้มทีหลังน้อ
และอัลบั้มที่พาราชื่นชอบที่สุดประจำปีนี้ได้แก่...
1. Kate Voegele - A Fine Mess (3.5/5)
Kate Voegele ศิลปินผู้โด่งดังมาจากซีรี่ย์ One Tree Hill ด้วยวิธีการโปรโมตเพลงผ่านซีรี่ย์ชุดนี้ ทำให้เธอเป็นศิลปินค่ายอินดี้คนหนึ่งที่เรียกได้ว่าได้รับผลตอบรับค่อนข้างสูงกกว่าศิลปินอินดี้คนอื่นๆพอตัว แม้ว่าบางคนอาจจะสงสัยหรือคิดว่า ก็แค่ศิลปินทั่วๆไปที่เอาเพลงมาโปรโมตกับหนังกับละคร คงเหมือนพวกนักแสดงมาร้องเพลงละมั้ง ถ้าคุณคิดอย่างนั้นละก็ อาจจะพลาดศิลปินป๊อปคนนี้ไปอย่างน่าเสียดายเลยทีเดียว (และจริงๆแล้วเธอก็ออกอัลบั้มมาก่อนด้วย)
ด้วยความที่เพลงมีเนื้อหาที่ค่อยข้างโตกว่าศิลปินรุ่นเดียวกัน อีกทั้งความสามารถทั้งด้านการร้อง การแต่งเพลงเองทั้งอัลบั้ม (ได้รับรางวัลการแต่งเพลงยอดเยี่ยมมาแล้ว) โปรดิวซ์เอง ทำอะไรเองหมด ทำให้ผลงานค่อนข้างมีเอกภาพค่อนข้างสูงมากๆ รวมถึงการถ่ายทอดอารมณ์ก็ด้วยเช่นกัน ถึงขนาดที่ ผกก. One Tree Hill ได้ฟังเพลงเธอ เห็นหน้าค่าตาเธอ จนเสนอไปทางค่ายเพลงว่าสนใจจะเล่นซีรี่ย์เรื่องนี้ไหม ซึ่งผลตอบรับคือตกลง ทำให้ศิลปินที่ไม่ค่อยมีใครรรู้จักโด่งดังขึ้นมาพอสมควร
แม้กระทั่งอัลบั้มนี้ A Fine Mess ก็ยังไม่พ้นการโปรโมตเพลงผ่านศีรี่ย์ชุดนี้เช่นเดียวกัน และผลตอบรับที่ถือว่าสูงมากๆสำหรับศิลปินอินดี้ เปิดตัวด้วยยอด 40,000 อัลบั้มในสัปดาห์แรก เข้า Top 10 BB Albums ได้อย่างสวยงาม โดยอัลบั้มนี้จะเน้นไปที่ทางป๊อปโฟล์ค ร๊อคโฟล์ค เจือกับ อดัลท์คอมเทมโปลารี่และลองไปจับงานใหม่ๆเข้ามาผสมอย่างเวสเทิร์นโฟล์ค อาร์แอนด์บี เข้ามาเล่นเพิ่มด้วย
จุดเด่นของอัลบั้มนี้ ก็อย่างที่กล่าวไปข้างต้นทั้งหมด ทั้งน้ำเสียง การถ่ายทอด อะไรๆก็มีเอกภาพค่อนข้างสูงมากๆ บวกกับเนื้อหาที่สละสลวยและโตเกินวัยไปมาก คือเอาเข้าจริงนี้แซงหน้า นังฮิล นังวีน หรือแม้กระทั่งนังห่านด้วยซ้ำ...
