˹���á Forward Magazine

ตอบ

ไปที่หน้า 1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8, 9  ถัดไป
แนสทิน่ากับรีวิวนางพญาแห่งอุตสาหกรรมดนตรีจากสองยุค(ดิว่า#13)
ผู้ตั้ง ข้อความ
ตอบโดยอ้างข้อความ
ตอบ แนสทิน่ากับรีวิวนางพญาแห่งอุตสาหกรรมดนตรีจากสองยุค(ดิว่า#13) 


ในทุกยุคทุกสมัยของวัฏจักรอันเชี่ยวกรากแห่งอุตสาหกรรมดนตรีจะก่อเกิดการหล่อหลอมสตรีศิลปินที่โดดเด่นเปรียบประดุจดาวอันเจิดจรัสประจำยุคไม่ว่าเธอเหล่านั้นจะเป็นผู้ที่มีเสียงร้องอันทรงพลังขับขานบทเพลงอันไพเราะประโลมโลกน่าประทับใจเหลือแสน หรือเธอผู้ที่เป็นสีสันแก่วงการด้วยความโดดเด่นภาพลักษณ์ที่แตกต่างและเธอที่เป็นสตรีผู้ทรงอิทธิพลแห่งยุคที่ได้ยื่นหลายสิ่งอย่างอันก่อเกิดประโยชน์อนันต์แก่วงการจนสืบทอดไปเป็นรางบันดาลใจให้แก่ศิลปินหญิงยุคหลังๆไปจนถึงเธอผู้ที่ได้รับการกล่าวขานให้เป็นตำนานหน้าหนึ่งที่ถูกจารึกอขย่างไม่มีวันลืมในประวัติศาสตร์วงการดนตรี

ตั้งแต่ปลายยุค1890เราได้รู้จัก "เบสซี่ สมิท" จักรพรรดินีแห่งเพลงบลูส์ผู้ซึ่งเปล่งเสียงขับขานบทเพลงแห่งจิตวิญญาณและความทุกข์ระทมได้อย่างทรงพลังได้อย่างขนลุก เสียงของเธอเป็นเสียงที่เปล่งออกมาจากหัวใจที่เป็นศูนย์รวมแห่งความโศกเศร้าปวดร้าวแสนสาหัสจากวิถึชีวิตของมนุษย์คนหนึ่งที่เดินอยู่บนเส้นทางอันถูกเลือกปฏิบัติและจำกัดสิทธิเสรีภาพทั้งเชื้อชาติ เพศสภาพ สีผิวรวมถึงการแบ่งแยกระดับทางชนชั้นอย่างรุนแรงในยุคนั้น ถัดมาในทศวรรษ1930 "บิลลี่ ฮอลิเดย์" ราชินีแอห่งเพลงแจ๊ซซ์ได้ถือกำเนิดชึ้นในวงการพร้อมสไตล์การขับขานถ่ายทอดบทเพลงอันทรงเสน่ห์เปี่ยมไปด้วยความรู้สึก อัตลักษณ์และพลังอย่างถึงที่สุดซึ่งทุกครั้งที่แผ่นเสียงของเะอได้ถุกดเปิดขึ้นไม่ว่าเวลาใดก็ตามน้ำเสียงสวรรค์ของเธอมันยังสามารถคืนความหอมหวานและบรรยากาศแห่งความสุขของยุคนั้นได้เป็นอย่างดี ในระยะเวลาอันใกล้ดาวจรัสแสงอีกหนึ่งดวกก็ได้ถือกำเนิดขึ้นมาในโลกอันมหัศจรรย์แห่งเสียงดนตรี "เอลล่า ฟิทซ์เจอรัลด์" คืออีกหนึ่งผู้บุกเบิกทางรากฐานดนตรีที่มีพรสวรรค์ในการถ่ายทอดบทดนตรีชนิดหาตัวจับยาก ด้วยน้ำเสียงอันหวานใสไพเราะทรงพลังและสรรพสำเนียงการอิมโพรไวส์อันเป็นเอกลักษณ์จนต้องจารึกไว้ให้เป็นนิยามใหม่ของการอิมโพรไวส์แห่งวงการดนตรีที่ทรงพลังลือลั่นจนน่าขนลุกส่งให้ปูขนียบุคคลทางดนตรีต่างออกมาชื่นชทในสไตล์การร้องของเธอพร้อมยกย่องให้สไตล์การรร้องของเธอเป็นสไตล์การร้องทั้างทางน้ำเสียงและทางเทคนิคที่ดีที่สุดที่วงการดนตรีแจ๊ซซในอเมริกาเคยได้รับมาจากศิลปินหญิงทุกคน

เวลาล่วงเลยเข้าสู่ทศวรรษ1950-1960 ยุคที่ดนตรีบีบ็อพและดนตรีสวิงได้คลายความนิยมลงจากตลาดเพลงอย่างสิ้นเชิงและถูกแทนที่ด้วยความรุ่งเรื่องอย่างที่ขีดสุดของดนตรีบลูส์ โซลและแจ๊ซซ์และในยุคนี้สตรีผู้ทรงอิทธิพลที่สุดคงจะไม่มีใครโดดเด่นเกินไปกว่า "นีน่า ซีโมนส์" ศิลปินสาวผิวสีผู้ฉีกนิยามแห่งการนำเสนอดนตรีในยุคนั้นสู่ความเป็นจริงอันโหดร้ายมากขึ้นทั้งในแง่ของการวิจารณ์ทางการแเมืองและอาชกรรมอย่างตรงไปตรงมาจนถึงการเสียดสีประเด็นการเหยียดผิว ความอดอยาก สงครามและสิทธิสตรีจนจะกล่าวได้ว่าเะอเป็นสตรีนักปฏิวัติทางความคิดแห่งยุคที่ดนตรีแจ๊ซซ์ โซลและบลูส์รุ่งเรื่องก็คงไม่เกินความเป็นจริง กาลเวลาเดินหน้าเข้าสู่ยุคโมทาวน์ (1960-1970) ดาวดวงใหม่ที่ได้โคจรเข้ามาแทนที่และส่งประกายแสงเจิดจรัสชนแม้แต่ผู้ฟังรุ่นหลานเหลนหลายคนยุคนี้ยังรู้จักดีเธอคือ "อรีธ่า แฟลงคลิน" ผู้ได้รับสมญานามเดอะ ควีน ออฟ โซลผู้มีน้ำเสียงอันทรงพลังและลีลาการขับขานอันเป็นเอกลักษณ์ที่ลือลั่นรวมถึงภาคเนื้อหาที่ยังคงยึดมั่นอุดมการณ์ในการสะท้อนให้โลกตระหนักถึงความสำคัญของสตรีเพศจนกลายเป็นจุดกำเนิดของการสืบสานบทเพลงแห่งพลังของสตรีเพศที่ดำเนินต่อมาอย่างไม่หยุดยั้งจนถึงปัจจุบัน

และปัจจุบันขณะเรากำลังยืนอยู่ในโลกยุคโลกาภิวัฒน์ที่สภาพทางสังคม ลักษณะการบริโภค การแข่งขันบนเวทีมหาอำนาจโลก วิถีการดำเนินชีวิตของหลายๆวันธรรมได้ถูกหล่อหลอมเป็นสิ่งวใหม่จนบางทีถึงขั้นเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงจนเข้าขั้นหายนะแต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือ "ดนตรี" ที่แม้ว่าภาคการนำเสนอจะต่างออกไปจากเดิมโดยสิ้นเชิงแต่มันก็ยังคงเป็นเครื่องที่เยียวยารวมถึงเติมเต็มทางสภาพจิตใจแก่มนุษย์ทุกยุคทุกสมัยได้อย่างมั่นคงไม่มีสูญหายไปไหนเช่นเดียวกับศิลปินหญิงผ้เป็นแรงบันดาลใจอันเจิดจรัสแห่งยุค ซึ่งในยุคนี้ถ้าให้มาพิจารณากันดีๆแล้วเราได้จับตามองศิลปินที่มาแรงจนถึงขั้นโลกต้องตะลึงกันหลายนางตั้งแต่บริทนีย์ สเปียรส์ตำนานแห่งประวัติศาสตร์ทางดนตรีพ็อพในฐานะเจ้าหญิงแห่งวงการเพลงพ็อพผู้สร้างปรากฏการณ์ให้เป็นที่กล่าวขานหลายด้าน (แม้ว่าบางอย่างจะดู เอ่อ... แต่สิ่งที่เธอทำก็มักจะกลายเป็นสิ่งที่คนในหมู่มากนิยมเดินตามได้อย่างน่ามหัศจรรย์) เรายังได้รู้จักปรากฏการณ์แห่งยุคสองพันอย่างริฮานน่าที่ต่อไปในอนาคตมีแววที่จะประสบความสำเร็จบนเส้นทางสายดนตรีอย่างงดงาม ไปจนถึงศิลปินที่มีความสามรถสูงทั้งทางด้านดนตรี ไอเดีย เสียงร้องจนเข้าขั้นดิว่าทั้งๆที่อายุและชั่วโมงบินอาจจะยังน้อยอย่างบียอนเซ่ อลิช่า คียส์และคริสทิน่า อากิเลร่า (โดยเฉพาะนางรายหลังต้องให้เครดิตความสามารถทางการตลาด แฟชั่น ความสมารถในการหล่อหลอมและภาพลักษณ์อันแข็งปึ้กแก่เธอไปด้วย) จากที่ได้กล่าวมาคงไม่ต้องบรรยายว่าเป็นเรื่องค่อนข้างยากว่าจะฟันธงว่าใครเป็นดาวดวงใหม่แห่งยุคโลกาภิวัฒน์กันแน่ นั่นเป็นเรื่องของอนาคตฮะคำถามต่อไปใครล่ะคือศิลปินหญิงที่เปี่ยมความสามมารถและทรงอิทธิพลต่อโลกมากที่สุดในยุคนี้ คำตอบที่ได้คงไม่พ้นที่จะตอบชื่อของดิว่าทั้งสองนางนี้ "มาดอนน่า" และ "มารายห์ แครีย์" เป็นแน่ จากทั้งบทพิสูจน์ ชั่วโมงบิน การเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางทั่วโลกและที่แน่ๆความสามารถในฐานะศิลปินอย่างล้นเหลือเชื่อว่าหลายคนคงจะไม่ปฏิเสธว่าสตรีทั้งสองนางนี้คือสองสุภาพสตรีที่ยืนอยู่บนแถวหน้าสุด และนี่ถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับเดี๊ยนในการที่จะกล่าวต้อนรับการคัมแบ็คของแรงบันดาลใจทางดนตรีของเดี๊ยนทั้งสองท่านศิลปินหญิงผู้ซึ่งทรงอิทธิพลแก่อุตสาหกรรมดนตรีอย่างถึงที่สุดแห่งยุคโลกาภิวัฒน์ค่ะ





