|
|
| ผู้ตั้ง |
ข้อความ |
appilezfx
FF>>Member เก๋ๆ เดิร์นๆ

เข้าร่วม: 29 Jan 2011
ตอบ: 752
|
แนนซี่ พิมพ์ว่า:nutto13 พิมพ์ว่า:แนนซี่ พิมพ์ว่า:nutto13 พิมพ์ว่า:ไอคิวอ่ะ ไม่รู้นะ แต่เราว่าเรามากกว่าเธอเยอะ
อะไรมากกว่าคะ
ความโง่ เหรอ
อย่าโชว์โง่โดยการพิมพ์อะไรไร้แก่นสาร พูดถึงเรื่อง IQ
ถ้าจะเอาเรื่องอีกาก้ามาเป็นตัววัดมาตรฐานไอคิว
แนนว่า มันโคตรงี่เง่าอ่ะค่ะ
อย่าเรียนเลยค่ะ ระดับอุดมศึกษา
นั่งกันคิ้วต่อเหอะ
/โกนคิ้ว
_________________
|
| Mon May 30, 2011 10:31 pm |
|
 |
AL
FF>>Member Cool

เข้าร่วม: 29 Jun 2010
ตอบ: 2200
|
30 แน่ๆ อร๊ายยยยยยยยยยยยยยยยย
ประวัติ
ในปี 1977 เธอย้ายจากบ้านเกิดที่เบย์ซิตี้ รัฐมิชิแกน สหรัฐอเมริกา ด้วยเงินติดตัวเพียง 35 ดอลล่าร์ เธอบอกให้แท็กซี่พาเธอไปที่ ที่เป็นใจกลางของทุกสิ่ง จนเธอได้มาทำงานในร้านดังกิ้นโดนัทใน นิวยอร์ก ด้วยความหวังที่ว่า สักวันนึงเธอจะต้องดังให้ได้ เธอตะเกียกตะกายมาเรื่อยๆ
จนกระทั่งปี 1979 เธอได้งานเป็นนักแสดงในคณะ ละครเสียดสีสังคม ในช่วงนั้นเธอได้รู้จักกับแดน กิลรอย (Dan Gilroy) ต่อจากนั้นไม่นานนัก ทั้งสองตัดสินใจคบกัน ในฐานะคนรัก และได้ฟอร์มวงดนตรีขึ้นมา ชื่อว่า เดอะ เบรกฟาสต์ คลับ (The Breakfast Club) เริ่มแรกมาดอนน่าเล่น กลองและในเวลาต่อมาเธอก็ได้เป็นนักร้องนำ
จนกระทั่งเธอกับแฟนเก่า สตีเฟ่น เบรย์ (Stephen Bray) ตั้งวงดนตรีขึ้นมาใหม่โดยใช้ชื่อว่าเอ็มมี่ (Emmy) แต่ด้วยความที่อยาก ออกอัลบั้ม มาดอนน่าและเบรย์จึงได้ลาออกจากวง และได้ทำเทปเดโมส่งไปให้มาร์ค คามินส์ (Mark Kamins) โปรดิวเซอร์ และดีเจ จนได้เซ็นสัญญากับไซร์ เรคคอร์ด (Sire Records) เป็นนักร้องเดี่ยว โดยมีซิงเกิลแรกคือ Everybody ที่ขึ้นไปได้ถึงอันดับ 3 ใน Billboard Dance Chart แล้วซิงเกิล Burning Up ก็ตามมาตอกย้ำความฮอท จนเธอได้ออกอัลบั้มเดี่ยวอัลบั้มแรกที่ใช้ชื่อของตัวเองเป็นชื่ออัลบั้ม เพลง Holiday เป็นเพลงแรกของเธอ ที่เข้าชาร์ท Billboard Hot100 จากนั้นมาเธอก็มีเพลงดังมาเรื่อยๆอย่าง Borderline และ Lucky Star ร่วมปูทางในเส้นทางสายดนตรีให้เธอได้อย่างสวยงาม
อัลบั้มที่สอง Like A Virgin เธอได้เปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นสาวเซ็กซี่ตามสไตล์มาริลีน มอนโร อัลบั้มนี้มีเพลงสร้างชื่ออย่างเช่น Like A Virgin, Material Girl, Dress You Up และ Angel และที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้คือโชว์ Like A Virgin สุดหวือหวาในงานประกาศรางวัลเอ็มทีวี วีดีโอ มิวสิก อวอร์ดส ปี 1984 (MTV Video Music Awards 1984) เธอใส่ชุดเจ้าสาวเดินควงตุ๊กตาเจ้าบ่าวตัวเท่าคนจริงเดินลงมาจากเค้กก้อนยักษ์ แล้ว กลิ้งไปมาด้วยลีลาเย้ายวนเธอได้กลายเป็นนักร้องซุปเปอร์สตาร์ที่ทั่วโลกรู้จักด้วยลุคอันจัดจ้านของเธอ มาดอนน่าสร้างสถิติอีกครั้งด้วยการพาเพลง Like A Virgin ขึ้นอันดับ 1 ยาวนานถึง 6 สัปดาห์ จนทำให้เธอได้กลายเป็นนักร้องซุปเปอร์สตาร์ที่ทั่วโลกรู้จักด้วยลุคอันจัดจ้านของเธอ เท่านั้นยังไม่พอ เธอยังไปร้อง เพลง Crazy For You ประกอบภาพยนตร์วิชั่น เควส (Vision Quest) ที่ดังจนซิงเกิลการกุศล รวมนักร้องดังของยุคอย่าง We Are The World ต้องยอมลงจากที่ 1 เชียว เธอได้เริ่มต้นเข้าสู่วงการ ภาพยนตร์อย่างจริงจังจากการได้รับบทนำใน Desperately Seeking Susan
และช่วงนั้นเองนับว่าเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตเธอ เมื่อหนังโป๊ต้นทุนต่ำของเธอเรื่อง A Certain Sacrifice ซึ่งเธอถ่ายไว้เมื่อก่อนเข้าวงการถูกออกฉาย เท่านั้นยังไม่พอหนังสือเพลย์บอยและ เพนท์เฮาส์ต่างพากันลงรูปโป๊ของเธอที่เคยถ่ายไว้ก่อนเข้าวงการ แต่นั่นไม่ได้ทำให้ความนิยมของเธอลดน้อยลงเลย กลับกันเด็กสาวต่างพากันแต่งตัวเซ็กซี่ตามมาดอนน่า เธอแต่งงานครั้งแรกกับดาราหนุ่มฌอน เพนน์ (Sean Penn) มีหนังที่เล่นด้วยกันอย่างเรื่อง Shanghai Surprise แต่กลับล้มเหลวไม่เป็นท่า..
เส้นทางในวงการเพลงของเธอเดินทางอย่างราบรื่น เธอมีเพลงอันดับ 1 อย่าง Live to Tell, Papa Don't Preach และ Open Your Heart จากอัลบั้ม True Blue ที่ขายได้ ถึง 22 ล้านก๊อปปี้ อัลบั้มนี้เธอตั้งใจจะอุทิศให้สามี ในทางตรงกันข้ามชีวิตคู่ของเธอต้องจบลง เมื่อเธอและ Penn ตัดสินใจหย่าขาดจากกัน Papa Don't Preach หรือ พ่อจ๋าอย่าบ่น สร้างกระแสฮือฮามากเพราะเนื้อหาเกี่ยวกับเด็กวัยรุ่นที่ท้องก่อนเวลาอันควร แต่ก็ยังรั้นจะเก็บลูกไว้
อัลบั้มที่สี่ Like A Prayer วางแผง แน่นอน ต้องมีเพลงฮิตอันดับ 1 ซึ่งอัลบั้มนี้ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เพราะมีด้วยกันถึง 4 เพลง คือ Like A Prayer, Express Yourself, Cherish และ Keep It Together มิวสิกวิดีโอเพลง Like A Prayer ก็ช็อคแฟนเพลงอีกครั้งด้วยการนำเรื่องศาสนามาเกี่ยวกับเซ็กส์จนโดนตำหนิจากวาติกันและทำให้เป๊ปซี่ยกเลิกสัญญากับเธอทันที
ในปี 1990 เธอเริ่มต้น Blonde Ambition Tour ที่ยาวนานกินเวลาทั้งปี และมีเพลง Vogue เป็นซิงเกิลฮิตติดอันดับ 1 อีกหนึ่งเพลง ภาพยนตร์เรื่อง Dick Tracy ทำรายได้อย่างงดงามเป็นภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จที่สุดของเธอนับจาก Desperately Seeking Susan
The Immaculate Collection อัลบั้มรวมฮิตอันแรกของเธอ มีเพลงเพิ่มมาใหม่สองเพลงหนึ่งในนั้นคือ Justify My Love ที่เธอช็อคแฟนเพลงด้วยเอ็มวีที่แรงที่สุดในชีวิตของเธอโดยมีฉากสำคัญคือตอนที่มาดอนน่าจูบกับผู้หญิงต่อหน้าแฟนหนุ่ม เอ็มทีวีแบนวีดีโอนี้โดยยกเหตุผลเรื่องความลามกอนาจารในวีดีโอ ที่มีทั้งเซ็กส์แบบชาย-หญิง, ชาย-ชาย, หญิง-หญิง เธอจึงนำเอ็มวีนี้ใส่วีดีโอออกขาย แถมยังขายได้ถึง 400,000 ม้วนอีกต่างหาก
ในปี 1992 มาดอนน่าออกหนังสือ Sex ที่รวบรวมภาพโป๊ทั้งของตัวเธอเองและคนดังมากมายหนังสือเล่มนี้ถูกวิจารณ์ในแง่ลบและถูกด่าอย่างมาก แฟนๆมาดอนน่าบางคนรับไม่ได้จนถึงขั้นเผาซีดีเลยก็มี แต่ในด้านยอดขายกลับกลายเป็นหนังสือที่ประสบความสำเร็จอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนหนังสือทุกเล่มถูกขายหมดภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง จนต้องพิมพ์ครั้งที่ 2 ภายในวันนั้นเลย ทางด้านอัลบั้ม Erotica ที่ออกพร้อมๆกับหนังสือเล่มนี้ก็ขายได้ถึง 2 ล้านก๊อปปี้
อัลบั้ม Bedtime Stories ดูเหมือนจะลดภาพความเซ็กซี่ลงจากอัลบั้มก่อน แต่ก็ยังมีเพลงฮิตอย่าง Take A Bow ส่วนเพลง Bedtime Stories และ Human Nature คงเป็นอานิสงส์จากการที่เธอลดความเซ็กซี่ เพราะสองเพลงนี้กลายเป็นสองเพลงแรกของเธอที่ไปไม่ถึงชาร์ท Top 40
ในปี 1995 เธอเปลี่ยนลุคตัวเองจากสาวเซ็กซี่มาเป็นผู้ใหญ่ในภาพยนตร์เพลงเรื่อง Evita เธอได้ให้กำเนิดลูกสาวคนแรก Lourdes Maria Ciccone Leon ในช่วงที่ภาพยนตร์เรื่องนี้กำลังออกฉายพอดี Evita ทำให้เธอได้รางวัลลูกโลกทองคำในสาขานักแสดงนำยอดเยี่ยมเป็นครั้งแรกและเพลงประกอบภาพยนตร์ทั้ง cover ของเพลง Don't Cry for Me Argentinaและ You Must Love Me ก็เป็นเพลงฮิตด้วย
3 ปีให้หลังอัลบั้ม Ray of Light เป็นอัลบั้มเต็มอัลบั้มแรกในยุคคุณแม่มาดอนน่าที่มีแนวเพลงทันสมัยขึ้นและเปิดตัวอย่างสวยงามที่อันดับ 2 ของชาร์ท
ปี 2000 มาดอนน่ากลับมาพร้อมอัลบั้ม Music และได้คลอดลูกชายคนที่สอง Rocco John Ritchie กับผู้กำกับ ชาวอังกฤษกาย ริทชี่ (Guy Ritchie) หลังจากนั้นไม่นานทั้งคู่ได้แต่งงานกันและร่วมกันกำกับมิวสิกวีดีโอ What It Feels Like for A Girl ในปีเดียวกันเธอร้องเพลงประกอบภาพยนตร์ James Bond ตอน Die Another Day
ในปีถัดมาเธอออกอัลบั้ม American Life ที่มีเนื้อหาเสียดสีสังคม และเอ็มวีก็เสียดสีจนถูกแบนอีกครั้ง โชว์ Like A Virgin/Hollywood ในงาน MTV Video Music Awards 2003 ที่มาดอนน่าร่วมแสดงกับ บริทนีย์ สเปียร์ส, คริสติน่า อากีเลร่า และ มิสซี่ เอลิออท ก็ช็อคแฟนๆอีกครั้ง เมื่อบริทนี่ย์และคริสติน่าแต่งตัวและแสดงแบบที่มาดอนน่าเคยทำใน เพลง Like A Virgin เมื่อปี 1984 และทั้งคู่ก็จูบปากมาดอนน่าทีละคน ทำเอาจัสติน ทิมเบอร์เลค แฟนเก่าของบริทนี่ย์ มองด้วยสายตาไม่ค่อยพอใจนัก หลังจากนั้นไม่นาน ความสัมพันธ์ระหว่างมาดอนน่ากับบริทนี่ย์เริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมาดอนน่าร้องเพลงร่วมกับบริทนี่ย์ในเพลง Me Against The Music
Re-Invention World Tour ของเธอกลายเป็นทัวร์ที่ได้รับคำชมมากมายและกวาดรายได้มากสุดของปี เธอช็อคแฟนเพลงด้วยการเล่นโยคะเอาขาชี้ฟ้ากลางเวที
และในปี 2005 เธอประสบอุบัติเหตุตกหลังม้าแต่นั่นก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการวางแผงอัลบั้มใหม่ Confessions On A Dancefloor อัลบั้มเพลงเปิดตัวด้วยซิงเกิล Hung Up ขึ้นอันดับ 1 ในอังกฤษเป็นเพลงที่ 11 ของเธอ
ในปี 2008 มาดอนน่ามีผลงานอัลบั้มชุดที่ 11 ชื่อชุด Hard Candy โดยมีซิงเกิลแรกคือ "กิพว์อิททูมี" (อังกฤษ: Give It 2 Me) , "4 Minutes" ที่ร้องร่วมกับขึ้นอันดับ 3 ในอเมริกา อันดับ 1 ในอังกฤษจัสติน ทิมเบอร์เลค[1] และในเดือนสิงหาคม ปี 2009 กับผลงานล่าสุดในอัลบั้ม Cerebration กับซิงเกิ้ลแรก Cerebration (เซละเบรทชั่น) ที่อาจเรียกได้ว่าเพื่อฉลองครบรอบ 27 ปี ในเส้นความสำเร็จทางดนตรีของเธอ มิวสิกวิดีโอเพลงนี้ไปถ่ายทำไกลถึงมิลาน ประเทศอิตาลี นอกจากนี้ยังได้ผู้กำกับรางวัลแกรมมี่ โจนาส อเคอร์ลันด์ Jonas Akerlund ที่เคยกำกับมิวสิควิดีโอ เรย์ ออฟ ไลท์ Ray Of Light มากำกับมิวสิควิดีโอเพลงนี้อีกครั้งหนึ่งด้วย
[แก้]ผลงาน
[แก้]ผลงานเพลง
Madonna (1983)
Like a Virgin (1984)
True Blue (1986)
Who's That Girl (1987)
You Can Dance (1987)
Like a Prayer (1989)
I'm Breathless (1990)
The Immaculate Collection (1990)
Erotica (1992)
Bedtime Stories (1994)
Something to Remember (1995)
Evita (1996)
Ray of Light (1998)
Music (2000)
GHV2 (2001)
American Life (2003)
Remixed & Revisited (2003)
Confessions on a Dance Floor (2005)
I'm Going to Tell You a Secret (2006)
The Confessions Tour (2007)
Hard candy (2008)
Celebration (2009)
[แก้]คอนเสิร์ต
1985: The Virgin Tour
1987: Who's That Girl World Tour
1990: Blond Ambition World Tour
1993: The Girlie Show World Tour
2001: Drowned World Tour
2004: Re-Invention World Tour
2006: Confessions Tour
2008: Sticky & Sweet Tour
[แก้]ผลงานการแสดง
1979-1981 A Certain Sacrifice
1985 Vision Quest
1985 Desperately Seeking
1986 Shanghai Surprise
1987 Who's That Girl
1989 Bloodhounds of Broadway
1990 Dick Tracy
1991 Truth or Dare
1992 Shadows and Fog
1992 A League of Their Own
1993 Body of Evidence
1993 Dangerous Game
1995 Blue in the Face
1995 Four Rooms
1996 Girl 6
1996 Evita
2000 The Next Best Thing
2002 Swept Away
2002 Die Another Day
2005 I'm Going to Tell You a Secret
2006 Arthur and the Invisibles (ให้เสียงพากย์)
_________________ You better work, bitch
|
| Mon May 30, 2011 10:31 pm |
|
 |
nutto13
FF>>Member เก๋ๆ เดิร์นๆ

เข้าร่วม: 13 Dec 2010
ตอบ: 736
ที่อยู่: Upper East Side Manhattan
|
badboy_narakmark พิมพ์ว่า:nutto13 พิมพ์ว่า:ไอคิวอ่ะ ไม่รู้นะ แต่เราว่าเรามากกว่าเธอเยอะ
ขนาดการใช้ชีวิตอย่างผู้ดี
การใช้ชีวิตในโลกทางสังคมยังไม่มีเลย
จะให้คนอื่นเชื่อได้อย่างไรว่าฉลาด
เห็นมานัดต่อนัดแล้วคนทีบอกว่าตัวเองฉลาด
มันก็แค่บอกว่าตัวเองฉลาดสวนทางกับความจริง
ที่จริงๆแล้วแพ้แล้วพาลเปลี่ยนประเด็น
มุกเยอะดีนะ เดี๋ววเอาผัวมาเล่น เดี๋ยวเอาไอคิวมาเล่น
ถ้ารู้จักชั๊นจริงๆ ไม่ได้บอกว่าฉลาดนะ แต่ก็เอาตัวรอดได้
จบมาก็คงรักษาหล่อนได้ มีจรรยาบรรณพอ 
ฉลาดแบบ IQ เยอะอ่ะ มันต่างกับพวกหนอนหนังสือ สักแต่ว่าจำหนังสือ
_________________
|
| Mon May 30, 2011 10:32 pm |
|
 |
แนนซี่
FF>>Member เก๋ๆ เดิร์นๆ

เข้าร่วม: 25 Nov 2006
ตอบ: 758
ที่อยู่: โลกมนุษย์
|
555
AL น่ารักมากค่ะ
_________________
|
| Mon May 30, 2011 10:32 pm |
|
 |
AL
FF>>Member Cool

เข้าร่วม: 29 Jun 2010
ตอบ: 2200
|
ชีวิตในวัยเด็กและช่วงแรกของการทำงาน
บียอนเซ่ โนวส์ เกิดเมื่อวันที่ 4 กันยายน ค.ศ. 1981 ที่เมืองฮิวสตัน รัฐเทกซัส สหรัฐอเมริกา เป็นลูกสาวคนโตของ แมททิว โนวส์ ซึ่งประสบความสำเร็จบันทึกผู้จัดการ และทีน่า บียินเซ่ เป็นออกแบบเสื้อผ้าและทรงผม พ่อของโนวส์เป็นชาวแอฟริกันอเมริกัน ส่วนแม่ของเธอเป็นชาวครีโอล (แอฟริกันอเมริกัน, เนทีฟอเมริกัน, และฝรั่งเศส) [5] คุณตาและยายของเธอ ลูมิส อัลเบร์ต บียินเซ่ และ แอกเนซ เดเรออน เป็นชาวหลุยส์เซียนาครีโอล (เชื้อสายฝรั่งเศส-แอฟริกัน)[5] เธอเป็นพี่สาวของโซลอนจ์ ซึ่งเป็นนักร้องและนักแต่งเพลง และนักแสดง
โนวส์ได้ศึกษาที่โรงเรียนเซนต์มารีเอเลเมนทารีในรัฐเทกซัส ที่เธอได้สมัครเรียนเกี่ยวกับการเต้นรำรวมถึงบัลเลต์และแจ๊ส ความสามารถพิเศษในการร้องเพลงได้ถูกพบโดยครูสอนเต้นของเธอเมื่อเธอเริ่มร้องเพลงตามเพลงที่เธอเต้นจนจบและสามารถร้องโน้ตสูงๆได้[6] โนวส์สนใจดนตรีและการร้องเพลงของเธอก็มีประสิทธิภาพมากขึ้นหลังจากที่ได้เริ่มเข้าร่วมการแข่งขันภายในโรงเรียน โนวส์ขึ้นเวทีโชว์ครั้งแรกในรายการประกวดร้องเพลงแสดงความสามารถเมื่ออายุ 7 ปี และได้รับรางวัลชนะเลิศจากการร้องเพลง "อิเมจิน" ของจอห์น เลนนอน นักร้องเพลงร็อกในตำนาน[7][8] ในปีดียวกันโนวส์เริ่มได้รับความสนใจจากผู้คนมาก และยังได้รับการกล่าวถึงจากหนังสือพิมพ์ ฮิวส์ตันชอร์นิเคิล จากการที่ได้รับการเข้าชิงรางวัลเดอะโลคัลเพอร์ฟอร์มมิงอาร์ต ของ เดอะซัมมี่[9]
ในปลายปี 1990 โนวส์ได้เข้าเรียนในโรงเรียนพาร์กเกอร์เอเลเมนทารี ซึ่งเป็นโรงเรียนที่เน้นเกี่ยวกับดนตรีในฮิวสตัน และเธอก็ได้ร้องเพลงกับคณะประสานเสียงของโรงเรียนนี้[6] เธอยังสมัครเรียนในโรงเรียนไฮสคูลฟอร์เดอะเพอร์ฟอร์มิงแอนด์วิชัลอาร์ตสในฮิวส์ตันอีกด้วย[10] และในภายหลังก็ได้ย้ายไปที่อลีฟเอลสิกไฮสคูลซึ่งก็ได้ตั้งอยู่ที่ฮิวส์ตันเช่นกัน ในแถวชุมชนอลีฟ[5][11] โนวส์ยังได้เป็นนักร้องนำในวงดนตรีในโบสถ์ของเธอ ซึ่งอยู่ในโบสถ์เซนต์จอห์นยูไนเต็ดเมโทดิส[6]
เมื่ออายุได้ได้ 8 ปี โนวส์ได้พบกับ ลาทาเวีย โรเบอร์ซัน ในขณะที่มีการออดิชั่นวงดนตรีหญิงล้วน[12] พวกเธอและเพื่อนของโนวส์ เคลลี โรว์แลนด์ ถูกจัดให้เป็นกลุ่มที่เน้นการเต้นและร้องเพลงแร็ป ใช้ชื่อว่า เกิร์ลสไทม์[7] ในที่สุดพวกเขาก็ได้คัดให้เหลือสมาชิก 6 คน[6] ด้วยโนวส์และโรว์แลนด์ เกิร์ลสไทม์ จึงได้ดึงดูดผู้ชมทั่วประเทศเป็นอย่างมาก เวสต์ คอส โปรดิวเซอร์เพลงแนวอาร์แอนด์บีและอาร์น ฟราเจอร์ ได้เข้าไปในฮิวสตันเพื่อดูแลพวกเธอ และเขาก็ได้พาพวกเธอไปยังสตูดิโอเพลงของเขา เดอะแพลนต์เรเคิดดิงสตูดิโอส์ ในภาคเหนือของรัฐแคลิฟอร์เนีย ด้วยน้ำเสียงของโนวส์ ทำให้ฟราเจอร์คิดว่าเธอเป็นผู้มีบุคลิกภาพและความสามารถในการร้องเพลง[6] ด้วยความพยายามที่จะให้เกิร์ลสไทม์เป็นกลุ่มดนตรีแนวหน้าในอุตสาหกรรมดนตรี ฟราเจอร์ได้ส่งพวกเธอไปในรายการ สตาร์เสรช[13] ซึ่งเป็นรายการประกวดร้องเพลงที่ดังที่สุดในอเมริกาในขณะนั้น[6] แต่ผลออกมาไม่ค่อยดี เพราะเพลงที่พวกเธอแสดงยังไม่ค่อยสมบูรณ์แบบเท่าไหร่นัก[14][15] โนวส์ได้กล่าวไว้ โนวส์ได้รู้สึกถึงการเสื่อมถ้อยในอาชีพของเธอเป็นครั้งแรกหลังจากที่ไม่ชนะรายการนี้ แต่เธอก็เริ่มกลับมามีความมั่นใจมากยิ่งขึ้นหลังจากที่ได้เรียนรู้จากบริตนีย์ สเปียรส์ และจัสติน ทิมเบอร์เลค ที่ได้มีมีประสบการณ์เดียวกันกับพวกเธอ[6]
เพื่อที่จะดูแลพวกเธอ พ่อของโนวส์ได้ลาออกจากงานของเขาในปี ค.ศ. 1995[16] เขาได้สละเวลาและจัดตั้ง "บูทแคมป์" สำหรับการฝึกอบรมนี้[13] การลาออกจากงานของพ่อโนวส์ ทำให้รายได้ของครอบครัวโนวส์ได้ลดลงกว่าครึ่งและพ่อแม่ของเธอได้แยกทางกันเนื่องจากความกดดันต่างๆ[5] ไม่นานหลังจากที่โรว์แลนด์ได้เข้ามา ในปี 1993 ได้มีสมาชิกใหม่เข้ามาในวงคือ เลโทย่า ลัคเก็ท[12] และก็ได้คัดเหลือเพียง 4 คน[6] ด้วยการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องของแมททิว พวกเธอได้ออดิชั่นก่อนที่จะเซ็นต์สัญญากับอีเลคตราเรเคิดส์[5]
[แก้]งานทางดนตรีและการแสดง
[แก้]1997-2001: ช่วงของเดสทินีส์ไชลด์
ดูบทความหลักที่ เดสทินีส์ไชลด์
ด้วยแรงจูงใจจากพระธรรมอิสยาห์วงนี้ก็ได้เปลี่ยนชื่อวงเป็นเดสทินีส์ไชลด์ในปี ค.ศ. 1993[12] เดสทินีส์ไชลด์ได้รับงานโชว์ตามงานต่างๆ หลังจาก 4 ปีของการเดินทาง พวกเธอก็ได้รับโอกาสเซ็นสัญญากับค่ายเพลงโคลัมเบียเรเคิดส์ในปลายปี ค.ศ. 1997 ในปีเดียวกันนั้นเดสทินีส์ไชลด์ได้บันทึกเสียงเพลงเปิดตัวเพลงแรกจากค่าย เพลง "คิลลิงไทม์" ซึ่งใช้เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง เมนอินแบล็ก[12][15] ในปีต่อมาก็ได้ออกอัลบั้มชุดแรกโดยใช้ชื่อเหมือนชื่อวงคือ เดสทินีส์ไชลด์[14] ซิงเกิลฮิตซิงเกิลแรกคือเพลง "โน,โน,โน" อัลบั้มนี้ได้ทำให้เดสทินีส์ไชลด์เป็นที่รู้จักและเป็นจุดเริ่มต้นของการก้าวเข้าสู่อุตสหกรรมดนตรีและทำให้เดสิทินีส์ไชลด์ได้รับ 3 รางวัลจากงานประกาศผลรางวัลโซลเทรนมิวสิกอวอร์ดสสำหรับ "ซิงเกิลอาร์แอนด์บี/โซลยอดเยี่ยม" สำหรับเพลง "โน,โน,โน" , "อัลบั้มอาร์แอนด์บี/โซลยอดเยี่ยมแห่งปี", และ"ศิลปินอาร์แอนด์บี/โซลหรือแร็ปหน้าใหม่ยอดเยี่ยม"[12] ต่อมาพวกเธอก็ได้ออกอัลบั้มชุดที่สองซึ่งมียอดขายระดับมัลติ-แพลตินัม อัลบั้มเดอะไรติงส์ออนเดอะวอลล์ ในปี 1999 เพลงในอัลบั้มที่ออกมาล้วนเป็นรู้จักกันอย่างกว้างขวาง เช่นเพลง "บิลส์, บิลส์, บิลส์" ซิงเกิลอันดับ 1 เพลงแรกของพวกเธอ, เพลง "จัมปิน', จัมปิน'", เพลง"เซย์มายเนม" ซึ่งเป็นเพลงที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในขณะนั้นและกลายมาเป็นสัญลักษณ์ของวงจนถึงปัจจุบันนี้อย่างเพลง เพลง"เซย์มายเนม" ได้รับรางวัลการแสดงเพลงอาร์แอนด์บีคู่หรือกลุ่มด้วยเสียงร้องยอดเยี่ยมและเพลงอาร์แอนด์บียอดเยี่ยมที่งานประกาศรางวัลแกรมมี ประจำปี 2001[12] เดอะไรติงส์ออนเดอะวอลล์ มียอดขายมากกว่า 7 ล้านชุด[14] และทำให้พวกเธอเป็นที่จับตามองของสื่อและผู้คนมากมาย ในฐานะกลุ่มศิลปินหญิงหน้าใหม่ในยุคนั้น
โนวส์ในเพลง "อินดีเพนเดนท์วูเมนพาร์ท1" เพลงที่ฮิตที่สุดของเดสทินีส์ไชลด์
ควบคู่กันกับความสำเร็จทางด้านกำไรและยอดขาย เดสทินีส์ไชลด์ได้มีปัญหากับลักเก็ตต์และโรเบอร์สัน สำหรับคดีความการละเมิดสัญญา และปัญหายิ่งเพิ่มขึ้นหลังจากที่มิเชลล์ วิลเลียมส์และฟาร่า แฟรงคลินได้ปรากฏอยู่ในมิวสิกวิดีโอเพลง "เซย์มายเนม" ทำให้สามารถบอกเป็นนัยได้ว่าลักเก็ตต์และโรเบอร์สันได้ถูแทนที่แล้ว[12] และในที่สุดลักเก็ตต์และโรเบอร์สันก็ได้ลาออกจากกลุ่มไป ต่อมาอีก 5 เดือนแฟรงกลินก็ได้ลาออกจากกลุ่มไป[14]ด้วยปัญหาความรู้สึกส่วนตัว หลักฐานปรากฏได้จากการที่เธอได้หายไปตามการโปรโมทและคอนเสิร์ตต่างๆ ทำให้เดสทินีส์ไชลด์เหลือสมาชิกกลุ่มสุดท้ายคือ โนวส์, โรว์แลนด์, และวิลเลียม
ต่อมาพวกเธอได้มีซิงเกิล "อินดีเพนเดนท์วูเมนพาร์ท1" ซึ่งใช้เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ในปี ค.ศ. 2000 นั่นคือภาพยนตร์เรื่องนางฟ้าชาลี เพลงนี้กลายเป็นเพลงที่มีชาร์ตดีที่สุดของพวกเธอด้วยการที่อยู่อันดับหนึ่งบนชาร์ตบิลบอร์ด ฮอต 100 ยาวนานถึง 11 สัปดาห์ติดต่อกัน[12][17] อัลบั้มชุดที่ 3 ของพวกเธอ เซอร์ไวเวอร์ วางขายในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2001 แต่ก็ได้มีปัญหาบุคคลเดิมนั้นคือลักเก็ตต์และโรเบอร์สันในเรื่องของแนวของอัลบั้มว่าได้พาดพิงไปถึงพวกเธอ[12] แต่อย่างไรก็ตามอัลบั้มนี้ก็ประสบความสำเร็จอย่างมากด้วยการเปิดตัวอันดับหนึ่งบนชาร์ทบิลบอร์ด 200 ด้วยยอดขายกว่า 663,000 ชุดในสัปดาห์แรก[18] จนถึงปัจจุบันเซอร์ไวเวอร์ มียอดขายมากกว่า 10 ล้านชุดทั่วโลกและยอดขายร้อยละ 40 นั้นคือยอดขายแค่ในสหรัฐอเมริกาเพียงที่เดียว[19] อัลบั้มยังมีซิงเกิลฮิตอันดับหนึ่งในบิลบอร์ดอย่างเพลง "บูตีลิเชียส" และ "เซอร์ไวเวอร์" ที่ภายหลังก็สร้างรางวัลแกรมมีสาขาการแสดงเพลงอาร์แอนด์บีคู่หรือกลุ่มด้วยเสียงร้องยอดเยี่ยมให้กับพวกเธอ ต่อมาเดสทินส์ไชลด์ได้มีอัลบั้ม 8 เดส์ออฟคริสต์มาส ซึ่งวางขายในช่วงเทศกาลคริสต์มาสของปี 2001 หลังจากนั้นก็ได้มีการพักงานชั่วคราว เพื่อที่สมาชิกแต่ละคนจะได้ออกไปทำงานเดี่ยวของตน[12]
[แก้]2000-2002: การเป็นศิลปินเดี่ยวและการพัฒนาทางด้านอาชีพ
ในปี 2000 โนวส์ได้เซ็นสัญญาทำอัลบั้มเดี่ยว 3 อัลบั้มกับ โคลัมเบียเรเคิดส์[20] ขณะที่โนวส์ได้ทำงานร่วมกับเดสทินีส์ไชลด์ เธอก็ได้เริ่มทำงานเดี่ยวของตัวเอง เธอได้ร่วมงานกับ มาร์ก เนลซัน ในเพลง "อาฟเตอร์ออลอิสเซดแอนด์ดัน" เพื่อเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ในปี 1999 เรื่อง เดอะเบส์ตแมน และก็ได้ร้องเพลงร่วมกับ เอมิลล์[20] ในเพลง"ไอก็อทแดท" ปี 2000 ในช่วงต้นปี 2001 ขณะที่เดสทินีส์ไชลด์กำลังทำอัลบั้ม เซอร์ไวเวอร์ โนวส์ได้รับบทนักแสดงนำจากภาพยนตร์โทรทัศน์ ซึ่งออกฉายในช่องเอ็มทีวี เรื่อง Carmen: A Hip Hopera[21]
ในปี 2002 โนวส์มีผลงานการแสดงภาพยนตร์แนวตลก เรื่อง พยัคฆ์ร้ายใต้สะดือ ตอน ตามล่อพ่อสายลับ[22] ภาพยนตร์เรื่องนี้เปิดตัวอันดับหนึ่งในบ็อกซ์ออฟฟิศของสหรัฐอเมริกา มีรายได้กว่า 73.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในสัปดาห์แรก[23] และโนวส์ก็ได้มีซิงเกิลเดี่ยวซิงเกิลแรกของเธอ "เวิร์คอิทเอาท์" เพื่อประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้[24] ในปีต่อมานั้นเธอก็ได้แสดงภาพยนตร์แนว โรแมนติกโคเมดี้ เรื่อง เดอะไฟท์ทิงเทมป์เทชัน และมีซิงเกิลร่วมกับแร็ปเปอร์หญิงอย่าง มิสซี เอลเลียต, เอ็มซี ไลยต์, และ ฟรี ในเพลง "ไฟท์ทิงเทมป์เทชัน" เพื่อประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้ [25][26]
ในปีเดียวกันนั้น โนวส์ได้ร่วมร้องเพลงกับแฟนหนุ่มของเธอ เจย์-ซี ในเพลง"'03 บอนนีย์แอนด์ไคล์ด"[23] ลูเธอร์ แวนดรอสและโนวส์ ได้นำเพลง "เดอะโคลสเสอร์ไอเก็ทยู" กลับมาทำใหม่ ซึ่งต้นฉบับขับร้องโดย โรเบอร์ตา แฟล็ก และ ดอนนี่ แฮทอะเวย์ ในปี 1977[27] แล้วฉบับของพวกเขานี้ ก็ได้รับรางวัลแกรมมี่ สาขาการร้องเพลงอาร์แอนด์บีคู่หรือกลุ่มยอดเยี่ยม ในปีต่อมา
[แก้]2003-2004: เดนเจอรัสลีอินเลิฟ
หลังจากโรว์แลนด์และวิลเลียมได้มีอัลบั้มเดี่ยวในปี 2002 โนวส์ก็ได้ออกมาเปิดตัวอัลบั้มเดี่ยวชุดแรกของเธอ เดนเจอรัสลีอินเลิฟ ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2003[27] ที่ได้ร่วมงานกับบรรดาคนทำเพลงชื่อดังมากมาย อัลบั้มนี้เปิดตัวบนอัลบั้มบนชาร์ทบิลบอร์ด 200 ที่อันดับ 1 ด้วยยอดขายกว่า 317,000 ชุดในสัปดาห์แรก[18] สมาคมผู้ประกอบกิจการเพลงของสหรัฐอเมริกา (RIAA) ได้จัดให้อัลบั้มนี้มียอดขายระดับ 4x แพลตินัม เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ค.ศ. 2004[28] และจนถึงปัจจุบันอัลบั้มนี้มียอดขายกว่า 4.2 ล้านชุดในสหรัฐอเมริกา[29]
อัลบั้มนี้มีซิงเกิลอันดับหนึ่งถึง 2 เพลง เพลง "เครซีอินเลิฟ" ที่ได้มีท่อนแร็ปจากเจย์-ซี ออกจำหน่ายโดยเป็นซิงเกิลแรกจากอัลบั้ม ครองอันดับ 1 บนชาร์ตบิลบอร์ด ฮอต 100 ถึง 8 สัปดาห์ติดต่อกัน[30] และอยู่อันดับแรกๆ ของหลายชาร์ตทั่วโลก โนวส์ยังประสบความสำเร็จทั้งในสหราชอาณาจักรโดยได้มีทั้งซิงเกิลและอัลบั้มอยู่อันดับหนึ่งของที่นั่น[31][32] ซิงเกิลที่ 2 จากอัลบั้มคือเพลง "เบบี้บอย" ที่ได้ร่วมงานกับฌอน พอล ที่ได้กลายเป็นเพลงที่ฮิตที่สุดในปี 2003 ครองอันดับหนึ่งแอร์เพล์ยที่สหรัฐอเมริกาและอยู่อันดับ 1 ได้ถึง 9 สัปดาห์ บนบิลบอร์ด ฮอต 100 ยาวนานกว่าเพลง "เครซีอินเลิฟ" หนึ่งสัปดาห์[33][34] นอกจากนี้ยังมีเพลง "มี, มายเซล์ฟ, แอนด์ไอ" และ "นอติเกิร์ล" เป็นซิงเกิลที่ 3 และ 4 จากอัลบั้มนี้ติด 5 อันดับแรกในสหรัฐอเมริกาเช่นเดียวกัน[35]
โนวส์ได้รับรางวัลแกรมมีถึง 5 สาขาจากความตั้งใจและทุ่มเทของเธอ[36] ซึ่งรวมถึงรางวัลสาขาการร้องเพลงอาร์แอนด์บีหญิงยอดเยี่ยม จากเพลง "เดนเจอรัสลีอินเลิฟ 2",เพลงอาร์แอนด์บียอดเยี่ยม จากเพลง "เครซีอินเลิฟ", และสาขาอัลบั้มอาร์แอนด์บีร่วมสมัยยอดเยี่ยม และในปีเดียวกันเธอก็ได้รับรางวัลของบริทอวอร์ดส สาขาศิลปินหญิงเดี่ยวระดับนานาชาติ[37] ถือเป็นการแจ้งเกิดในฐานะศิลปินเดี่ยวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในช่วงนั้น
[แก้]2004-2005: เดสทินีฟูล์ฟิลด์ และ ปิดฉากเดสทินีส์ไชลด์
ในปี 2004 โนวส์วางแผนที่จะออกอัลบั้มชุดใหม่ และชุดสุดท้ายของเดสทินีส์ไชลด์ หลังจากอัลบั้มเดนเจอรัสลีอินเลิฟของเธอ ในช่วงต้นปีนั้น โนวส์ได้รับเกียรติให้ไปร้องเพลงชาติสหรัฐอเมริกา ในการแข่งขัน ซูเปอร์โบวล์ ครั้งที่38 ณ รีเลียนท์สเตเดี้ยม ในฮิวสตัน และเธอก็ได้บอกว่าเป็นความใฝ่ฝันในวัยเด็กของเธอ[38]
เดสทินีส์ไชลด์ร้องเพลง "เซย์มายเนม" ในทัวร์คอนเสิร์ต เดสทินีฟูล์ฟิลด์ ... แอนด์เลิฟวิน'อิทเวิลด์ทัวร์
หลังจาก 3 ปีที่พวกเธอได้ทำผลงานเดี่ยว พวกเธอก็ได้กลับมารวมตัวกันอีกครั้งในอัลบั้มชุดที่ 4 เดสทินีฟูล์ฟิลด์ ซึ่งวางจำหน่ายในเดือนพฤศจิกายน ปี 2004 [39] อัลบั้มนี้สามารถขึ้นไปสูงสุดในอันดับอัลบั้มของบิลบอร์ดได้ในอันดับที่ 2 มีซิงเกิลที่ฮิตอย่างเพลง "ลอสมายบรีท" , "โซล์เดอร์" , "เกิร์ล" , และ "คาเตอร์ทูยู" ต่อมาได้มีคอนเสิร์ตทัวร์ เดสทินีฟูล์ฟิลด์ ... แอนด์เลิฟวิน'อิทเวิลด์ทัวร์ ช่วงเดือนเมษายนถึงกันยายน ปี 2005 ในปีเดียวกันก็ได้ออกอัลบั้มรวมฮิตชุดแรก นัมเบอร์วันส์ ที่รวบรวมซิงเกิลอันดับ 1 และเพลงฮิตทั้งหมดที่ทุกคนรู้จักตั้งแต่ก่อตั้งวงนี้มา รวมถึงเพลงพิเศษอย่าง "สแตนด์อัพฟอร์เลิฟ" ในปี 2005 จากความสำเร็จอย่างมากมาย
ความทุ่มเทในการทำงานของพวกเธอทำให้ได้รับการจารึกชื่อวง เดสทินีส์ไชลด์ลงบน ฮอลลีวูดวอล์กออฟเฟม ในเดือนมีนาคม ปี 2006[40] และในที่สุดวงนี้ก็ได้ประกาศยุบตัวลง เพื่อสมาชิกแต่ละคนจะได้ทำงานในสิ่งที่ตัวเองสนใจ เหลือเพียงตำนานและชื่อเสียงที่น่าจดจำของ กลุ่มศิลปินหญิงที่มียอดขายสูงสุดตลอดกาล[41][42] และยังได้ตำแหน่ง 100 ศิลปินตลอดกาลที่บิลบอร์ดจัดขึ้นในปี 2008[43]
ในปลายปี 2005 โนวส์ได้เริ่มถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง ดรีมเกิร์ลส ที่ดัดแปลงมาจากละครบรอดเวย์ในปี 1981 เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับนักร้องในยุค 60 โดยได้แรงบันดาลใจจากวงดนตรีหญิงล้วน แนวโมทาวน์ วงเดอะ ซูปพรีมส์ โดยยึดลักษณะตัวละครคือ ไดอาน่า รอสส์ ในเรื่องคือ ดีน่า โจนส์[44][45] ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ออกฉายในเดือนธันวาคม และเรื่องนี้โนวส์ได้ร่วมงานกับนักแสดงนำอย่าง เจมี ฟ็อกซ์, เอ็ดดี้ เมอร์ฟี, และ เจนนิเฟอร์ ฮัดสัน โนวส์ได้บันทึกเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่หลายเพลง ซึ่งก็รวมไปถึงเพลง "ลิสเซน"ด้วย[46] ในวันที่ 14 ธันวาคม ค.ศ. 2006 โนวส์ถูกเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำ ถึง 2 สาขา นั่นก็คือ นักแสดงหญิงยอดเยี่ยม - โมชันพิกเจอร์ มิวสิคัลหรือตลก และ เพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม จากเพลง "ลิสเซน" [47]
[แก้]2006-2007: บี'เดย์
ปี 2006 โนวส์มีผลงานแสดงในภาพยนตร์เรื่อง เดอะพิงค์แพนเตอร์ ซึ่งออกฉายในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2006 เปิดตัวที่อันดับ 1 ในบ็อกซ์ออฟฟิศของสหรัฐอเมริกา มีรายได้กว่า 21.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐในสัปดาห์แรก [48][23] เธอยังร้องเพลงประกอบภาพยนตร์อย่างเพลง "เช็คออนอิท" ที่เธอได้ร่วมงานกับ สลิม ทัก และยังขึ้นถึงอันดับ 1 ในบิลบอร์ดฮ็อต 100อีกด้วย[44]
โนวส์กลับมากับอัลบั้ม บี'เดย์ ซึ่งออกวางจำหน่ายในสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 4 กันยายน ค.ศ. 2006 ซึ่งตรงกับวันเกิดอายุครบ 25 ปีของเธอพอดี อัลบั้มนี้เปิดตัวที่อันดับ 1 ในชาร์ตบิลบอร์ด ด้วยยอดจำหน่ายกว่า 541,000 ชุด และเป็นอัลบั้มที่มียอดขายในสัปดาห์แรกสูงที่สุดในฐานะศิลปินเดี่ยว[49] นอกจากจะรับหน้าที่เป็นเอกซ์คูทีฟโปรดิวเซอร์ในอัลบั้มนี้แล้ว โนวส์ยังร่วมแต่งและโปรดิวซ์เพลงในอัลบั้มนี้ถึง 11 เพลงเลยทีเดียว ร่วมด้วยทีมงานโปรดิวเซอร์และนักแต่งเพลงระดับซุปเปอร์สตาร์เช่น สวิซ บีทซ์, ริช ฮาร์ริซัน, เดอะเนปจูนส์, ซีน การ์เรต, สตาร์ เกต, เจย์-ซี, โซแลงก์ โนวส์, เองเจลินา บียินเซ่, มาคีบา และ รอดนีย์ เจอร์กินส์[50]
โนวส์ได้รับการต้อนรับจากมิสไทยแลนด์เวิลด์ปี 2007 เมื่อเดินทางถึงประเทศไทย
ซิงเกิลแรกอย่าง "เดจาวู" ที่ได้เจย์-ซี มาช่วยแร็ปให้ในเพลงนี้ อยู่ภายใต้การดูแลของ รอดนีย์ เจอร์กินส์ และยังได้ โซฟี มุลเลอร์ ผู้กำกับมิวสิกวิดีโอชื่อดังมากำกับมิวสิกวิดีโอของเพลงนี้อีกด้วย และออกซิงเกิลที่ 2 ตามมาคือ เพลง "ริงดิอลาร์ม" แต่ทั้งสองซิงเกิลนี้ไม่ค่อยประสบความสำเร็จบนในชาร์ตบิลบอร์ดฮ็อต 100 เหมือนซิงเกิลที่ผ่านๆมา จนมาถึงซิงเกิลที่ 3 เพลง "อีเรเพลสอเบิล" ถือเป็นเพลงที่ฮิตที่สุดในปี 2007 ซึ่งครองอันดับ 1 ถึง 10 สัปดาห์ และมียอดขายซิงเกิลกว่า 6 ล้านชุดทั่วโลก ทำให้เป็นเพลงที่ฮิตที่สุดของเธอด้วย
ต่อมาโนวส์ได้วางจำหน่าย บี'เดย์ ฉบับดีลักซ์ ในวันที่ 3 เมษายน ค.ศ. 2007 โดยเพิ่มเพลงใหม่ไปอีก 5 เพลง และฉบับภาษาสเปนของเพลง "อีเรเพลสอเบิล" และ "ลิสเซน" นอกจากนั้นยังมีเพลง "บิวติฟูล์ไลอาร์" ที่เธอร่วมร้องกับนักร้องสาวชาคีร่า ขึ้นอันดับ 1 ในประเทศอังกฤษ ส่วนในสหรัฐอเมริกาขึ้นสูงสุดที่อันดับ 3[51]
ต่อมาโนวส์ได้มีทัวร์คอนเสิร์ตชื่อว่า เดอะบียอนเซ่เอกซ์พีเรียนส์ มีรอบการแสดงถึง 97 รอบทั่วโลก ทั้งใน เอเซีย, ออสเตรเลีย, อเมริกาเหนือ, ยุโรป, และ แอฟริกา เปิดทัวร์ที่ประเทศญี่ปุ่นและสิ้นสุดที่ ลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา ทัวร์นี้ได้มีการบันทึกภาพที่ ลอสแอนเจลิส และวางขายเป็นดีวีดีในปีเดียวกัน โดยใช้ชื่อว่า เดอะบียอนเซ่เอกซ์พีเรียนส์ไลฟ์ และในวันที่ 30 ตุลาคม ค.ศ. 2007 เธอได้มาเปิดคอนเสิร์ตในประเทศไทย ที่อิมแพคอารีน่า เมืองทองธานี โดยผู้จัดคือ บริษัท บีอีซี-เทโร เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด (มหาชน) [52] ท่ามกลางความตื่นเต้นและรอคอยของแฟนคลับชาวไทย
ในงานแกรมมีปี 2007 อัลบั้มบี'เดย์ ทำให้โนวส์ได้รับรางวัลสาขาอัลบั้มเพลงอาร์แอนด์บีร่วมสมัยยอดเยี่ยม [53] และโนวส์ก็ได้สร้างประวัติศาสตร์ใหม่ในอเมริกัน มิวสิก อวอร์ดส์ ครั้งที่ 35 โดยเป็นศิลปินหญิงคนแรกที่ได้รับรางวัลสาขาศิลปินระดับต่างประเทศ[38]
[แก้]2008-ปัจจุบัน: ไอแอม... ซาชาเฟียร์ส
ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2008 โนวส์ได้ร่วมเพลงร่วมกับทีน่า เทอร์เนอร์ ในงานประกาศผลรางวัลแกรมมี ครั้งที่ 50 โนวส์ได้เรียกเทอร์เนอร์ว่า 'เดอะควีน' และร้องเพลง "พราวด์แมรี" ต่อมาโนวส์ได้มีงานภาพยนตร์นั่นก็คือ คาดิลแล็กเรเคิดส์ วันวานตำนานร็อก ที่เริ่มถ่ายทำในเดือน พฤษภาคม ค.ศ. 2008 ซึ่งเธอรับบทเป็นนักร้องในตำนาน เอตต้า เจมส์ และโนวส์ยังได้มีภาพยนตร์แนวระทึกขวัญเรื่อง แรงรักมรณะ ร่วมกับนักแสดงนำอย่าง อาลิ ลาร์เตอร์ และ อิดริส เอลบา ภาพยนตร์เรื่องนี้เปิดฉายในสหรัฐอเมริกาในวันที่ 24 เมษายน ค.ศ. 2009 ในวันแรกภาพยนตร์เรื่องนี้ทำรายได้ไปกว่า 11.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และในสุดสับดาห์ก็มียอดจำหน่ายในบ็อกออฟฟิศของสหรัฐอเมริกาเป็นที่ 1 ด้วยรายได้ทั้งหมด 28.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ [54]
โนวส์ในเพลง "อเมริกาเดอะบิวทิฟูล์" ในงาน
พิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งของประธานาธิบดีบารัก โอบามา