...เพียงแต่ว่าหล่อนดังน้อยกว่า และด้วยไม่ค่อยมีข่าวอะไรมากมายด้วย แม้ว่าภาพลักษณ์และเพลงค่อนข้างจะเป็นเอกภาพ แต่ถ้าขาดการโปรโมตอย่างจริงจัง คือเพลงดีไปก็ดังยากอยู่ดี และเมื่อเปรียบเทียบกับอัลบั้มที่แล้วแล้ว อัลบั้มนี้ฟังง่ายกว่าก็จริง แต่ว่าดูเหมือนว่าจะโดนโปรดิวเซอร์กลืนเอกลักษณ์ของตัวเองไปนิดนึง
ซิงเกิ้ลเปิดตัวอัลบั้ม รวมถึงเปิดตัว One Tree Hill ด้วย Manhattan From The Sky (4/5) ป๊อปกึ่งบัลลาร์ดเปียโน ผสมกับ อดัลท์คอมเทมโปลารี่สบายๆ ฟังแล้วสบายหูดี แต่ก็มีท่อนที่มาช่วยเสริมพลังให้เพลงนี้แกร่งขึ้น เรียกได้ว่าแทบจจะเป็นเพลงที่ดีที่สุดในอัลบั้มนี้ ฟังง่าย สบาย แต่เก็บรายละเอียดเครื่องสาย กลอง กีต้าโปร่ง เพอร์คัชชั่น ประณีตในทุกๆจุดดีครับ
ซิงเกิ้ลที่สอง 99 Times (3.5/5) ที่ขยับมาเป็นร๊อคดิสโก้เก๋ๆ เจือฟล์คบางๆ แบบเนิบๆแล้วมาค่อยๆเพิ่มความหนักเข้าไปเรื่อยๆจนกระทั่งท่อนฮุค ดูน่าสนใจดี แต่ว่ายังดูไม่สุด ด้วยที่ว่าเป็นแนวที่ไม่เคยทำมาด้วยรึเปดังนั้นให้อภัย แต่จริงๆแล้วผลลัพทธ์ที่ออกมาก็โอเคเลยทีเเดยวแหละ น่าสนใจดี
หลังจากฟังเพลงเร็วๆและสดใสๆมาแล้วก็พักยกด้วยซิงเกิ้ลที่ 3 - 5 ซึ่งเป็น Digital Promote เริ่มจาก Angel (3.5/5) เพลงนี้เป็นร๊อคโฟล์คบัลลาร์ด เจือดิสโก้บางๆ คล้ายกับว่าเป็นภาคกลับของ 99 Times นั่นเอง ดังนั้นภาคดนตรีจะแอบๆคล้ายๆกัน เพียงแต่ว่าจะหม่นกว่าพอสมควรครับ ตามมาด้วย Lift Me Up (3.5/5) จริงๆแล้วเพลงนี้เคยถูกรวมในอัลบั้ม AT&T Team มาแล้ว ซึ่งในเวอร์ชั่นนั้นจะเป็นปีอปบัลลาร์ดเปียโนสดๆ แต่มาในเวอร์ชั่นสตูดิโออัลบั้มจะเพิ่มเครื่องดนตรีเข้ามานิดหน่อย อีกทั้งเทคนิคการร้องก็จะต่างกันด้วย (อันนี้ถือเป็นจุดดี เพราะนักร้องหลายๆคนพอจะจับยัดลงอัลบั้มก็แค่เปลี่ยนดนตรีนิดๆหน่อยแล้วก็ยัดๆลงไป แต่นี้เข้าสตูดิโอร้องใหม่ มันเห็นถึงความใส่ใจรายละเอียดดี) ซึ่งก็ร้งออกมาได้เข้ากับเครื่องดนตรีที่เสริมมาดีครับ และซิงเกิ้ลล่าสุดที่ตัดโปรโมตไป Sweet Silver Lining (3.5/5) ป๊อปร๊อคบัลลาร์ดเปียโน ผสานกับอดัลท์คอมเทมโปลารี่ครับ ก็ไม่มีอะไรมากนอกจากเนื้อหา การเรียบเรียง การถ่ายทอด และการใส่ใจรายละเอียดที่ดีตามแบบฉบับของเคธเองเช่นเคย
ในขณะที่เพลงอื่นๆในอัลบั้มก็ดีไม่แพ้กันเลยทีเดียว ขอเริ่มจาก Forever & Almost Always (4/5) ที่เรียกได้ว่าบาดใจและทรงพลังอย่างน่าเหลือโดยไม่ต้องพยายามไต่คีย์อะไรมากมาย เพลงนี้เป็นเพลงที่ ผกก. One Tree Hill ได้ฟังแล้วเลือกไปตั้งเป็นชื่อตอนพร้อมกับเอาเพลงนี้ไปประกอบเลยทีเดียว ตัวเพลงเป็นป๊อปบัลลาร์เพียโน เจือ อดัลท์คอนเทมโปลารี่ ฟังสบายๆ เนื้อหามองโลกในแง่ดีของรักที่อาจจะไม่สมหวังตลอดไปทุกครั้ง บวกกับน้ำเสียงที่เข้าอารมณ์มากๆ เอาเป็นว่าการันตีความเพราะเพลงนี้ด้วยนักวิจารณ์ท่านหนึ่งในบอร์ดเราที่เฉยๆกับนางถึงกับออกปากชมเลยทีเดียว