Madonna : Hard Candy : 4/5

ตำนานจากยุค80

ลองย้อนเวลาตัวคุณกลับสู่วงการดนตรียุค80 ยุคหนึ่งที่ดนตรีได้ถูกขับกล่อมอย่างมีเสน่ห์ มีรสชาติทางดนตรีที่จัดจ้านและเป็นเอกลักษณ์จงคงความเป้นที่นิยมเข้าขั้นเป็นอมตะมาจนถึงทุกวันนี้และถ้าจะให้กล่าวถึงศิลปินผู้ทรงอิทธิพลแห่งยุคนั้น แน่นอนว่าชื่อของ "มาดอนน่า" จะต้องเป็นหนึ่งในบรรดาชื่อที่นักฟังเพลงหลายท่านนึกถึงอย่างปราศจากข้อกังขาใดๆ มาเปิดใจพูดกันตามตรงตอนแรกที่เดี๊ยนได้รู้จักเธอเดี๊ยนไม่คิดว่าเธอจะสามารถเป็น "นักร้อง" ที่ดีได้ด้วยเนื้อเสียงของเธอที่ไม่ใช่จะทรงพลัง ไพเราะ หวานใสจนน่าขนลุกที่กล่าวมาไม่มีในน้ำเสียงของเธอเลยสักอย่างยิ่งไปกว่านั้นยิ่งนำการร้องเพลงของเธอไปเปรียบกับดิว่าข้างต้นที่กล่าวมาทั้งหมดรวมถึงดิว่าในยุคเดียวกันอย่างวิทนีย์ ฮุสทันไล่ไปจนถึงอีกสองทศวรรรษอย่างมารายห์ คริสทิน่า เจสซิก้า บียอนเซ่หรืออลิช่าส์ คียส์การร้องเพลงเธอสู้เขาไม่ได้ซักอย่าง แต่เมื่อได้ซึมทราบ เปิดใจและติดตามผลงานของเธอในระยะยาวรวมถึงวิเคราะห์หลายสิ่งหลายอย่างที่เธอสื่อออกมาเดี๊ยนก็ไม่แปลกใจว่าทำไมผู้หญิงธรรมดาคนนี้จึงเดินเข้าสู่ความเป็นสุภาพสตรีอันดับหนึ่งของวงการดนตรีมากว่าสองทศวรรษเหตุผลง่ายๆก็คือ "เธอกล้าทำในสิ่งที่คนอื่นไม่กล้า" กล่าวคือโดยการสื่อถึงสิ่งต่างๆที่อยู่ภายในจิตใจรวมถึงสภาพแวดล้อมวัฒนธรรมและความเป็นไปของโลกโดยปราศจากกรอบของจารีตประเพณีรวมถึงปราศจากความสนใจต่อสายตาและการวิพากษ์วิจารณ์ของคนรอบข้างในการที่จะเข้ามาปิดกั้นการสื่อสารทางดนตรีระหว่างเธอกับโลกโดยสิ้นเชิง "คิดกันดีๆว่าในโลกที่เราแสวงหาผู้ที่มีความเป็น ศิลปินจริงๆ นี่มันก็เพียงพอแล้วต่อการที่เธอคนนี้จะมาเป็นเครื่องจักรที่ผลิตแรงบันดาลใจให้แก่โลกดนตรี มิใช่หรือ" ที่น่าตลกคือสิ่งที่เธอสื่อไม่ใช่สิ่งที่เราเข้าถึงยากหรือต้องตีความอะไรกันมากมายเลยกลับกันมันเป็นสิ่งที่ฝังอยู่ในกมลสันดานของมนุษย์รวมถึงเป็นปัจจัยพื้นฐานที่มนุษย์และโลกคุ้นเคยผูกติดกับมันดี ตั้งแต่เรื่องเซ็กส์ อย่างที่เราเห็นเธอร้องถึงการเสียความบริสุทธิ์รวมถึงการท้องก่อนวัยอย่าง Like A Virgin กับ Papa Don't Preach ที่ก่อให้เกิดกระแสและคำวิจารณ์อย่างหนาหูว่าเธออย่างงั้นอย่างงี้แต่สิ่งเหล่านี้มันก็มีเกิดมาเป็นปกติตั้งนานแล้วมิใช่หรือหากแต่ไม่มีใครหยิบจับมันขึ้นมาบรรจงแต่งเป็นเพลงเป็นเรื่องเป็นราวอย่างอีเจ๊แม่เรานี่เอง ไปจนถึงจินตนากามอันสุดบรรเจิดที่ก้ำกึ่งระหว่างความวิจิตรกับกักขฬะอย่าง Justify My Love และ Erotica นอกจากนี้เธอยังกล้าที่จะออกมาปะทะกับศาสนาในเพลง Like A Prayer ส่งผลให้อีเจ๊เราเปรี้ยวถึงขั้นโดนพระสันตะปาปากล่าววาจาอันศักดิ์สิทธิ์ไล่แห่ออกนอกคริสจักรให้เป็นที่เก๋ไก่ประดับประวัติศาสตร์วงการดนตรีอีก มันไม่ใช่เรื่องน่าชมเลยแต่อย่าปฏิเสธนะว่าคุณไม่คิดกันเลยว่า "อีนี่ไปจนถึงอีด*กนี่แม่งช่างกล้า" อีกหลายสิ่งหลายอย่างที่รอให้เดี๊ยนพูดถึงอย่างความทะเยอทะยานที่เป็นคุณสมบัติอย่างหนึ่งของมนุษย์อย่าง Express Yourselfและที่เห็นได้ชัดMaterial Girl การต่อสู้กับกมลสันดานของตนใน Die Another Day การสื่อถึงความรักทั้งความรักพื้นฐานแบบครอบครัว ความรักระหว่างเพศไปจนถึงความรักในเพศเดียวกัน มนุษยชาติใน Why It's So Hard/Keep It ogether/Love Tried To Welcome MeและForbidden Loveทั้งสองฉบับเป็นต้น ไปจนถึงเรื่องความสำคัญต่อการมองลึกลงสู่ภายในจิตวิญญาณของตนจากอัลบั้ม Ray Of Light ทั้งหมดนี้สื่อให้เห็นว่าเธอเป็นตัวอย่างที่ดีของศิลปินที่รู้จักนำพาเอาสัจธรรมของมนุษย์มาถ่ายทอดเป็นปรากฏการณ์ที่พัดพาโลกทั้งใบในแบบฉบับที่ศิลปินอื่นๆอีกหลายคนทำไม่ได้และไม่กล้าทำ ที่แน่ๆหลายคนมักจะยืนอยู่บนจุดที่ตนเองสำเร็จแล้วมากกว่าที่จะขยับไปหาสิ่งใหม่ๆอย่างมาดอนน่า เห็นมั้ยล่ะว่าแท้จริงแล้วมนุษย์เรานั้นซับซ้อนและไม่เถียรนี่เป็นสัจธรรมที่เธอนำพาสู่โลกตลอด20กว่าปี จาก ผู้หญิงที่อาจจะเป็นเพียงแค่คนธรรมดาบนโลกในMadonna (The First Album) สู่มหาราชินีแห่งเพลงพ็อพสตรีผู้ทรงอิทธิพลแห่งอุตสาหกรรมดนตรีที่มาพร้อมความเปรี้ยวซ่าส์แต่หอมหวานน่าลิ้มลองใน Hard Candy กับการหล่อหลอมความสมารถทางดนตรี ภาพลักษณ์ การตลาดและความเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ทางเพศตลิดกาลอย่างประณีตและเหนือชั้นอีกครั้งกับบทพิสูจน์ครั้งใหม่ของสตรีผู้ที่เป็นตำนานแห่งประวัติศาสตร์วงการดนตรีพ็อพยุค80ซึ่งยังคงความเป็นที่นิยมอันดับหนึ่งตลอดกาลมาร่วม3ทศวรรษบนเส้นทางดนตรี

รูปแบบเพลง

โดยส่วนตัวรู้สึกว่า Hard Candy เปรียบเสมือนกับการกลับมาของภาคต่อที่เข้าถึงได้ง่ายกว่าของ Confessions On A Dancefloor โดยที่อัลบั้มCOADFนั้นมีความสมบูรณ์แบบและเอกภาพในตัวค่อนข้างสูงมากๆหากแต่มีจุดด้อยคือ "ฟังยาก" เนื่องจากบางแทร็คเจ๊เราเล่นชั้นเชิงค่อนข้างหนักไปจนถึงขอบข่ายของภาคดนตรีค่อนข้างกว้างเกินกว่านิยามของ "เพลงเต้นรำ" ที่ผู้ฟังบางรายคุ้นเคยซึ่งทำให้เกิดปัญหาที่ต้องตีความทางภาคดนตรีในบางแทร็คค่อนข้างหนักจนกลายเป็นบางแทร็คที่ดีมากๆอย่าง Get Together หรือ Forbidden Love กลับกลายเป็นถูกมองว่า "ง่อย" ด้วยความล้ำลึกที่มันเป็นดาบสองคมในตัวนั่นเอง ภาคดนตรีในอัลบั้มนี้ถูกจำกัดโดยยืนพื้นที่แดนซ์พ็อพ อิเล็คโทรผสานฮิพฮอพอาร์แอนด์บีและจังหวะเต้นรำแบบดิสโก้เป็นหลักก่อนจะต่อยอดไปส่รสชาติที่หลากหลายทั้งละทิน ยูโรแดนซ์ ครั๊งค์แอนด์บี เทคโน ฟั้งค์กีย์ แอมเบี้ยน โฟล์ค เรโทร เฮ้าส์เป็นต้น โดยมาดอนน่าเน้นที่จะทำภาคดนตรีให้ติดหูและเข้าถึงง่ายขึ้นโดยมีจุประสงค์ที่จะนำพาตัวอัลบั้มให้เข้าสู่ความสำเร็จของตลาดโลกโดยเบนเข็มมาเจาะที่ตลาดอเมริกาอย่างเด่นชัดมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามระดับมาดอนน่าก็ไม่ได้ทำให้ผิดหวังเลยเพราะหลายแทร็คยังคงดำเนินอยุ่บนชั้นเชิงทางภาคดนตรีชนิดหาตัวจับยากหาได้ออกมาแบบง่ายดายสุกเอาเผากินหรือกะโหลกกะลาแบบศิลปินรุ่นลูกหลานที่ทำเพลงฟังง่ายเกลื่อนตลาดไม่ เริ่ด

จุดด้อย

หลายปีกับการที่ติดตามผลงานของเจ๊มาทุกชุดนะคะ ทุกครั้งที่มาดอนน่าออกอัลบั้มใหม่เดี๊ยนจะต้องกระวีกระวาดอยากฟังจนตัวซีดตัวสั่นด้วยความที่สัญชาญาณทางดนตรีมันกระตุกบอกทุกเวลาว่า "สิ่งเปรี้ยวๆกำลังจะมา" แต่พอมาที่อัลบั้มชุดนี้ประกายไฟในความรู้สึกที่เคยโชติช่วงทุกครั้งกลับสงบแบบไม่ได้รู้สึกรู้สายินดียินร้ายอะไรไปกับอีเจีเราเลบยแม้แต่เล็กน้อยตั้งแต่ก่อนออกอัลลบั้มยันซื้ออัลบี้มมาฟังนั่งรีวิวอยู่3-4วันก็ยังรู้สึกเฉยๆแม้ว่าภาพรวมจะออกมาเปรี้ยวเอาการมากๆก็ตาม ส่วนตัวไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับเดี๊ยนคือมันมีความรู้สึกประมาณ "มีอะไรขาดหายไปจากมาดอนน่าที่เราเคยชอบ " มันเป็นอารมณืที่แบบอีเจ๊เติมให้เดี๊ยนไม่เต็มถ้าเทียบกับก่อนๆอ่ะค่ะ

ประเด็นถัดไปขออนุญาติเทียบกับนางมาลัยนิดนึงค่ะส่วนตัวแล้วเจ๊ยังคงความเหนือชั้นทั้งชั่วโมงบิน ภาษีในตลาดโลกและภาพรวมของเนื้องานที่ออกมาประณีตกว่ามากๆแต่ก็คงจะปฏิเสธไม่ได้นะคะว่ามาดอนน่าในอัลบั้มนี้ก็แอบสูญเสียความเป็นตัวเองไปอยู่เหมือนกัน (ในขณะที่อีมาลัยเราคงที่ไม่หนัไปไหนค่ะ) อาจจะเป็นเพราะความพยายามอย่างสูงที่จะกลับมากวาดบารมีที่อเมริกาเลยยอมแลกกลับการลองนำความสำเร็จของศิลปินอื่นมาประยุกต์สู่งานของเธอดูบ้างซึ่งก็ถือเป็นความแปลกใหม่น่าช็อคอีกอย่างจากงานมาดอนน่าเพียงแต่ด้วยความที่อีเจ๊เราเริ่มต้นด้วยความเป็นปัจเจกสูงด่ขนาดนั้นพอมาได้ยินงานที่ตลบอบอวนไปด้วยิทธิพลของคนอื่นขนาดนี้ก็เชื่อว่าแฟนเพลงบางคนได้ฟังแล้วอาจจะผิดความคาดหวังไปบ้างแต่ก็ปฏิเสธไม่ออกกันหรอกค่ะว่างานอีเจ๊ยังเปรี้ยวได้ที่เช่นเดิม (ถ้าหล่อนเลียนแบบชาวบ้านแล้วทำออกมาไม่ดีนี่เดี๊ยนจะอันเชิญงานหล่อนที่หน้าส้วมเลยนะคะ รอดตัวไปอย่างมีระดับมาก) ส่วนในเรื่องการตีอเมริกานี่สำหรับเดี๊ยนไม่ได้เข้าข้างนะคะแต่จะบอกว่าอีเจ๊เราฟื้นขึ้นในมะกันอย่างเห็นได้ชัดจริงๆแล้วเจ๊ก็ไม่ได้เน่าอะไรขนาดนั้นหรอกค่ะมันฟื้นตั้งแต่Hung Upแล้วเพียงแต่เพลงที่ว่าแม้มันจะดีกว่าซิงเกิ้ลเปิดตัวล่าสุดมากๆๆๆๆๆแต่งานมันนอกกระแสอเมริกาซะขนาดนั้นแต่อีเจีกลับปีนไปได้ถึงอันดับ7นี่ก้ไม่ใช่ขี้ๆนะคะเธอ แต่ก้อย่างว่าอีกแหละค่ะบางคนอาจจะครหาได้อีกว่าระดับมาดอนน่ากลับมาทั้งทีไม่ได้อันดับหนึ่งมันหมายความว่าอะไร เฮ้อ อันนี้ก้สุดที่จะตอบค่ะต้องปล่อยให้เป็นมุมมองของแต่ละคนไปว่าวัดความสำเร็จกันจากไหนน่ะค่ะ

สุดท้ายรู้สึกว่างานชุดนี้นี่อีเจ๊ให้เครดิตโปรดิวเซอร์นำหน้าตะวเองอีกนะคะ จากการที่ก่อนหน้านี้อีเจ๊จะเป็นิลปินหญิงรายเดียวที่สามารถดึงศักยภาพของโปรดิวเซอร์ให้เหนือระดับกว่าที่มีอยู่ได้กลับกลายเป็นงานชุดนนี้นี่มาแนวจับมือไว้แล้วลากไปด้วยกันซะงั้น (กูเหนื่อยมา3ทศวรรษแล้วก็เข็นกุกันบ้างจะเป็นไร ใช่มั้ยคะอีเจ๊) เอาเถอะค่ะอย่างไรก็ตามถึงจะเหน็บเยอะไปนิดแต่ขอยืดอกยอมรับค่ะว่างานชุดนี้ "ดี" จนไม่เหลืออะไรให้ครหาอีกตามเคย เฮ้อ จะเป็นลม


ซิงเกิ้ล

4 Minutes Feat Justin Timberlake And Timbaland (2.5/5) ซิงเกิ้ลแรกที่ได้จัสตินกับทิมบาแลนด์คู่ดูโอศิลปินและโปรดิวเซอร์ที่ร้อนแรงที่สุดคู่หนึ่งของวงการในวินาทีนี้มาร่วมงานด้วยแค่นี้ก็เป็นที่น่าสนใจต่อสากลโลกไปถึงไหนต่อไหนแถมยังเป็นงานเปิดตัวของศิลปินระดับมาดอนน่าเครดิตและความโดดเด่นก็ยิ่งเพิ่มขึ้นสูงเสียดฟ้าจนแถบไม่ต้องจะสรรหาคำบรรยายใดๆว่า "มันเป็นเพลงที่สมควรจะดังสุดๆแห่งปี" ยิ่งมาชนกับภาคดนตรีที่เป็นสูตรสำเร็จเพลงดังประจำทศวรรษที่ฝังลึกอยู่ในเพลงนี้ทั้งภาคการนำเสนอ ความแรง ความติดหูแถมยังทำเก๋โดยทำเป็นลกผสมยืนพื้นระหว่างแดนซ์พ็อพตามแบบฉบับของอีเจ๊เข้ากับอาร์แอนด์บีฮิพฮอพสไตล์จัสตินและทิมบาแลนด์ยิ่งมอบผลลัพธ์ให้เพลงนี้กลายเป็นเพลงฮิตตามทุกฝั่งชาติบนโลกได้อย่างไม่ยากเย็น เพียงแต่สำหรับเดี๊ยนผู้ที่เป็นสาวกเดนตายของอีเจ๊นั่งฟังตั้งแต่วินาทีแรกจวบจนวันนี้ก็ยังมิได้เกิดความรู้สึกปลาบปลื้มประทับใจซิงเกิ้ลนี้ในระดับเดียวกับที่ซิงเกิ้ลเปิดตัวก่อนหน้านี้ทำได้แต่อย่างใด ซึ่งก็น่าแปลกนะที่แม้ว่าตัวเพลงติดหูมากๆ เพราะ มันส์และความสมบูรณ์แบบสูงจนเหมาะสมที่จะตัดเป็นซิงเกิ้ลแรกสุดๆแถมท้ายด้วยการที่ไม่ใช่เพลงที่แย่เลยแม้แต่นิดเดียวแต่ด้วยความที่ดอนน่าพยายามอย่างเห็นได้ชัดที่อยากจะกลับมาครอบครองควเป็นใหญ่บนบิลด์บอร์ดชาร์ตจึงปล่อยให้ความเก๋และไอเดียที่มีของตนถูกกลืนหายไปกับอิทธิพลของผู้ร่วมงานที่ปัจจุบันเป็นดาวเด่นบนชาร์ตฝั่งอเมริกาในทศวรรษนี้เข้ามาบดบังความเป็นตัวตนของเธอซะเกือจะมิด บทสรุปสำหรับสาวกคนนี้ต่อซิงเกิ้ลนี้คือ "ไม่ได้ผิดหวังในซิงเกิ้ลนี้เลยแม้แต่นิดเดียว" หากแต่ไม่เกิดความรู้สึกยินดียินร้ายใดๆกับงานเปิดตัวของศิลปินหญิงอันหมายเลขหนึ่งประจำดวงใจอย่างมาดอนน่าก็เท่านั้น ซึ่งแม้แต่ซิงเกิ้ลที่ได้ชื่อว่าแย่ที่สุดตลอดกาลของเธออย่างAmerican Life ยังไม่ทำให้เดี๊ยนเกิดความรู้สึกว่างเปล่าชินชาได้ถึงเพียงนี้

Give It 2 Me (3/5) ได้ข่าวว่าจะเป็นซิงเกิ้ลที่สองนะคะ ตัวเพลงเป็นพ็อพเต้นรำเจืออิเล็คโทรนิค ยูโรแดนซ์และฮิพฮอพอาร์แอนด์บีกับสรรพสำเนียงครั๊งค์แอนด์บีนิดๆ (สำหรับเดี๊ยนนะ)ผนวกเข้ากับส่วนผสมยิบย่อยที่ถูกคลุกเคล้าด้วยกัออกมาเป็นแทร็คนี้ได้อย่างลงตัวฟังแล้วรู้สึกว่าเป็นภาคต่อที่อ่อนกว่าช่วงตัวนึงของ Sorry แม้ว่าจะฟังแลดูเหมือนไม่ค่อยมีชั้นเชิงมากนักในระยะยาวแต่ก็ใจชื้นที่อีเตจ๊แม่คนเดิมทีทำเพลงเต้นรำเปรี้ยวปราดขาดใจมันยังไม่ได้ตายไปไหน ว่าแต่จะเอาเพลงนี้ตีอเมริกาจริงอ่ะ

เพลงอื่นๆ

เปิดอัลบั้มด้วย Candy Shop (3.5/5) ซึ่งเปรียบเสมือนกับไทเทิ่ลแทร็คของอัลบั้ม พ็อพเต้นรำที่อยู่ภายใต้การนำเสนอของจังหวะจะโคนแบบอีสต์โคสต์ฮิพฮอพอาร์แอนด์บีผสานควมเป็นอิเล็คโทรแดนซ์พ็อพอ่อนๆและบีบความเป็นคลับแดนซ์ลงไปอย่างห็นได้ชัด ฟังครั้งแรกนี่ขอสารภาพเลยนะคะว่าเบือนหน้าหนีเลยทีเดียว แอร๊ยยยยย หาความเป็นมาดอนน่าไม่เจอสุดๆแต่พอให้รอบการฟังมากขึ้นกลับรู้สึกชอบและเปรี้ยวดีไม่หยอกนะที่มาดอนน่าฉีกการนำเสนอเพลงเต้นรำได้แตกต่างออกไปอย่างเห็นได้ชัดเกือบทุกอัลบั้มแถมยังแฝงควมเป็นมาดอนน่ามาอย่างเหนือชั้นสุดๆ ร้ายกาจ

Incredible (3/5) น่ารักดีนะคะเพลงนี้ อัพบีทพ็อพอาร์แอนด์บีใสๆทั้งภาคการนำเสนอและจังหวะจะโคนต่างๆในเพลงนี้เดี๊ยนไม่เคยคิดว่าอีเจ๊จะทำเปรี้ยวออกมาให้เราๆฟังกันด้วย โดยส่วนตัวเห็นว่าเป็นแทร็ตคที่ฟังได้ง่ายสุดและลื่นไหลสุดแทร็คหนึ่งในอัลบบั้มเลยทีเดียวแต่ขัดใจตอนจบมากๆค่ะที่เจ๊ทำป่วงอัดเป็นอารมณ์ฮาร์ดคอร์ จังหวะแบบคลับฮิพฮอพอาร์แอนด์บีหนักๆ (ไม่ทำเปนดรัมส์แอนด์เบสส์ไปเลยวะ)ไปจนถึงตบบีทเทคโนดิสโก้ตึ้บๆแบบฉีกกันไปซะคนละทิศคนละทาง เฮ้อ อารมณ์เสีย มาที่ Miles Away (5) ปลุกวิญญาณภาคดนตรีอารมณ์โฟล์คเหงาๆเพราะที่เคยตกหลุมรักกันจากอัลบั้ม Music ด้วยกีตาร์อคูสติคผสานเข้ากับบีทเต้นรำทั้งแอมเบี้ยนท์หลอนๆลอยละล่อง เฮ้าส์สวยๆจางๆและอิเล็คโทรพ็อพได้อย่างเหนือชั้นผลลัพธ์ออกมาเริ่ดและทรงเสน่ห์สุดๆ ถือเป็นการสานต่อความสำเร็จเดิมโดยนำมาบูรณาการเข้ากับความสร้างสรรใหม่ๆได้อย่างมีชั้นเชิงโดยแท้จริง แทร็คก่อนหน้านี้ Heartbeat (4/5) ต๊ายยยย กลิ่นจิ๋มน้าไข่ในอัลบั้มFeverกับXนี่ฟุ้งมาแต่ไกลเลยเชียะ ภาคดนตรีวางโครงสร้างด้วยบีทไลท์เทคโนโดยยืนพื้นที่แดนซ์พ็อพแต่อยอดไปส่อิเล็คโทรดิสโก้ ยูโรพ็อพและบีทฮิพฮอพอาร์แอนด์บีเริ่ดๆไว้ด้วย ฟังไปฟังมาแอบคิดถึง Future Lover จากอัลบั้มที่แล้วอยู่เหมือนกันเพียงแต่ออกมาฟังง่ายกว่า เก๋กว่าและกะเทยกว่าหลายช่วงตัวมาก เริ่ด ต่อด้วย Dance 2Night(4/5) พ็อพอาร์แอนด์บีเต้นรำทีมีส่วนผสมของความเป็นเรโทรแบบดิสโก้ช่วงยุค70-80ตบด้วยอารมณ์ฟังค์กีย์เบสไลน์แบบพรินซ์ โอลด์สคูลมิดเทมโพแดนซ์พ็อพและอาร์แอนด์บีฮิพฮอพได้อย่างกลมกลืน ส่วนตัวฟังแล้วนี่FS/LSของจัสตินลอยเด่นเป็นสง่ามาแต่ไกลมากแต่ส่วนตัวชอบผลลัพธ์ที่ได้นะ อีเจ๊ทำได้ล้ำลึกไม่แพ้กันเพีงแต่เด็กมันทำก่อนหน้าเธอแค่นั้นเอง แทร็คถัดไป Spanish Lessons (3/5) พ็อพเต้นรำผสานกลิ่นอายเวิลด์มิวสิคแบบดนตรีพื้นเมืองของสเปนทั้งอารมณ์ยิปซี ละทินและฟลาเมงโก้จางๆเข้ากับควมเป็นพ็อพแร็พกับอาร์แอนด์บีฮิพฮอพได้อย่างกลมกลืน แม้ว่าจะไม่ใช่แทร็คที่โปรดปรานแต่พอมาได้ยินอีเจ๊ทำละทินอีกรอบก็รู้สึกแปลกหูดีอยู่ (แต่เสียงเจ๊นี่เสร่อมากเลยนะรู้ตัวแล้วปรับปรุงด่วน จะบ้าตาย)

Beat Goes On Feat.Kanye West (5) กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดด เข้าขั้นคลาสสิคเชียวค่ะ เป็นธรรมเนียมมาตลอด3ทศวรรษนะคะว่าแต่ละอัลบั้มของเม่เรานี่จะต้องมีแทร็คเต้นรำระดับสูงจั่วหัวมาให้สาวกหบิบบูชาชึ้นหิ้งตั้งแต่ Holiday/Into The Groove/Open Your Heart/Like A Prayer/Vogue/Deeper And Deeper/Ray Of Light/Impressive Instant/Nobody Knows Me/Hung Upและในอัลบั้มนี้ก็คงจะไม่มีแทร็คใดเหมาะสมไปกว่าแทร็คนี้แน่นอน ด้วยเครดิตความเหนือชั้นและอัจฉริยภาพของผู้ร่วมงานเนื้อหอมทั้งสองอย่างฟาร์เรลล์และคานข้ามาปรุงแต่งใหม่กับจังหวะฮิพฮอพอาร์แอนด์บี อิเลคโทร ฟั้งค์กี้ย์ดิสโก้และแดนซ์เฮาส์ได้อย่างเหนือระดับจนล้ำหน้าเพลงเต้นรำดีๆของเจีก่อนหน้านี้หลายเพลงเลยทีเดียว โฉ่งฉ่างด้วยชั้นเชิงโดยแท้จริงน่ะค่ะ ถ้าตัดมานี่Dj Station/G.O.D/Luminious/Gazebo/Bed Supper Clubยันอตกเจอกะเทยระเบิดร่างทรงปิดกิจการหนีไม่ทันแน่ หึหึหึ ต่อด้วยการขอขมาอีกแทร็คที่ดีมากๆแต่กลับถูกเดี๊ยนปรามาสจากการตัดสินโดยผิวเผินตอนรีววสั้นๆอย่าง She's Not Me (4.5/5) พอมาฟังฉบับเต็มแล้วแถบกรี๊ด ด้วยความที่อีเจ๊เหนือชั้นสุดๆกับดนตรีเต้นรำที่ผ่านการผสมผสานขั้นเทพตั้งแต่การยืนพื้นที่แดนซ์พ็อพต่อยอดไปสู่ดิสโก้ บีทบ็อกซ์ ฟังคกี้ย์ อิเล็คโทรพ็อพแดนซ์ไปยันอาร์แอนด์บีเทคโนระดับสูงที่ภาพรวมออกมาทำให้นึกถึงหลายแทร็คในFuturesex/Lovesoundอย่างเช่นMy Love/I Think She Knowsแอะไรพวกนี้ไปยันงานก่อนหน้านี้อย่างRock You Bodyของไอ้หยอยเจ้าเก่าจนถึงอัลบั้มที่แล้วของเจีนิดๆโดยๆเฉพาะช่วงตอนปิดที่เจ๊มามุขออเครสตร้าสวยๆผสานอิเล็คโทรนิคเวิ้งว้างนั่นทำให้นึกถึงHow Highตะหงิดๆ

Devil Wouldn't Recognize You (3.5/5) เออ แปลกหูดีนะคะเพราะไม่เคยคิดว่าจะได้ยินเจ๊ทำพ็อพอาร์แอนดบีละเมียดละไมกึ่งบัลลาดรูปแบบเดียวกันกับที่ได้ยินจาก Cry Me A RiverและWhat Goes Around Comes Aroundของจัสติน ส่วนตัวชอบที่เจ๊หาลูกเล่นมาเบรคภาคดนตรีเนือยๆทั้งเพียโนไลท์แจ๊ซซืช่วงกลางเพลงยันอคสติตเหงาๆตอนปิดท้าย ทำให้เพลงดูมีสีสันน่าสนใจประคับประคองผู้ฟังไปรอดได้อย่างดีเลยทีเดียว ปิดอัลบั้มด้วย Voices แค่อินโทร Who Is The Master And Who Is The Slaveแค่นี้ก็รู้แล้วว่าเพลงนี้ต้องไม่ธรรมดาแน่นอนทั้งในแง่ของภาคเนื้อหาและการนำเสนอที่เป็นการนำอัตลักษณ์ทางความคิดแบบปัจเจกชนของมาดอนน่ามาถ่ายทอดบนภาคดนตรีพ็อพเต้นรำอันเรียบง่ายเสริมทัพด้วยบีทอาร์แอนด์บีฮิพฮพ โอลด์สคูลและดิสโก้จางๆก่อนจะทำเก๋ปิดท้ายด้วยการหยอดความเป็นบรอดเวบย์ลงมาปิฉากได้อย่างทรงเสน่ห์ยิ่งใหญ่อลังการสุดๆ

5อันดับแทร็คโปรดปราน

1.Beat Goes On
2.Miles Away
3.Candy Shop
4.Heartbeat
5.She's Not Me






Mariah Carey : E=MC2 : 3/5

ดาวจรัสแสงแห่งยุค90

ถ้าจะให้ถามถึงศิลปินที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในยุค90 เราได้รู้จักวงเกิลแบนด์ที่โด่งดังถล่มทลายจากเกาะอังกฤษอย่างสไปซ์เกิลตำนานเกิลกรุ๊ปที่ทรงอิทธิพลต่อวงการอย่างแท้จริงในช่วงปี1995-1996 เรารู้จักBlackstreet Boysบอยแบนด์ที่ประสบึความสำเร็จอย่างสูงนยุคนั้นด้วยดนตรีพ็อพสูตรสำเร็จอันไพเราะเป็นเอกลักษณ์ที่เป็นมิตรที่ดีคู่กับสถานีวิทยุแบบEasy Listeningจนถึงทุกวันนี้ เราได้เห็นปรากฏการณ์ของวงAquaที่สร้างกระแสสฟีเวอร์ไปทุกหัวระแหงไปจนถึงความสำเร็จของบอยแบนด์ปลายยุค90อย่าง N'sync นิยามใหม่แห่งบอยแบนด์ยุคโลกาภิวัฒน์ ในส่วนของศิลปินเดี่ยวโลกได้เห็นความสำเร็จของศิลปินหญิงในยุคนี้หลายนางตั้งแต่ดิว่าอย่างซีลิน ดิออนผู้ที่มาพร้อมกับน้ำเสียงหวานหยาดเยิ้มแต่เปี่ยมไปด้วยพลังและความทรงเส่น่ห์หาตัวจับยาก คันทรีย์ดิว่าอย่างชาไนญ่า ทเวน สาวร็อคอย่างอลานิส มอริเซ็ท บริทนีย์ สเปียรส์เจ้าหญิงแห่งเพลงพ็อพกับความสำเร็จชั่วข้ามคืนด้วยซิงเกิ้ลดังกระหึ่มโลกอย่าง Baby One More Timeไปจนถึงดิว่าตัวน้อยผู้เปี่ยใความสามารถอย่างคริสทิน่า อากิเลร่าที่สามารถเดินทางสู่ความสำเร็จและความเป็นดิว่าเต็มตัวจนถึงปัจจุบัน แต่ถ้าจะให้เดี๊ยนฟังธงเต็มสตรีมว่าทศวรรษแห่งยุค90มันเป็นของใครคำตอบที่ถูกที่สุดคงหนีไม่พ้น "มารายห์ แครีย์" ศิลปินหญิงผู้ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูงทั้งในด้านยอดขายที่เธอเป็นเจ้าของตำแหน่งศิลปินหญิงที่ยอดขายสูงสุดตลอดกาลแห่งทศวรรษดังกล่าว อันดับเพลงซึ่งเธอเป็นเจ้าของสถิติศิลปินที่ทำอันดับหนึ่งได้มากที่สุดบนบิลบอร์ดชาร์ตถึง18เพลงซึ่งเป็นรองเพียงThe Beatlesแค่นั้นเอง ในอนาคตแม่มาลัยเดี๊ยนต้องเข้าวินค่ะคอยดูนะคะไปจนถึงความเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง ซึ่งความสำเร็จดังกล่าวไม่ได้มาจากการที่เธอเป็นคนสวยเข้าระดับตำนานอย่าง มาริลีน มอนโร หรือ จีน ฮาร์โลว์ และภาพลักษณ์เธอเปรี้ยวแรงแสบสันเป็นเอกลักษณ์เหมือนเจ๊แม่มาดอนน่ากับป้าซินดี้ ลอเพอร์รึเปล่านะรึ ไม่เลยเธอแสนจะธรรมดาสามัญ(ในยุคนั้น) หากแต่ผู้หฟังทั่วสากลโลกสามารถสัมผัสได้ถึง "เลือดศิลปิน" ที่ถูกขับขานออกมาพร้อมกับน้ำเสียงอันไพเราะทรงพลังจับขั้วหัวใจชนิดที่ทะลวงออกมาจากก้นบึ้งของจิตวิญญาณรวมถึงลีลาการถ่ายทอดบทเพลงอันเป็นเอกลักษณ์และเทคนิคลูกเล่นการใช้เสียงที่แพรวพราวเหนือระดับดิว่าตั้งแต่วินาทีแรกที่โลกได้ยินบทเพลงของเธอผนวกเข้ากับฝีมือการบรรจงเขียนบทเพลงชั้นเซียน โดยเฉพาะเพลงรักที่แม้ว่าจะน้ำเน่าอย่างที่ถุกครหาแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันถูกสื่อออกมาได้อย่างเป็นรูปธรรมและเหนือชั้นกว่าเพลงรักของศิลปินหญิงทั่วไปด้วยความครบครันของทั้งถ้อยคำที่ถูกเลือกสรรมาอย่างสละสลวย ความรู้สึกหลากอารมณ์และภาคเนื้อหาที่กระชากใจผู้ฟังอย่างจังให้ผลลัพธ์ออกมาเป็นเพลงรักที่ทรงพลังน่าขนลุกอย่าง Vision Of Love/I Don't Wanna Cry/We Belong Together/Always Be My Baby/Thanks God I Found You เป็นต้น นอกจากนี้เธอยังเป็นเซียนอย่างแท้จริงในการถ่ายทอดเพลงที่มีเนื้อหาจรรโลงใจผู้ฟังโดยเตือนสติให้ตระหนักถึงค่าความสำคัญของตนเองรวมถึงเติมเต็มความไม่สมบูรณ์ทางใจได้อย่างลึกซึ้งโดยเรารู้จักกันดีอย่าง Hero/Can't Take That Away/Through The Rain/Make It Happens/Fly Like A Birdและล่าสุดกับBye Byeไปจนถึงการเปลี่ยนตัวเองจากพ็อพบัลลาดดิว่าสู่ความเป็นดิว่าอาร์แอนด์บีเต็มตัวกับเพลงพ็อพผสานฮิพฮอพอาร์แอนด์บีสนุกๆอีกหลายเพลงอย่าง Honey/Heartbreaker/It's Like Thatเป็นต้น ด้วยศักยภาพ พรสวรรค์และฝีมือระดับพระกาฬที่เดินหน้าอย่างไม่มีหยุดยั้งจนถึงวันนี้ที่เอกลับมาพร้อมกับบทพิสูจน์ล่าสุดกับ E=MC2 ว่าขุมพลังอันยิ่งใหญ่แห่งยุค90จะยังคงเจิดจรัสและขับขานต่อยอดความสำเร็จที่สวยงามของเอในฐานะหนึ่งในสตรีผู้ทรงอิทธิพลแห่งอุตสาหกรรมดนตรียุคโลกาภิวัฒน์ เช่นเดียวกับทฤษฎีสัมพันภาพของไอนสไตน์ที่สะกดโลกทั้งใบให้สยบแถบเท้ามาแล้ว

รูปแบบเพลง

ในงานชุดนี้มารายห์ยังคงเลือกที่จะยึดหลักยืนพื้นที่ภาคดนตรีพ็อพอาร์แอนด์บีตามธรรมเนียมเดิมที่เธอปฏิบัติมาอย่างเด่นชัดตั้งแต่อัลบั้ม Daydream จนทุกวันนี้จะเกือบ15ปีแล้ว (ยังจะตรากตรำต่อไม่เปลี่ยนนะคะหล่อน) ก่อนจะเสริมทัพด้วยความเป็นฮิพฮอพอาร์แอนด์บี โอลด์สคูล แดนซ์-พ็อพ ดิสโก้ โซลและกอสเพลได้อย่างลงตัวเช่นเดิมแถมยัยแม่หมีชุดนี้ยังทำเปรี้ยวเหยาะความเป็นเร็กเก้ (หรือลิเกคะ) อ่อนๆและกลิ่นอายสแปนนิชเข้ามาให้แฟนๆได้สดับกันด้วย ผลลัพธ์ทั้งหมดออกมาเป็นภาคต่ออย่างมั่นคงเลยทีเดียวของ The Emancipation Of Mimi ซึ่งก็สอดแทรกอรรถรสที่แตกต่างให้ผู้ฟังได้ลิ้มลองไปในตัวไม่มากก็น้อย

จุดด้อย

จะเริ่มกับหล่อนตรงไหนดีล่ะค่ะเนี่ย ก่อนอื่นต้องขอบอกว่าอีแม่หมีน่าตบมากค่ะโทษฐานที่ตั้งชื่ออัลบั้มซะเดี๊ยนเซี่ยนเลยจนถึงขั้นเกบไปนอนฝันว่าจะได้ยินอะไรแรงๆยุบทวีปแต่แล้วผลลัพธ์ของทฤษฎีสัมพันธภาพแม่มาลัยยกกำลังสองนี่ "แอร๊ยยยย ราคาคุยเกินไปนิดนะคะ หึหึหึ" อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาคอนเส็ปทที่สานต่อจากอัลบั้ม The Emancipation Of Mimi แล้วก็ต้องยอมรับนะคะว่าเธอตอบโจทย์ได้ตรงด้วยความมั่นคงในภาคดนตรีรวมถึงในส่วนของการเรียบเรียงที่ส่วนตัวแล้วรู้สึกว่าเะอทำได้เนียนขึ้นคือประติดประต่ออารมณืได้อย่างไหลลื่นประคับประคองผู้ฟังให้ร่วมรายการไปจนจบอัลบั้มได้อย่างสลวยสวยงาม แต่ด้วยความที่เจ้าหล่อนปล่อยให้บางแทร็คเกาะกระแสไหลไปตามยถากรรมจึงเป็นอุปสรรคอย่างเดียนยิ่งตอนรีวิวเพราะว่าช่วงการฟังจับรายละเอียด3-4รอบแรกนี่พวกแทร็คช่วงครึ่งหลังในอัลบั้มแถบจะไม่ได้ไปสิงสถิตย์ในหัวเดี๊ยนเลยแถมยังค่อนข้างจะน่าเบื่อซะอีก แถมยังมอบการค้นพบอันสุดมหัศจรรย์ให้เดี๊ยนซาบซึ้งอีกว่างานชุดนี้แม่มาลัยเรามีแอบเน่าแอบกลวงอยู่นะเออไม่ต้องอะไรมากไอ้ปัญหาเดิมที่ชอบยัดเพลงแกนๆเหลือๆมาใส่ให้เต็มอัลบั้มนี่เจ๊ก็รวบหวงรวบหางยึดตามธรรมเนียมเดิมเช่นกัน แอร๊ยๆๆๆๆๆๆๆสิ่งที่มันทำแล้วไม่ได้นี่หล่อนก็ไม่คิดจะทิ้งเลยเชียวเหรอไงคะ อารมณ์เสีย

ไหนๆก็ไหนๆจับสองเจ๊มารวมกันกระทู้นี้แล้วก็ขอวัดมวยกันไปเลยนะคะ ถ้าเทียบเรื่องจุดประสงค์ในการตีตลาดอเมริกานี่เครดิตของมารายห์ดูจะเหนือกว่าและเห็นภาพความสำเร็จกว่าในหลายๆด้านซึ่งอันนี้ต้องออกปากชมนะคะว่าเธอครองตลาดบ้านเกิดได้มั่นคงสุดยอดจริงๆถือว่าเป็นหนึ่งในสิ่งที่ศิลปินควรจะตระหนักนะคะแต่ถ้าให้พูดถึงตลาดทั่วโลกนี่แม้ว่าแม่มารายห์เราจะแนวหน้ากว่าหลายๆนางก็ตามแต่วัดกันเนื้อๆแล้วอีเจ๊แม่ก้เก็บสกอร์ได้เยอะกว่าอยู่ดี คือพูดยากอ่ะค่ะตรงๆเลยนะมันด้วยองค์ประกอบหลฃายๆอย่างชื่อดังมากก่อน ความน่าสนใจมีมากกว่า (แค่หน้าปกอีเจ๊แม่ก็ฆ่านางงงามจักรวาลตายไปแล้ว) การตลาดดีกว่า ฐานแฟนเพลงกว้างกว่า (อันนี้จริงๆค่ะไม่ต้องมาเถียง) รวมถึงในเรื่องของศักยภาพของชิ้นงานเจ๊แม่เราเหนือกว่าหลายช่วงตัวจริงๆ ขอชมค่ะที่มารายห์ยังรักษาจุดยืนของตนได้อย่างเสมอต้นเสมอปลายคือเป็นศิลปินที่มุ่งมั่น รักและทำจริงๆแต่คนที่ไม่ได้เข้าใจแบบนั้นมันจะกลายเป็น "มารายห์ซ้ำซากอ่ะย่ำยู่กับที่" แต่เดียนเห็นใจนะว่าเธอก็ไม่ใช่ศิลปินที่นิยมจะเปลี่ยนแปลงหรือก้าวไปข้างหน้าตั้งแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้วการที่จะชดเชยด้วยความสม่ำเสมอและมั่นคงอย่างที่เห็นก็เป็นการตอบข้อครหาได้ดีที่สุด (กูไม่เปลี่ยนแต่ก็ดีเหมือนเดิมเว้ย จะทำไม) มากไปกว่านั้นงานชุดนี้มารายห์ดูเหมือนจะปลงๆนะคะแบบผ่านจุดสูงสุดมาแล้วต่ำสุดมาแล้วกลับมาเข้าวินก็แล้วก้เลยทำงานแบบผ่อนๆสบายๆยังไงก็ขายได้สังเกตุได้จากหลายแทร็คในอัลบั้มที่อ่อนยวบลงไปมาก หึหึ ระวังเถอะอีเจ๊เป็นแบบซีลิน ดิออนเมื่อไรจากทฤษฎีระเบิดหล่อนจะกลายเป็นร่องรอยวินาศกรรมที่หลงเหลือแทน เตือนจากใจนะ


ซิงเกิ้ล

Touch My Body (2.5/5) ให้ตายเถอะค่ะอีเจ๊ตั้งชื่อซะสะเด็ดสะเด่าสุดแรงเกิดแต่ไหงซิงเกิ้ลเปิดตัวดันออกมาเป็นพ็อพอาร์แอนด์บีหวานๆย็นๆได้ปานนี้เล่าคะคุณนาย ฟังครั้งแรกนี่สะดุ้งโหยงเลยไม่ใช่ประทับใจแต่มันเข้าขั้นง่อยๆแบบบรรดาซิกเนเจอร์ซองก่อนหน้านี้ทั้งหลายของเธออย่างThe Roof/Breakdown/Shake It Offและที่เด่นชัดคือThe Oneฟังครั้งแรกนี่กุมขมับเลยไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรงต่อการเป็นซิงเกิ้ลแรก แอร๊ยยยยยย "ทฤษฎีสัมพันธภาพบ้าอะไรของหล่อนยะเนี่ย" แต่พอทิ้งระยะนานไปความดีเริ่มมีปรากฏค่ะแม้ว่ามันจะแลดูรรมดาเรียบง่ายไปนิดก็ตามแต่ก็ต้องยอมรับว่าเพราะเข้าขั้นบินเข้าไปหลอนโสตอยู่แรมเดือนทีเดียว แถมฟังกี่ครั้งก็ยังรู้สึกบันเทิงใจไปกับภาคเนื้อหาที่หล่อนบรรจงแต่งออกมาได้ร่านเป็นธรรมชาติมากๆๆๆๆอ่านเนื้อไปก็ขำไป ที่สำคัญเซอร์ไพรส์มากๆค่ะที่เพลงหล่อนมาแนวอุเบกขาขนาดนี้แต่ยังสามารถทะลวงกองหน้าตีกรุงแตกไปเกยตื้นบนอันดับหนึ่งบิลบอร์ดเป็นเพลงที่18ให้หล่อนเขี่ยราชาร็อดแอนด์โรลเอลวิสให้ลงจากบัลลังก์ได้อีก เอ่อ ปาฏิหารย์นี่มันมักจะอยู่คู่ของแปลกจริงๆเนอะ

ป.ล. คะแนนจุดห้าที่แอบเพิ่มให้นี่มาจากเครดิตความฮาในเอ็มวีของหล่อนล้วนๆเลยค่ะทำออกมาได้น่าเอ็นดูมากๆๆๆๆๆๆๆคนอาร้ายยยย อายุจะปาเข้าไปหลักสี่อยู่แล้วแต่ยังวกล้าทำไปได้แม่มาลัยเอ๊ยยยยเดี๊ยนละซูฮก

Bye Bye (5) ซิงเกิ้ลที่สองอย่างเป็นทางการที่ขณะนี้แม่มาลัยเราเดินสายออกไลฟ์ทำเก๋ทุกเวทีที่หล่อนได้มีโอกาสไปปรากฏตัว ตัวเพลงเป็นพ็อพอาร์แอนด์บีบัลลาดที่โครงสร้างและภาคการนำเสนอเดียวกับ We Belong Together และ Don't Forget About Us แต่เหนือกว้าหลายช่วงตัวด้วยภาคเนื้อหาที่ซาบซึ้งโดนใจสุดๆ สิ่งหนึ่งที่รักในการฟังงานของมารายห์คือความสามารถของเธอในการบรรจงแต่งเนื้อเพลงออกมาได้อย่างสวยงามและทรงพลังชนิดทะลุทะลวงจับขั้วหัวใจจนแถบอยากจะลงไปคำนับ เช่นเดียวกับเพลงนี้ที่เปรียบเสมือนการเยียวทางจิตใจด้วยดนตรีแก่ผู้ที่ประสบกับความสูญเสียหรือการจากลาอย่างไม่มีวันกลับของบุคคลอันเป็นที่รักทิ้งไว้เพียงความรู้สึกผูกพันและความปวดร้าวจากการที่บุคคลคนหนึ่งที่สำคัญต่อชีวิตเราเปรียบเสมือนลมหายใจและแรงบันดาลใจสำหรับการดำรงชีวิตบนโลกที่โหดร้าย มารายห์ได้มอบคำตอบที่ดีสำหรับวิธีการสามนแผลที่ดีที่สุดที่เราทุกคนทำได้คือการระลึกถึงควมทรงจำและช่วงเวลาดีๆทุกชั่วขณะแล้วมองลึกลงไปในก้นบึ้งของหัวใจจะเห็นว่าเขาเหล่านั้นไม่เคยจากเราไปไหนหากแต่ยัคงมีชีวิตอยู่ภายในหัวใจที่เราระลึกถึงด้วยความรักทุกเมื่อ มันคือสัจธรรมที่ทุกชีวิตสมควรจะเรียนรู้ที่จะยอมรับความจริงและปล่อยให้เวลาเป็นเครื่องพยาบาลรักษาแลบะประคับประคองเราให้ก้วต่อไปอย่างมีความสุขกับชีวิตที่ยังเหลืออยู่ เชื่อว่าความรู้สึกเรานี้เราที่ได้ชื่อว่าเป็นมนุษย์ทุกคนเคยผ่านมันมาและสัมผัสมันได้นะคะ ไม่มีอะไรจะกล่าวมากไปกว่านี้นอกจากจะสารภาพว่าปกติเป็นคนแข็งกระด้างและเยนชามากๆแต่เพลงนี้ทำเดี๊ยนร้องไห้ได้ (ย้ำร้องไห้ไม่ใช่น้ำตาซึม) หลังจากนั้นมัก่อให้เกิดความรู้สึกรักมารายห์มากกว่าที่เคยรู้สึก ส่วนตัวแล้วเห็นด้วยกับทางVH1และหลายฝ่ายนะคะที่ออกมาเชียร์ให้เพลงนี้ขึ้นแท่นซิงเกิ้ลอันดับหนึ่งเพลงที่19ของมารายห์ เดี๊ยนละหวังให้เป็นอย่างนั้นมากกว่าใครจริงๆ

เพลงอื่นๆ

แทร็คเปิดอัลบั้ม Migrate Feat.T-Pain (3/5) พ็อพอาร์แอนด์บีเต้นรำบนพื้นฐานโครงสร้างของฮพฮอพอาร์แอนด์บีแรงๆผสานแดนซ์พ็อพ แร็พและสำเนียงภารตะที่เป็นธรรมเนียมนิยมอย่างมากในงานของศิลปินสาวอารแอนด์บีหลายยุคหลายสมัย (แต่อีมาลัยเพิ่งทำ) ก่อนหน้านี้เคยได้มีโอกาสอ่านหลายความเห็นที่มาในแง่ลบต่อเพลงนี้แต่พอมาสัมผัสเป็นการส่วนตัวแล้วคิดว่ามันไม่แย่เลยนะ สำหรับเดียนถือว่าแปลกหูและเปรี้ยวดีในมาตรฐานของมารายห์มากๆ ติดอยู่ที่เดีวตรงแร็พเพอร์รับเชิญถ้าทำอาร์แอนด์บีอาราเบียนซาวนด์แบบนี้นี่อยากให้ดึงอาร์ เคลลีย์มามากว่าแล้วจะดึงศักยภาพของตัวเพลงและตัวแม่มาลัยได้เหนือชั้นกว่ที่ได้ยินค่ะ ต่อด้วย Side Effect Feat.Young Jeezy (2/5) อาร์แอนด์บีฮิพฮอพเนือยๆเนิบนาบฟังเพลินๆตามสไตล์มารายห์แต่มีทีเด็ดด้วยภาคเนื้อหาที่ฝากรักถึงทอมมี่ ม็อทโทล่าประธานโซนี่สามีเก่าชนิดที่อีกฝ่ายฟังแล้วนั่งส้วมไม่ได้ไปหลายวันเลยทีเดียว เสียดายนะคะที่ภาพรวมมันออกมาได้แค่อย่างที่ได้ยินเพลงที่ภาคเนื้อหาทรงพลังเพลงนี้จึงกลายเป้นหนึ่งแทร็คที่น่าเบื่อที่สุดสำหรับเดียนไปเสียอย่างที่ไม่ควรจะเป็น แทร็คก่อนหน้านี้ I Stay In Love (3.5/5) โอลด์สคูลมิดเทมโพพ็อพอาร์แอนด์บีบัลลาดผสานอารมณ์โซลลอยละล่องหวานจ๋อยกับภาคการนำเสนอและเนื้อหาที่มารายห์ถนัดเข้าขั้นเซียนให้ผลลัพธ์ออกมาเป็นบัลลาดหวานๆเพราะๆที่ต้องโดนใจแฟนๆของนังหมีแน่ๆ ฉะนั้นรีบตัดมาเลยนะคะโดยเฉพาะในแดนสยามเมืองยิ้มนี่ต้องดังพลุแตกแน่ไม่ดังนอนให้เจ๊เหยียบเลย เช่นเดียวกับ Last Kiss (1.5/5) อีกหนึ่งบัลลาดหวานๆที่ภาคการนำเสนอไม่หนีกันมากเพียงแต่เพิ่มในส่วนของกลิ่นอาร์แอนด์บีฮิพฮอพบัลลาดลงไปเด่นชัดมากๆๆๆๆ เป็นเพลงที่เพราะค่ะแต่มันจะออกแนวจำเจจนเดียนรับไม่ได้ก็เท่านั้น น่าเบื่อสุดชีวิต