โนวส์กลับมาอีกครั้งในช่วงปลายปี กับอัลบั้มเดี่ยวชุดที่ 3 มีชื่อว่า ไอแอม... ซาชาเฟียร์ส วางจำหน่ายเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน ค.ศ. 2008.[55] โดยโนวส์ได้เผยว่า ซาชา เฟียร์ส คือภาพลักษณ์ของเธอเวลาอยู่บนเวทีที่จะเต็มที่ เปรี้ยวแรง และทุ่มเท ต่างกับตัวจริงของเธอที่จะเป็นคนเงียบๆ และเรียบง่าย มีซิงเกิลแรกและซิงเกิลที่สองออกมาพร้อมกัน 2 เพลง คือ "อิฟไอเวอร์อะบอย" และ "ซิงเกิลเลดีส์ (พุตอะริงออนอิต)" ในวันที่ 8 ตุลาคม ค.ศ. 2008 ที่ต่างประสบความสำเร็จด้วยกันทั้งคู่ โดยเพลง "อิฟไอเวอร์อะบอย" สามารถขึ้นไปอันดับหนึ่งบนชาร์ตซิงเกิลแห่งสหราชอาณาจักร และเพลง "ซิงเกิลเลดีส์ (พุตอะริงออนอิต)" นั้นสามารถขึ้นไปถึงอันดับหนึ่งในชาร์ตบิลบอร์ด ฮอต 100 ซึ่งนับเป็นซิงเกิลอันดับหนึ่งในบิลบอร์ดเพลงที่ 5 ของโนวส์ในฐานะศิลปินเดี่ยว และซิงเกิลที่ 4 ของอัลบั้มนี้ "เฮโล" สามารถขึ้นไปสูงสุดในบิลบอร์ดได้ถึงอันดับที่ 5 ทำให้เป็นซิงเกิลที่ 12 ที่สามารถติดอันดับ 1 ใน 10 ของบิลบอร์ดได้ในฐานะศิลปินเดี่ยว และมันก็ทำให้เธอเป็นศิลปินหญิงที่มีเพลงอยู่ในสิบอันดับแรกมากที่สุดในทศวรรษนี้ [56][57] ต่อมาโนวส์ก็ได้รับรางวัลสาขาศิลปินหญิงโดดเด่น ของเอ็นเอเอซีพีอิมเมจอวอร์ด [58] และยังได้รับรางวัลศิลปินอาร์แอนด์บียอดเยี่ยมที่ทีนชอยส์อวอร์ดประจำปี 2009 อีกด้วย
ในวันที่ 28 มิถุนายน ค.ศ. 2009 เมื่อวันที่ 18 มกราคม ค.ศ. 2009 โนวส์ได้รับเกียรติให้ไปร้องเพลงในงานพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งของประธานาธิบดีบารัก โอบามา และเธอยังได้นำเพลง "แอตลาสต์" เพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง คาดิลแล็กเรเคิดส์ วันวานตำนานร็อก ไปร้องระหว่างการเต้นรำครั้งแรกของประธานาธิบดีโอบามาและมิเชลล์ ในขณะที่เป็นประธานาธิบดีและสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 20 มกราคม ค.ศ. 2009 [59]
โนวส์ได้มีทัวร์คอนเสิร์ตเดี่ยวครั้งที่ 3 ใช้ชื่อว่า ไอแอม... ทัวร์ การทัวร์เริ่มในช่วงเดือนมีนาคมโดยที่จะไปในที่ต่างๆทั่วโลก เริ่มจากอเมริกา, ยุโรป, เอเซีย, แอฟริกาและโอเชียเนีย ซึ่งการทัวร์ในสหรัฐอเมริกา เธอได้เพิ่มกำหนดการ 4 รอบพิเศษ ที่จะทำให้ได้ใกล้ชิดกับเธอมากขึ้น โดยมีผู้ชมเพียง 1500 คนต่อหนึ่งรอบ จัดขึ้นที่ลาส เวกัส ทัวร์คอนเสิร์ตของโนวส์ในครั้งนี้ติดอันดับ 1 คอนเสิร์ตที่ร้อนแรงที่สุดจากบิลบอร์ด และยังยืนยันถึงความสำเร็จของทัวร์นี้อีกว่าทัวร์คอนเสิร์ตนี้มีรายได้กว่า 36 ล้านดอลลาร์สหรัฐขณะที่เพิ่งเริ่มการทัวร์และติดอยู่ใน 15 ทัวร์ที่มีรายได้มากที่สุด ด้วยการที่มีกำหนดการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนถึงปี ค.ศ. 2010[60][61]
มิวสิกวิดีโอเพลง "ซิงเกิลเลดีส์ (พุตอะริงออนอิต)" ได้รับรางวัลวิดีโอแห่งปีที่งานประกาศรางวัลบีอีทีอวอร์ดส์ ประจำปี 2009 และยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลเอ็มทีวี วิดีโอ มิวสิก อวอร์ดส ประจำปี 2009 ถึง 9 รางวัล ท้ายที่สุดก็ได้รับรางวัลวิดีโอแห่งปีกับอีก 2 รางวัลที่นี้อีกเช่นเดียวกัน ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 2009 โนวส์ได้รับรางวัล "วูเมนออฟเดอะเยียร์" จากนิตยสารบิลบอร์ด[62]
[แก้]สไตล์เพลงและภาพลักษณ์
[แก้]ดนตรีและเสียงร้อง
ส่วนนี้รอเพิ่มเติมข้อมูล คุณสามารถช่วยวิกิพีเดียไทยได้โดยการเพิ่มเติมข้อมูลในส่วนนี้
เพลงของโนวส์ส่วนใหญ่จะเป็นแนวอาร์แอนด์บีร่วมสมัย แต่ก็มักจะผสมแนวแดนซ์ป็อป, ฟังก์, ป็อป และโซลเข้าไปด้วย เพลงของโนวส์นั้นไม่ได้มีแค่เพียงเพลงภาษาอังกฤษ เธอยังได้ทำเพลงภาษาสเปนอยู่หลายเพลงสำหรับการวางจำหน่ายอีกครั้งของอัลบั้มบี'เดย์ อีกด้วย วงเดสทินีส์ไชลด์เองก็ยังเคยทำเพลงภาษาสเปนด้วยเช่นกันและยังได้เสียงตอบรับที่ดีจากแฟนเพลงชาวลาติน โนวส์เคยใช้ภาษาสเปนในโรงเรียนเมื่อยังเด็ก แต่ตอนนี้สามารถพูดได้เพียงไม่กี่คำ แต่เมื่อต้องทำเพลงภาษาสเปนสำหรับการวางจำหน่ายอีกครั้งของอัลบั้มบี'เดย์ เธอก็ได้ไปฝึกสัทศาสตร์กับโปรดิวเซอร์เพลงชาวอเมริกัน ชื่อว่ารูดี เพียร์ซ[63]
[แก้]การแสดงบนเวที
โนวส์ร้องเพลงในเดอะบียอนเซ่เอกซ์พีเรียนส์ปี2007 ร่วมกับวงดนตรีหญิงล้วน "ชูก้ามาม่า"
ในปี 2006 โนวส์ได้มีวงดนตรี ชูก้ามาม่า ของตนเอง ซึ่งก็ได้มีทั้ง นักเล่นเบส, นักตีกลอง, นักเล่นกีต้าร์, นักเล่นฮอร์น, มือคีย์บอร์ด และ นักดนตรีเครื่องดนตรีประเภทตี [64] พวกเขาได้เปิดตัวครั้งแรกในงานประกาศผลรางวัลบีอีทีอวาร์ดส ปี 2006 และปรากฏตัวอีกครั้งในมิวสิกวิดีโอเพลง "อีเรเพลสอเบิล" และ "กรีนไลท์".[63] วงดนตรีนี้ได้เล่นดนตรีให้โนวส์ในการร้องเพลงสดของโนวส์ในที่ต่างๆ รวมไปถึงคอนเสิร์ตทัวร์รอบโลกในปี 2007 เดอะบียอนเซ่เอกซ์พีเรียนส์, และในปี 2009 คอนเสิร์ตทัวร์ไอแอม...
ในบทความที่มีชื่อว่า "บอร์นทูเอ็นเตอร์เทน" โนวส์รวมถึงศิลปินคลาสสิกและร่วมสมัยอื่นๆ ได้รับคำชมจากการแสดงบนเวทีของเธอ[65] ในบทวิจารณ์คอนเสิร์ตทัวร์ไอแอม... ในปี ค.ศ. 2009ของเธอ อลิส โจนส์ของหนังสือพิมพ์อินดีเพนเดนท์ ได้เขียนไว้ว่า "Watching Beyoncé sing and strut her stuff can feel at best overawing, at worst, alienating. She takes her role as entertainer so seriously she's almost too good."[66] เดอะนิวยอร์กไทมส์ เขียนว่า "มันมีความน่าทึ่งพร้อมกับน่าตื่นเต้นมากในการวางแผนของเธอที่จะทำให้ผู้ชมสนุกสนาน"[67] รีนี มิเชลล์ ฮารริสของเซาท์ฟลอริดาไทมส์ เขียนว่า โนวส์ "สามารถทำตัวเป็นเจ้าของเวทีพร้อมกับใส่เอกลักษณ์ของเธอและมีความเอาจริงเอาจัง... การแสดงที่มีเสียงร้องอันทรงพลังของเธอและไม่มีโน้ตใดที่ตกหล่นไป, การเต้นที่สมบูรณ์แบบ...ไม่มีใครทั้งนั้น, ไม่ใช่บริตนีย์, ไม่ใช่ซิเอรา และก็ไม่ใช่ริอานน่า สามารถทำอย่างที่เธอทำได้ ทั้งการร้องการเคลื่อนไหวที่สมบูรณ์ในเวลาเดียวกัน"[68] และนี่เป็นการสะท้อนออกมาของลอร์เรน ชวารตซ์จากดิเอกซ์แซมิเนอร์ ผู้ที่เขียนไว้ว่า "ในเวลาน้อยกว่าหนึ่งปี ฉันได้เห็น มาดอนน่า, บริตนีย์, และบียอนเซ่... [บียอนเซ่]ดีกว่าสามคนนั้นอยู่ไกลมาก"[69]
[แก้]ภาพลักษณ์
โนวส์โพสท่าใน
เดอะบียอนเซ่เอกซ์พีเรียนส์
โนวส์เป็นที่รู้จักกันในเรื่องสัญลักษณ์ของเพศ[70][71] ตามที่เธอได้พูดไว้ว่า "ฉันชอบที่จะแต่งตัวเซ็กซี่และทำตัวเองให้เหมือนสตรีทั่วไป" แต่เธอก็ได้บอกว่าการแต่งตัวบนเวทีก็ "สำหรับการแสดงบนเวทีเท่านั้น"[72] เนื่องจากเธอเป็นคนที่ชื่นชอบและหลงใหลในแฟชั่น โนวส์ได้ผสมผสานองค์ประกอบของศิลปะกับมิวสิกวิดีโอและการแสดงของเธอ แฟชั่นดีไซเนอร์ชาวอิตาเลียน โรเบอร์โต คาวาลลิ กล่าวไว้ว่า "เธอจะใช้สไตล์ที่แตกต่างกัน พยายามให้เข้าดนตรีในขณะแสดง"[73] นิตยสาร พีเพิล ได้จัดให้โนวส์เป็นคนดังที่มีแต่งตัวได้ดีที่สุดในปี 2007[74] แม่ของโนวส์ได้เขียนหนังสือในปี 2002 โดยชื่อว่า เดสทินีส์สไตล์: บูตีลิเชียสแฟชั่น, บิวติฟูล์แอนด์ไลฟ์สไตล์ซีเครตฟรอมเดสทินีส์ไชลด์ เป็นบันทึกที่ว่าแฟชั่นมีส่วนต่อความสำเร็จของเดสทินีส์ไชลด์มากแค่ไหน[75]
ในปี 2007 โนวส์เป็นที่จับตามองมาก ในการที่เธอได้ขึ้นปกของ สปอร์ตสอิลลัสเตรดต์สวิมสูทอิชชู เธอเป็นคนแรกที่ไม่ใช่ทั้งนางแบบและไม่ใช่ทั้งนักกีฬาที่ได้ลงสิ่งตีพิพม์นี้ และยังเป็นศิลปินชาวแอฟริกันอเมริกัน คนที่สองหลัง ไทรา แบงส์[76] ในปีเดียวกัน ภาพโนวส์ได้ปรากฏอยู่ในนิตยสารบิลบอร์ดและหนังสือพิมพ์ทั่วสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นภาพที่เธอกำลังถือบุหรี่แบบเก่าอยู่และเป็นภาพจากปกหลังของอัลบั้ม บี'เดย์ ภาพนี้ถูกต่อต้านจากองกรณ์ป้องกันการสูบบุหรี่อย่างมาก โดยระบุว่าเธอไม่จำเป็นต้องเพิ่มบุหรี่ "เพื่อให้ตัวเองดูซับซ้อนกว่าเดิม"[77]
ในวันที่ 24 เมษายน ค.ศ. 2009 โนวส์ได้ไปสัมภาษณ์ในรายการ แลร์รี่คิงไลฟ์ เธอได้พูดถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอได้ไปร้องเพลงในพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งของประธานาธิบดีบารัก โอบามาเมื่อวันที่ 20 มกราคม ค.ศ. 2009 และเธอกล่าวว่า มิเชลล์ โอบามา "เป็นบุคคลที่เก๋มาก" และได้กล่าวไปถึงว่าการได้ไปร้องเพลง"แอตลาสต์"นั้น ว่าเป็นอะไรที่สำคัญต่อชีวิตการทำงานของเธอมาก[78]
[แก้]อิทธิพลและสิ่งสืบเนื่อง
โนวส์ได้เติบโตมากับเพลงของ เอนิตา เบเกอร์และลูเธอร์ แวนดรอส และในต่อมาก็กลับกลายเป็นคนที่เธอได้ร่วมงานอยู่ด้วยในที่สุด โนวส์ได้แรงบันดาลใจในการเป็นนักร้องมาจากศิลปินชาวอเมริกันอย่าง ทีน่า เทอร์เนอร์, พรินซ์, อารีธา แฟรงคลิน, วิทนีย์ ฮูสตัน, เจเน็ต แจ็กสัน, เซเลนา, ไมเคิล แจ็กสัน, แมรี เจ. ไบลจ์, ไดอาน่า รอสส์, ดอนนา ซัมเมอร์, มารายห์ แครี และนักร้องชาวโคลัมเบียนอย่าง ชาคีร่า.[79][80]
โนวส์ยังมีอิทธิพลต่อศิลปินร่วมสมัยด้วย นักร้องเพลงแนวอาร์แอนด์บี ชาวแคนาเดียน เคเชีย ชานเต ก็ได้มีอิทธิพลมาจากโนวส์เช่นเดียวกัน [81] นอกจากนั้น ผู้ชนะรายการ อเมริกันไอดอล จอร์ดิน สปาร์คส ซิงเกิลแรก "แทททู" และอัลบั้มแรกของเขา สามารถอธิบายได้ว่ามีความชอบในตัวบียอนเซ่เอามากๆ ซึ่งซิงเกิล"แทททู"นั้น ก็ได้มีดนตรีและสิ่งต่างๆเหมือนกับเพลงฮิตของโนวส์มาก นั้นคือเพลง "อีเรเพลสอเบิล" [82]
สตีเฟน โทมัส เอร์ไลไวน์ ของออลมิวสิกได้พบว่าเพลงในอัลบั้มแรกของนักร้องป๊อปชาวอเมริกัน เคทารีน แม็คฟี ได้รับอิทธิพลจากเพลงของโนวส์มากๆ [83] โรว์แลนด์ ยังได้แรงบันดาลใจ ก่อนการทำอัลบั้มชุดที่ 2ของเธอ มิส.เคลลี่ จากเสียงร้องของโนวส์ด้วยเช่นกัน[84]
โนวส์เป็นนักร้องหญิงคนแรก ที่ได้รับรางวัล อเมริกัน มิวสิก อวอร์ดส์ สาขาศิลปินระดับต่างประเทศ โนวส์ได้เป็นนักร้องนำของวงดนตรีหญิงล้วนที่มียอดขายสูงที่สุดตลอดกาล เดสทินีส์ไชลด์[85][86] ในที่ต่างๆมากมาย ได้บันทึกไว้ว่าเธอเป็นสัญลักษณ์ของเพลงป๊อป ที่เป็นที่รู้จักมากที่สุด[87][88] อัลบั้มแรกของเธอ เดนเจอรัสลีอินเลิฟ ได้อยู่ในรายชื่อ ท๊อป200เดฟินิทีฟอัลบั้ม ในประวัติศาสตร์ดนตรี โดย ร็อกแอนด์โรลฮอลออฟเฟม ซึ่งน้อยมากสำหรับศิลปินในยุดนี้ ที่จะได้อยู่ในรายชื่อนั้น[89] โนวส์ได้มีหุ่นขี้ผึ้งในที่ต่างๆมากมาย แต่ที่ ที่รู้จักกันมากก็คือ ที่พิพิทธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งของ Madame Tussaud[90] เธอก็ยังเป็นหนึ่งในน้อยคนของแอฟริกันอเมริกัน ที่ได้เข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำถึง 3 รางวัล หรือมากกว่านั้น
[แก้]กิจกรรมการกุศลและงานอื่นๆ
[แก้]เฮาส์ออฟเดเรออน
ปี 2005 โนวส์เปิดตัวธุรกิจห้องเสื้อที่เธอได้ร่วมมือกับทีน่า โนวส์ (แม่ของเธอ) โดยใช้ชื่อว่า เฮาส์ออฟเดเรออน (House of Deréon) [91] (เดเรออน คือชื่อยายของเธอ) ซึ่งงานออกแบบได้รับแรงบันดาลใจมาจากบรรพบุรุษในตระกูล ทัวร์คอนเสิร์ต เดสทินีฟูล์ฟิลด์ ... แอนด์เลิฟวิงอิทเวิลด์ทัวร์ ของเดสทินีส์ไชลด์ ได้เลือกใช้ชุดจากห้องเสื้อนี้ของเธอเองทั้งหมด ปัจจุบันได้มีการประยุกต์ธุรกิจนี้ร่วมกับผลงานของเธอที่ออกมาในขณะนั้นด้วย
[แก้]งานโฆษณา
โนวส์ได้เซ็นสัญญากับเครื่องดื่มเป๊ปซี่ในปี ค.ศ. 2002[92] ซึ่งเป็นการโฆษาณาทั้งบนโทรทัศน์ รวมถึงวิทยุและในอินเทอร์เน็ต [93] ในปี ค.ศ. 2004 เป๊ปซี่ได้มีโฆษณาผ่านทางโทรทัศน์ มีแนวโฆษณาเป็น "นักต่อสู้ในสมัยโรมัน" โดยมีโนวส์และนักร้องอย่าง บริตนีย์ สเปียรส์, พิงก์, และเอนรีเก อีเกลเซียสรวมอยู่ในโฆษณา[94] และในปีถัดมาก็ได้ร่วมงานกับเจนนิเฟอร์ โลเปซและเดวิด เบคแคมในโฆษณาแนว "ซามูไร"[95]
นอกจากนี้แล้ว โนวส์ยังเซ็นสัญญากับบริษัทเครื่องสำอางหรือสินค้าที่เกี่ยวกับความสวยความงาม นั่นก็คือลอเรอัลในช่วงปี ค.ศ. 2003 ทำรายได้ให้เธอกว่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ[96]ในปี 2004 โนวส์ได้มีน้ำหอมของเธอเอง เรียกว่า "ทรูสตาร์" ซึ่งก็ได้ทำโดยทอมมี่ ฮิลไฟเจอร์ เธอได้มีวิดีโอประชาสัมพันธ์ โดยเธอร้องเพลง "วิชชิงออนอะสตาร์" มาร้องประกอบด้วย โดยทำรายได้ให้เธอกว่า 250,000 ดอลลาร์สหรัฐ[97] และเธอยังได้มีทรูสตาร์โกลด์ในปี ค.ศ. 2005 และ เอ็มพอเรอร์อาร์มานิส์เดียมอนด์ส ในปี ค.ศ. 2007[98] นิตยสารฟอร์บยังได้รายงานว่า โนวส์มีรายได้ในช่วงเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2008 ถึงเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2009 สูงถึง 87 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากอัลบั้ม,คอนเสิร์ตทัวร์,ธุรกิจเสื้อผ้า,และงานโฆษณาต่างๆ และจัดให้เธอเป็นคนดังที่มีรายได้สูงที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลก[99]
[แก้]กิจกรรมการกุศล
โนวส์ได้เป็นตัวแทนให้กับมูลนิธิ "โชว์ยัวร์เฮลปปิงแฮนด์"
โนวส์ร่วมกับเคลลี โรว์แลนด์ และครอบครัวของทั้งสอง ได้เปิดองค์กรช่วยเหลือผู้ประสบภัยโดยใช้ชื่อว่า "เซอร์ไวเวอร์ ฟาวเดชัน" ในปี 2005[100] องค์กรนี้ได้ช่วยเหลือผู้ประสบภัยพายุเฮอร์ริเคนแคทรีนา ในพื้นที่รัฐเทกซัส, สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเธอเอง และโนวส์ยังได้บริจาคเงินจำนวน 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ ให้กับ"กัล์ฟคอส์ตไอค์รีลีฟฟันด์" ซึ่งเป็นองกรณ์ที่ได้ช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากพายุเฮอร์ริเคนไอค์ ในเมืองฮิวสตันอีกด้วย
ในปี 2005 โปรดิวเซอร์เพลง เดวิด ฟอสเตอร์ ,ลูกสาวของเขา เอมี ฟอสเตอร์-จิลลีส์, และโนวส์ ได้ร่วมกันแต่งเพลง "สแตนด์อัพฟอร์เลิฟ" ซึ่งจะเป็นเพลงประจำวันเด็กโลก ที่เดสทินีส์ไชลด์ได้ร่วมกันร้องเพลงนี้ และรับเป็นตัวแทนจากทั่วโลกประจำวันเด็กโลกปี 2005 และในปี 2008 โนวส์ได้มีเพลง "จัส์ตสแตนด์อัพ!" ร่วมกับศิลปินอื่นๆ เช่น มารายห์ แครี, เลโอนา ลิวอิส, ริอานน่า, แมรี เจ. ไบลจ์ เป็นซิงเกิลการกุศลสำหรับมูลนิธิ สแตนด์อัพทูแคนเซอร์ ซึ่งเป็นมูลนิธิที่ช่วยเหลือผู้ที่เป็นโรคมะเร็ง