ตามมาด้วยอีกแทร็คที่เรียกได้ว่าแข็งพอตัวและมีประสิทธิภาพที่จะเป็นซิงเกิ้ลได้เลยทีเดียว Who You Are Without Me (3.5/5) ตัวเพลงเป็นร๊อคโฟล์คสนุกๆ สไตล์กึ่งบัลลาร์ดนิดๆ ภาคดนตรีที่ทรงพลัง บวกกับการถ่ายทอดที่ดูสนุกๆ โจ๊ะๆ คาดว่าเพลงนี้คงติดหูไม่ยากเกินไป ต่อด้วย Inside Out (3.5/5) เป็นแทร็คเปิดอัลบั้มที่คล้ายๆเป็นตัวใบ้ว่าอัลบั้มนี้จะมาแนวไหน ตัวเพลงเป็นป๊อปร๊อคกึ่งบัลลาร์ด ผสาน อดัลท์คอมเทมโปลารี่ แนวหากินของตัวเธอเองด้วย เพลงเรื่อยๆคล้ายๆกับว่าจะปูทางเข้าสู่ของที่รสจัดกว่าในอัลบั้มอย่างไงย่างงั้นเลยทีเดียว
อีกหนึ่งแทร็คที่เรียกได้ว่าเป็นการลองจับงานใหม่ๆเข้ามาผสมกับงานของตัวเองโดยการเอาอาร์แอนด์บีมาผสมกับร๊อคเวสเทิร์นโฟล์ค ติดกลิ่นคันทรี่ย์นิดส์ๆ ฟังสบายๆ กับ Playing With My Heart (3.5/5) อารมณ์ประมาณร้านอาหารเม็กซิโก สวมหมวกซอมเบรโอ้ ดีดกีต้าร์โปร่ง เป็นคาวเกิร์ลอะไรประมาณนั้นเลยทีเดียว แ ก็ทำออกมาน่ารักดีครับ เช่นเดียวกับ Takin' Smooth (3.5/5) ที่หยิบเอาดนตรีเก่าๆยุคเมโทรมาเล่น ตัวเพลงเป็นเรโทรร๊อคโฟล์คครับ ก็ถือเป็นการจับเอาแนวใหม่ๆมาผสมได้น่าสนใจดี และก็ทำออกมาได้ดีเช่นเคยด้วย
Say Anything (3/5) เพลงนี้ออกจะหนักกว่าเพลงอื่นในอัลบั้มหน่อย เป็นโมเดิร์นร๊อค ผสานโฟล์คลงไปแบบ บางมากๆๆๆๆๆ เพลงนี้เลยอาจจะดูแปลกๆกว่าเพลงอื่นในอัลบั้ม แต่ก็ถือว่าคิดถูกนะที่ตัดมาเป็น Deluxe Tracks แทน เพราะเสียงของตัวนักร้องไม่ได้หนามากๆถึงขนาดจะไปใส่กับโมเดิร์นร๊อคดุๆได้ พูดง่าย ดนตรีกลบครับ
กลับมาเข้าสู่ตัวตนปรกติๆของเธอกันต่อ Unfair (3.5/5) เป็นเวสเทิร์นโฟล์คครับ ฟังสบายๆไม่มีอะไรมาก เช่นเดียวกับ We The Dreamers (Demo) (3/5) เดโมเพลงที่นำมาให้ฟังกัน ทำให้ได้ฟังเสียงสดๆไม่ต้องผ่านสตูดิโอ ซึ่งออกมาเรียกได้ว่าเสียงคุณภาพจริงๆ ไม่แปลกต่างไปจากเสียงที่ร้องในเพลงอื่นๆเลย แค่เดโมนี่ก็ฆ่าศิลปินรุ่นเดียวกันตกคลองไปเยอะแล้วนะเนี่ย ฮึฮึ ส่วนเพลงที่เอามาทำในเวอร์ชั่นอคูสติกที่เหลืออีก 2-3เพลงก็ทำออกมาได้ดีทีเดียวเช่นกันครับ
สรุป เป็นศิลปินที่เรียกได้ว่าทำเพลงได้ดีเป็นลำดับต้นๆของวัยรุ่นสมัยนี้เลยทีเดียวครับ แม้ว่าจะน่าเสียดายตรงที่ไม่ใช่ศิลปินค่ายหลัก แต่ว่าขึ้นชื่อว่าศิลปิน ก็ต้องถ่ายทอดผลงานที่ดีและมีคุณภาพออกมา แม้ว่าจะขายอัลบั้มได้มากเท่าไหร่ แต่งานไม่ดีก็ตกเป็นขี้ปากเขาไปงั้นแหละ ใครที่ชอบฟังเพลงสบายๆไม่ควรพลาดอัลบั้มนี้จริงๆครับ รับประกันเลยจริงๆครับผม!!!
_________________
April fighting! + angel Sojin�








