[แวะมาวิจารณ์] District 9: หนังเอเลี่ยนที่ผมแนะนำ
นำเรื่อง: ไม่รู้เป็นโชคร้ายของเผ่าพันธุ์ใด ที่พาให้ยานเอเลี่ยนลำมหึมามาลงจอด ลอยอยู่เหนื่อมหานครโจฮันเบิร์ก ในแอฟริกาใต้ ในยานเต็มไปด้วยเอเลี่ยนลี้ภัยนับล้าน ที่อดอาหาร, ป่วย และต้องการความช่วยเหลือ แต่การแบ่งปันคือคำศัพท์ที่มนุษย์ชาตินำมาใช้น้อยครั้งที่สุด มันจึงนำมาซึ่งปัญหาและความตรึงเครียดมากมาย หลายประเทศต่างถกเถียงกันว่าจะเอายังไงกับผู้ลี้ภัยกลุ่มใหญ่นี้ดี จวบจนเวลาผ่านไปถึง 28 ปี และเข้าสู่เหตุการณ์ใน District 9
ข้อดีข้อเด่น: นี่คือภาพยนตร์ที่กระโดดออกมาจากหน้าหนังยุคนี้อย่างเด่นชัดที่สุด ทั้งการเล่าเรื่อง เหตุการณ์ในภาพยนตร์ จวบจนกระทั้ง บทสรุปอันน่าหดหู่ใจ District 9 นำเสนอในรูปแบบของภาพยนตร์กึ่งสารคดี ที่สามารถผสมผสานความเป็นไซไฟกับเหตุการณ์จริงได้อย่างแนบเนียลและลงตัว
ในภาพยนตร์จะมีทั้งภาพที่แต่งขึ้น, ภาพจากข่าวจริงๆ, การสัมภาษณ์ที่แต่งบทขึ้นมาและการสัมภาษณ์ประชาชนจริงๆ เกี่ยวกับผู้ลี้ภัยในประเทศ ทั้งหมดถูกนำเสนออย่างจริงจัง และน่าเชื่อถือจนไม่สามารถแยกแยะออกได้ จนทำให้คุณรู้สึกได้ว่า กำลังชมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ บทโลกของเรานี้เอง
ความเข้มข้นเริ่มต้นเมื่อ วิกัส แวน เดอ เมอวี่ เจ้าหน้าทีของ Muti-Nation United (MNU) ที่ได้รับเลื่อนตำแหน่งพร้อมกับหน้าที่ในการอพยพ เอเลี่ยน 1.8 ล้านตนจาก District 9 ไปสู่แหล่งกักกันแห่งใหม่ที่ MNU จัดเตรียมไว้ให้ เหมือนค่ายผู้ลี้ภัยชั่วคราวที่เรียกว่า District 10
ตัวละครนี้ถือเป็นหัวใจหลักข้อหนึ่งที่ทำให้ภาพยนตร์ District 9 เข้มข้นและน่าติดตามในชะตากรรมของเขา และเหตุการณ์ที่ดำเนินต่อไปของตัวภาพยนตร์เอง เริ่มตั้งแต่ที่เขาได้รับตำแหน่งนี้ก็เพราะเขาเป็นคนที่มีนิสัยทำตามคำบัญชา โดยไม่ปริปากบ่น และยังมีการทุ่มเทกับความอดทนในหน้าที่สูง (เกินความจำเป็น) อีกด้วย นิสัยคนประเภทนี้มักถูก "หลอกใช้" อยู่เสมอในสังคมเรา แต่เมื่อถึงเวลาที่ทุกอย่างมันเลวร้ายสุดๆ ความต้องการเขาตัวรอดกับความคับขันของสถานการณ์ ที่ภาพยนตร์สาดใส่คนดูอย่างบ้าคลั่ง
ตัวละครนี้ได้กลายเป็น ฮีโร่จำเป็น และหนึ่งในตัวละครที่น่าจดจำของใครหลายคน ต่อให้เมื่อชมภาพยนตร์จบแล้ว เพียงแค่นึกถึงหน้าและการกระทำของเขา ก็นึกสงสารขึ้นมาจับใจอย่างบอกไม่ถูก หนึ่งในนั้นอาจเป็นเพราะการแสดงอันสมจริงสมจังของ ชาร์ลโต้ คอพลีย์ ด้วย ที่ถ่ายทอดลักษณะนิสัยคาแรคเตอร์ จากจุดหนึ่ง ไปสู่อีกจุดหนึ่งที่แตกต่างกันสุดขั่วได้อย่างมีมิติ และน่ายกย่อง จนผมเองก็แทบไม่เชื่อว่าตัวเขาเองไม่แสดงภาพยนตร์เรื่องไหนมาก่อนเลยในชีวิต!!!