โนวส์ได้รับจารึกชื่อเข้าสู่ อินเตอร์เนชันเนลพีเดียทริกฮอลล์ออฟเฟม ของ ไมแอมีชิลเดรนส์ฮอสปิตอล[101] ซึ่งเป็นโรงพยาบาลดูแลเด็กพิการ หลังจากที่เธอได้เข้าช่วยเหลือด้วยการบริจาคเงินและเข้าเยี่ยมเด็กๆ อย่างสม่ำเสมอ ในขณะถ่ายทำภาพยนตร์ คาดิลแล็กเรเคิดส์ วันวานตำนานร็อก บียอนเซ่ได้เข้าศึกษาลักษณะผู้ป่วยติดยาเสพติดในสถานบำบัด เพื่อใช้ในการแสดงภาพยนตร์ดังกล่าว และเธอยังได้บริจาคเงินรายได้ของเธอให้กับ โฟนิกซ์เฮาส์ เป็นองกรณ์ที่ช่วยบำบัดผู้ที่ติดยาเสพติดและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อีกด้วย และในเวลาต่อมาไม่นาน โนวส์ได้รับเป็นตัวแทนให้กับมูลนิธิ "โชว์ยัวร์เฮลปปิงแฮนด์" [102] เป็นมูลนิธิเพื่อช่วยเหลือเด็กที่อดอยาก และเธอยังให้แฟนๆของเธอ นำอาหารที่ไม่เน่าเปื่อยได้ง่ายมาบริจาคใน ยู.เอส.คอนเสิร์ตทัวร์สต๊อป ของเธอด้วย
[แก้]ชีวิตส่วนตัว
ตั้งแต่ปี 2002 โนวส์ได้เริ่มคบหาดูใจกับแร็ปเปอร์หนุ่มชื่อว่า เจย์-ซีซึ่งเป็นบุคคลที่คอยช่วยเหลือเธอมาโดยตลอด ข่าวลือต่างๆได้เริ่มตอกย้ำความสัมพันธ์ระหว่างเขาทั้งสองคน หลังจากที่โนวส์ได้ร่วมร้องเพลงกับเจย์-ซี ในเพลง "'03 บอนนีย์แอนด์ไคล์ด"[103] และในปี 2005 ข่าวลือต่างๆก็ได้กระจายไปทั่วว่าบียอนเซ่ และ เจย์-ซี จะแต่งงานกัน แต่เมื่อได้สอบถามกับตัวโนวส์แล้ว เธอได้บอกว่าตัวเธอกับเจย์-ซีนั้นยังไม่ได้หมั้นหมายกันไว้แต่อย่างใด[104] และเมื่อผู้สื่อข่าวได้ถามอีกครั้งในเดือนกันยายน ปี 2007 เจย์-ซีก็ได้ตอบว่า "One day soon - let's leave it at that."[105] ลอร่า เชรฟเฟอร์ ซึ่งเป็นนักเขียนอาวุโสของนิตยสาร OK! กล่าวว่า "พวกเขาเป็นคนที่มีความเป็นส่วนตัวเอามากๆ"[106]
ในวันที่ 4 เมษายน ค.ศ. 2008 โนวส์กับเจย์-ซีได้แต่งงานกันในเมืองนิวยอร์กซิตี้[107] แต่โนวส์ก็ไม่ได้เป็นตัวเกี่ยวกับแหวนแต่งงานของเธอ จนกระทั่งงาน แฟชั่นร็อกคอนเสิร์ต ในวันที่ 5 กันยายน ค.ศ. 2008
[แก้]ผลงาน
ดูบทความหลักที่ รายชื่อผลงานของบียอนเซ่ โนวส์
[แก้]สตูดิโออัลบั้ม
2003: เดนเจอรัสลีอินเลิฟ
2006: บี'เดย์
2008: ไอแอม... ซาชาเฟียร์ส
[แก้]วิดีทัศน์
2004: ไลฟ์แอตเวมเบล์ย
2006: บีอีทีพรีเซนต์สบียอนเซ่
2006: บียอนเซ่ดิอัลติเมทเพอร์ฟอร์เมอร์
2007: บี'เดย์แอนโทโลจีวิดีโออัลบั้ม
2007: เดอะบียอนเซ่เอกซ์พีเรียนส์ไลฟ์
2009: ไอแอม... ยัวร์ส
2010: ไอแอม... ไลฟ์อินลอนดอน
[แก้]ทัวร์คอนเสิร์ต
2003: เดนเจอรัสลีอินเลิฟทัวร์
2004: เวอร์ริซอนเลดีส์เฟิสต์ทัวร์
2007: เดอะบียอนเซ่เอกซ์พีเรียนส์
20092010: ไอแอม... ทัวร์
2009: ไอแอม... ยัวร์ส
_________________ You better work, bitch
|
| Mon May 30, 2011 10:32 pm |
|
 |
badboy_narakmark
FF>>Member ระดับไฟแรง

เข้าร่วม: 03 May 2007
ตอบ: 7311
|
poope พิมพ์ว่า:badboy_narakmark พิมพ์ว่า:poope พิมพ์ว่า:badboy_narakmark พิมพ์ว่า:palmbs พิมพ์ว่า:แนนซี่ พิมพ์ว่า: อีโป๊บจะด่าใครก็ย้อนมองตัวเองบ้างนะคะ
แต่ละคำที่พิมพ์มา มันสะท้อนถึงกำพืดเลยค่ะ
ไม่รู้โผล่มาจากโคลนตมที่ไหน
แต่ในเมื่อมาแล้ว แนนก็ขอเอาน้ำล้างตีน ล้างหน้าให้หร่อนนะคะ
เราเห็นด้วยคนนี้นิสัยเสียมากๆคนนึง
เป็นคนที่นกสองหัวคนนึง เหอๆ แต่ก็ยังแลดูมีระดับ เลวอย่างฉลาดกว่าอีน็อตโตะนะ 55555555
อย่าโชว์โง่ค่ะ แล้วอย่าเข้าใจผิดว่าเป็นใคร
ไม่อยากเสียเวลาสมเพช
มีบรรทัดไหนบอกว่าเธอเป็นใครเลย งงกะเมิง 555+ เมากาวเหรอ
ขอโทษนะคะ อย่ามาเล่นลิ้น สันดารเสีย
นกสองหัวคนหนึ่ง ไม่ทราบว่าเคยเอาเวลาไปรู้จักเมื่อไหร่ไม่ทราบ
แล้วอีหอยหลวมก็มาหาว่าเป็นร่างอวตาร
มีสมองคิดได้ ว่าพวกหล่อนหาว่าเดี้ยน เป็นอวตารอยู่
ขอโทษนะคะ บอร์ดนี้มีผู้เล่นใหม่ๆเข้ามาเสมอ
อย่าโลกแคบ
กูไม่มีไรจะเสียหรอกค่ะ แต่คนที่มึงเข้าใจผิดว่าเป็นกูด้วยความคิดพล่อยๆจะเสียหาย
เข้าใจตามนั้นนะคะ
พูดแบบ เอาแบบจริงๆ ขำมาก ตรงที่ไม่ได้พาดพิงว่าเธอเป็นใคร ถ้าจะด่า ไม่ได้โยนขี้ให้ใคร หอหลวมพูด แล้วมาด่ากู เพื่อ?
ไม่ได้บอกเลยว่าล็คอินใครเป็นใคร ใครจะเป็นใครก็แล้วแต่ ตัวตนในโลกไซเบอร์ตามสายๆ
แก้ไขล่าสุดโดย badboy_narakmark เมื่อ Mon May 30, 2011 10:35 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง
_________________
|
| Mon May 30, 2011 10:33 pm |
|
 |
nutto13
FF>>Member เก๋ๆ เดิร์นๆ

เข้าร่วม: 13 Dec 2010
ตอบ: 736
ที่อยู่: Upper East Side Manhattan
|
แนนซี่ พิมพ์ว่า:nutto13 พิมพ์ว่า:แนนซี่ พิมพ์ว่า:nutto13 พิมพ์ว่า:ไอคิวอ่ะ ไม่รู้นะ แต่เราว่าเรามากกว่าเธอเยอะ
อะไรมากกว่าคะ
ความโง่ เหรอ
อย่าโชว์โง่โดยการพิมพ์อะไรไร้แก่นสาร พูดถึงเรื่อง IQ
ถ้าจะเอาเรื่องอีกาก้ามาเป็นตัววัดมาตรฐานไอคิว
แนนว่า มันโคตรงี่เง่าอ่ะค่ะ
อย่าเรียนเลยค่ะ ระดับอุดมศึกษา
นั่งกันคิ้วต่อเหอะ
เป็นอะไรกะคิ้วมากมั้ย ไม่เคยกันคิ้ว แล้วก็ไม่เกี่ยวกะกาก้าด้วย อย่าพูดอะไรไร้แก่นสารได้มั้ย
_________________
|
| Mon May 30, 2011 10:33 pm |
|
 |
badboy_narakmark
FF>>Member ระดับไฟแรง

เข้าร่วม: 03 May 2007
ตอบ: 7311
|
nutto13 พิมพ์ว่า:badboy_narakmark พิมพ์ว่า:nutto13 พิมพ์ว่า:ไอคิวอ่ะ ไม่รู้นะ แต่เราว่าเรามากกว่าเธอเยอะ
ขนาดการใช้ชีวิตอย่างผู้ดี
การใช้ชีวิตในโลกทางสังคมยังไม่มีเลย
จะให้คนอื่นเชื่อได้อย่างไรว่าฉลาด
เห็นมานัดต่อนัดแล้วคนทีบอกว่าตัวเองฉลาด
มันก็แค่บอกว่าตัวเองฉลาดสวนทางกับความจริง
ที่จริงๆแล้วแพ้แล้วพาลเปลี่ยนประเด็น
มุกเยอะดีนะ เดี๋ววเอาผัวมาเล่น เดี๋ยวเอาไอคิวมาเล่น
ถ้ารู้จักชั๊นจริงๆ ไม่ได้บอกว่าฉลาดนะ แต่ก็เอาตัวรอดได้
จบมาก็คงรักษาหล่อนได้ มีจรรยาบรรณพอ 
ฉลาดแบบ IQ เยอะอ่ะ มันต่างกับพวกหนอนหนังสือ สักแต่ว่าจำหนังสือ
หามุกใหม่ๆเหอะ กากว่ะ
_________________
|
| Mon May 30, 2011 10:34 pm |
|
 |
appilezfx
FF>>Member เก๋ๆ เดิร์นๆ

เข้าร่วม: 29 Jan 2011
ตอบ: 752
|
30 30 30 30 หรือยัง
_________________
|
| Mon May 30, 2011 10:34 pm |
|
 |
|
|
เวลาขณะนี้ Mon Jul 06, 2026 7:14 pm | ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
|
หน้า 48 จาก 58
|
คุณไม่สามารถสร้างหัวข้อใหม่ คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ คุณไม่สามารถแก้ไขข้อความของคุณ คุณไม่สามารถลบข้อความของคุณ คุณไม่สามารถลงคะแนน
|
|
|