I'm That Chick (4.5/5) กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด กราบงามๆค่ะเจ๊เริ่ดมากมายเลยทีเดียวแทร็คนี้ ก่อนหน้านี้เกือบจะได้เป็นไทเทิ่ลแทร็คไปแล้วด้วยนะคะภาคดนตรีเป็นโอลด์สคูลแดนซ์พ็อพอาร์แอนด์บีผสานดิสโก้ได้เปรี้ยวมาก อารมณ์เก๋เชิ่ดๆแบบที่ได้ยินจาก say Somthingในงานชุดก่อนน่ะค่ะ เพียงแต่แทร็คนี้จะให้ควมเข้นข้นของภาคเนื้อหาและความชัดเจนทางดนตรีสูงกว่า เป็นอีกหนึ่งแทรคที่ดีที่สุดของอัลบั้มนี้ ต่อด้วย Cruise Control Feat. Damian Marley(3.5/5) พ็อพอาร์แอนด์บีผสานฮิพฮอพและลูกเล่นสรรพสำเนียงของจังหวะจะโคนแบบ แอร๊ยยยยยๆๆๆๆๆๆ เร็กเก้ค่ะ เร็กเก้ไม่น่าเชื่อ ส่วนตัวไม่คิดว่าจะได้ยินเพลงนี้จากงานของมาายห์นะคะถือว่าเป็นหนึ่งในแทร็คที่เปรี้ยวที่สุด เก๋สุด ติดหูสุดของงานชุดนี้ เอ่อ เริ่ด มาที่ Love Story (3/5)อีกแทร็คที่พิสูจน์ความสามารถในการแต่งเพลงรักของมารายห์ว่ามีเครดิตเหนือระดับกว่าศิลปินบัลลาดรายอื่นๆ แม้ส่วนตัวฟังรอบแรกแล้วจะรู้สึกปะแล่มๆนิดๆแต่พอให้รอบการฟังนานเข้าแล้ว เอ่อ เหนือระดับเลยทีเดียวเสียดายที่วนไปเวียนมาซ้ำซ้อนเป็นองค์ฉากเกินไปาสำหรับเดี๊ยนนะคะ ตามมาติดๆกับ I'll Be Lovin' U Long Time (3.5/5) เพราะอ่ะค่ะ โอลด์สคูลพ็อพอาร์แอนด์บีหวานๆเพราะๆที่ติดหูชะงักแต่รอบแรกพร้อมกับการผสมผสานภาคดนตรีที่เนียนมากๆทั้งแจ๊ซซ์ นีโอโซลและจังหวะเต้นรำอ่อนๆ เอ่อ ยิ่งฟังยิ่งชอบจริงๆนะเนี่ย แทร็คถัดไป Thax 4 Nothin'(2/5)โอลด์สคูลโซลฟูลอาร์แอนด์บีบัลลาดลูกเล่นเดียวกับที่ได้ยินจาก One And Onlyน่ะค่ะ ฟังได้เพราะเพลินๆแต่พอเจาะรายละเอียดลึกลงไปแล้วรู้สึกว่ายังไม่น่าสนใจเท่าที่ควร แต่ภาพรวมพอผ่านนะ

O.O.C. (3/5) ต๊ายยยย น่ารักมากมายค่ะเพลงนี้ฟังเพลินไปข้างเลยเดียว อัพบีทอาร์แอนด์บีโจ๊ะผสานฮิพฮอพอ่อนๆแถมส่วนตัวดชยสรรพสำเนียงกลิ่นอายพื้นเมืองสเปนหอมคลุ้งมาเชียวแหมมุขนี้อีเจโลใช้มาตั้งแต่อัลบั้มแรกจนเฝือแล้วค่ะแต่พอมาฟังบับบสดใหม่ของมารายห์นี่ทรงเสน่ห์มากๆ แอร๊ยยยยยย เนิบๆแต่เอาเรื่องนะคะแทร็คนี้ ต่อด้วย For The Reccord (2/5) อีกหนึ่งอาร์แอนด์บีมิดเทมโพบัลลาดที่ส่วนตัวแล้วเห็นว่าค่อนข้างเนือยและเรื่อยเปื่อยไปนิดเพียงแต่มาสะดุดเอาตรงท่อน Bridge ที่หล่อนร่านเพลงดังก่อนๆของเธอมาได้เนียนมากๆต๊ายยยย ขี้เล่นดีนะคะแต่ไม่ไหวอ่ะเพลงนี้ไม่ผ่าน แทร็คส่งท้าย I Wish You Well (5) ลูกผสมระหว่าง My Saving Grace กับ Fly Like A Bird ด้วยการนำเสนอรูปแบบบลูส์โซลฃอาร์แอนด์บีคลอบนท่วงทำนองไลท์แจ๊ซซ์เพียโนพลิ้วๆก่อนจะประสานควาเป็นกอสเพลลงไปได้อย่างมีชั้นเชิง เป็นความหรูหราทรงพลังบนความเรียบง่ายที่มาพร้อมกับอัจฉริยภาพในการแต่งเพลงของมารายห์ที่แต่ละวรรคอ่านแล้วชวนขนหัวลุกมากๆ ปิดอัลบั้มได้อย่างเหนือชั้นอลังการไปถึงสรวงสวรรค์เช่นเดิม

5อันดับแทร็คโปรดปราน

1.Bye Bye
2.I Wish You Well
3.I'm That Chick
4.Toch My Body
5.I Stay In Love




แก้ไขล่าสุดโดย Da Nastina เมื่อ Sun May 04, 2008 4:08 am, ทั้งหมด 34 ครั้ง

_________________
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ตอบโดยอ้างข้อความ
ตอบ  
เสร็จเรียบร้อยแล้วค่ะ ขอบคุณทุกรีพลายด้านล่างที่ตอบมานะคะเป็นกำลังใจมากๆ ดีใจที่คุณเข้าใจค่ะว่าเปรียบเทียบเพราะรักเพราะเคารพในตัวศิลปินและผลงาน ไม่ได้เปรียบเทียบแบบไร้สาระเอามันส์ ดีใจที่หลายๆคนมีเหตุผลและให้โอกาสเดียนที่จะแสดงความเห็น ใครไม่พอใจอะไรตรงไหนติชมได้ตรงๆเลยนะคะเรามาพูดถึงเหตุผลกันอยากเสนอแนะตรงไหนไม่ชอบตรงไหนไม่เห็นด้วยตรงไหนชี้แจงอย่างมีเหตุผลได้เลยค่ะรับฟังเสมอจริงๆนะ บอกตรงๆได้ค่ะเดี๊ยนเป็นคนคุยได้อยู่แล้วไม่จำเป็นต้องใช้วิธีสลับล็อคมาแทงข้างหลังแบบนักรีวิวบางคนนะคะแบบนั้นเขาเรียกว่าไม่แน่จริง ผลงานคนอื่นคุณยังเปิดใจให้กว้างยอมรับไม่ได้เลยแล้วกับงานรีวิวของคุณจะเปิดโลกทัศน์ได้มากแค่ไหนเดี๊ยนก็อยากรู้ค่ะ



แก้ไขล่าสุดโดย Da Nastina เมื่อ Sun May 04, 2008 4:10 am, ทั้งหมด 5 ครั้ง

_________________
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ตอบโดยอ้างข้อความ
ตอบ  
อยากอ่านจนเสี้ยนละฮะ


_________________

ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว ชมเว็บส่วนตัว
ตอบโดยอ้างข้อความ
ตอบ  
รออ่านนะค่ะ อัลบั้มนี้ซาวแน่นทั้งคู่เลย


_________________


JLo Thailand https://www.facebook.com/Jlothailand
.
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว MSN Messenger
ตอบโดยอ้างข้อความ
ตอบ  
โห นี่แค่บทนำทำน้ำลายไหลเลย รออ่านนะคับ


_________________
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ตอบโดยอ้างข้อความ
ตอบ  
อลังการล้านแปด
ของจริงเต็มๆคงสุดเหวี่ยงนะคะ



_________________
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ตอบโดยอ้างข้อความ
ตอบ  
พี่แนสเขียนปีผิดป่ะค่ะ เบสซี่ สมิท อ่ะค่ะ


_________________


JLo Thailand https://www.facebook.com/Jlothailand
.
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว MSN Messenger
ตอบโดยอ้างข้อความ
ตอบ  
Lovegood พิมพ์ว่า:
อยากอ่านจนเสี้ยนละฮะ


รอนิดนะคะหนู หึหึหึ รับรองว่าเริ่ดถูกใจสมที่รอคอยแน่ๆเชียวค่ะ แต่ช่วงนี้เจ๊หมดไฟไปนิดอ่ะไว้จะรีบปัมไฟให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้เชียะค่ะ


_________________
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ตอบโดยอ้างข้อความ
ตอบ  
Dhoom_girls พิมพ์ว่า:
รออ่านนะค่ะ อัลบั้มนี้ซาวแน่นทั้งคู่เลย


ส่วนตัวเจ๊ว่ามันก็มาแบบฟังได้ทั้งคู่อ่ะค่ะ อย่างไรก็ตามความรู้สึกติดลบต่อทั้งสองอัลบั้มนี้เจ๊มีสูงมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆทั้งมารายห์และก็มาดอนน่าเลยอ่ะค่ะ ข้อมูลจะเป็นอย่างไรไม่เปิดเผยเชิญติดตามตอนต่อไปด้วยใจจดจ่อนะคะ


_________________
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
แสดงเฉพาะข้อความที่ตอบในระยะเวลา:
ตอบ หน้า 1 จาก 9
ไปที่หน้า 1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8, 9  ถัดไป
คุณไม่สามารถสร้างหัวข้อใหม่
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
คุณไม่สามารถแก้ไขข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลบข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลงคะแนน
  


copyright : forwardmag.com - contact : forwardmag@yahoo.com, forwardmag@gmail.com