อีกหนึ่งตัวละครที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้ คือหัวหน้านายทหารของ MNU นามว่า คูบัส เขาคือความชั่วร้ายของ MNU อย่างไม่ต้องสงสัยเลย หากคุณอยากจะมองหาความถูกต้องคุณต้องไปคุยกับ วีกัส แต่หากคุณมองหาความชั่วร้ายล่ะก็ คูบัสคนนี้แหละเหมาะสมที่สุด เขาคือนายทหารที่ไม่สนว่าอะไรถูกอะไรผิด และกฏหมายก็ใช้กับคนๆ นี้ไม่ได้อีกด้วย หน้าที่ของเขาคือจับตัววิกัสเป็นๆ กลับมาให้ได้ แต่ด้วยความบ้าระห่ำของเขานี่แหละ ความยุ่งเหยิงมันส์กระเจิง จึงบังเกิดแบบไม่ให้คนดูได้ตั้งตัวเลย
คูบัสเป็นตัวละครที่ขับเคลื่อนเรื่องราวไปให้เข้มข้นและสนุกสนานมากขึ้นไปตามลำดับ โดยตรงนี้ถือเป็นข้อดีของตัวภาพยนตร์อีกข้อใหญ่ๆ เลยคือการแสดงออกให้เห็นถึงคาแรคเตอร์แต่ละตัวอย่างเด่นชัด ด้วยบทสนทนาไม่กี่คำ บวกกับสีหน้าการแสดง จากนั้นปล่อยให้เหตุการณ์ดำเนินต่อไป ปล่อยให้ตัวละครเหล่านั้นมาเผชิญหน้ากันโต้งๆ จนเกิดเป็นจุดขัดแย้งของเนื้องเรื่องที่เข้มข้น และขมดปมเข้าหากันจนมองหาทางแก้ไม่ถูกเข้าไปทุกนาที เพราะนอกจากสองตัวละครที่ผมกล่าวไปแล้ว เหตุการณ์ในภาพยนตร์จะโกลาหลได้อีกจาก คนใส่ชุดสูท, ชนพื้นเมืองแอฟริกา และกลุ่มลัมธิความเชื่อ ที่ทั้งหมดล้วนมีจุดประสงค์และความต้องการเป็นของตัวเองทั้งนั้น
ซึ่งในขณะที่คุณชมเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างติดมัน ด้านในหัวใจลึกๆ คุณอาจจะกำลังรู้สึก "สำนึกผิด" ในความเป็นมนุษย์ เพราะเพลงประกอบที่สั่นคลอนหัวใจของคุณได้ ในยามที่คุณเกิดความสงสารนายวิกัส หรือแม้แต่เอเลี่ยนเหล่านั้น ว่าทำไมทุกคนต้องลำบากและทรมานกันขนาดนั้นด้วย ทั้งที่ทุกชีวิตก็ต้องการแค่การ อยู่รอด หรือ มีชีวิตอยู่ เหมือนกันหมดไม่ใช่หรอ?
และนอกเหนือจากนั้น สำหรับผู้ชมที่จะมองเจาะลึก คิดวิเคราะห์เข้าไปให้ถึงในเขตของ District 9 จริงๆ จะเห็นได้ถึงสิ่งที่ผู้กำกับนั้นสอดแทรกเอาไว้มากมาย ที่ล้วนสะท้อนถึงสังคมมนุษย์เราอีกเต็มไปหมด เริ่มตั้งแต่การที่เลือกให้เรื่องราวเกิดขึ้นในแอฟรีกาใต้ แทนที่จะไปเกิดในเมืองใหญ่ๆ วอชิงตัน ดี.ซี. หรือ มหานครนิวยอร์ก อย่างที่หนังหายนะเรื่องอื่นเค้าทำกัน เพราะนี่คือที่ที่จะสร้างความโกลาหลวุ่ยวายอย่างเศร้าสลดใจได้เป็นอย่างดี โดยไม่ให้ความรู้สึก "ฮีโร่จ๋า" อย่างในภาพยนตร์ในยุคเดียวกันนี้ แล้วใน District 9 จะสังเกตุได้อีกว่ามีการเรียกชื่อเอเลี่ยนให้เมือนกับชื่อมนุษย์โลก ทั้ง คริสโตเฟอร์ จอห์นสัน หรืออะไรก็ว่ากันไป เหมือนกับการที่ผู้ลี้ภัย ที่อยู่ในประเทศไหนนานๆ ก็จะมีชื่อในประเทศนั้นไปโดยปริยาย ทั้งที่เจ้าของประเทศส่วนมากจะเสนอเพียงแค่คำว่า "ออกไป" จากประเทศฉันซักทีเถอะ!! สองข้อนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่หยิบยกมาให้ดูของคนทำหนังอย่างมี "กึ๋น" นอกจากจะไม่หากินตามทางใครแล้ว ยังได้อรรถรสที่ต้องยกนิ้วให้อีกด้วย
ข้อด้อยข้อเสีย: อย่างที่แจ้งให้ทราบแต่แรกว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้เล่าแบบผสมผสานความเป็น สารดคี กับ ไซไฟ จนแทบจะแยกจากกันไม่ออก หากคุณเป็นคนไม่ชอบดูข่าวหรือความตรึงเครียดหนักๆ District 9 อาจจะไม่เหมาะกับคุณนัก (แนะนำให้ไปเช่า เทเลทับบี้มาดูดีกว่า) หรือบางคนอาจตั้งข้อครหาว่า มีกลื่นไอของ Coverfield อยู่บ้าง ตรงนี้อาจเป็นไปได้ในเรื่องของการใช้ภาพบางส่วนที่นำมาจากกล้องวิดีโอ แต่อารมณ์ที่ได้ล้วนต่างกันสิ้นเชิงหากจะดูให้เข้าถึงตัวภาพยนตร์จริงๆ เพราะสิ่งที่ Coverfield เคยหยิบยื่นเอาไว้เท่าที่ผมจำได้ก็มีแค่ "ความวุ่ยวาย", "มองไม่เห็น" และ "อาการเวียนหัวอย่างรุนแรง" เท่านั้นเอง หรือบางคนที่ดูจบแล้วไม่ลุกออกจากโรงภาพยนตร์ ไม่ใช่เพียงแต่จะเคารพทีมผู้สร้างด้วยการชมเครดิทให้จบ แต่ยังหวังว่าจะมีอะไรแถมให้ดูอีกหรือเปล่าตอนหลังเครดิท หรือยังไม่แน่ในตัวเองว่า หนังจะจบด้วยความสลดแบบนี้ หรือตนเองคาดว่าความแฮปปี้ที่มากกว่า เอาเป็นว่าตอนนี้ให้ซึมซับอารมณ์แบบนี้กันไปก่อน หากอยากรู้จริงๆ ว่าเรื่องราวจะไปต่อแบบไหน ก็รอชมภาคต่อแล้วกันครับ เพราะว่าจากความสำเร็จของ District 9 แล้ว ผมคิดว่า มันไม่ใช่เรื่องยากเลย
สรุป: ทั้งอารมณ์ภาพยนตร์ เหตุการณ์ ตัวละคร เพลงประกอบ ทั้งหมดผสมผสาน จิตนาการณ์กับความเป็นจริง ที่ลุ่มลึกและมีมนต์เสนห์อย่างที่ภาพยนตร์ยุคนี้น้อยเรื่องนักจะทำได้ เป็นการประกาศให้เราได้รับทราบว่า หนังเอเลี่ยนดีๆ ยังไม่ตายไปจากโลกนี้ และ District 9 ยังทำให้ชื่อของ นีล บลอมแคมป์ เป็นที่หน้าจับตามองไปอีกหลายปีรวมถึงผลงานชิ้นต่อๆ ไปของเขา ที่เหล่านักดูหนังและนักวิจารณ์ เฝ้าคอยชมกันอย่างกระเหือด กระหาย
เกรด: A-
ป.ล. ...คิดว่าปีนี้จะไม่ได้แจกเกรดเอ ซะแล้ว...
แก้ไขล่าสุดโดย Darth เวเฟอร์ เมื่อ Wed Sep 30, 2009 5:19 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง
_________________
คุยหนังภาษาหมา










