˹���á Forward Magazine

ตอบ

ไปที่หน้า ก่อนหน้า  1, 2, 3 ... 46, 47, 48 ... 56, 57, 58  ถัดไป
Lady Gaga ได้พูดข้อความต่อไปนี้จริงหรือป่าวว
ผู้ตั้ง ข้อความ
ตอบโดยอ้างข้อความ
ตอบ  
แดกหอยทอดไปด้วยอ่านไปด้วยช้านอ้วนแน่ๆ


_________________
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ตอบโดยอ้างข้อความ
ตอบ  
AL พิมพ์ว่า:
ไม่ 28 ก้อให้มันรู้ไป๊





ประวัติ

คำว่า "แอวริล" (Avril) ในชื่อนั้นมาจากคำภาษาฝรั่งเศสว่า "อาฟรีล" (Avril) แปลว่า เดือนเมษายน ด้วยบิดาและมารดามีเชื้อสายฝรั่งเศส ทั้งนี้ แอวริล เกิดในเดือนกันยายน
ในระยะวัยรุ่นของเธอ แอวริลได้เขียนเพลงและเล่นกีตาร์ และได้ร่วมร้องเพลงในคณะนักร้องในโบสถ์ งานเทศกาล และงานรื่นเริงประจำปีต่าง ๆ ของเมืองจนกระทั่งเมื่อ “ อองโตนิโอ แอล. เอ. รีด” (Antonio "L.A." Reid) ได้ยินเสียงของแอวริล รีดได้เสนอข้อตกลงให้เธอทำเพลง และเมื่อแอวริลอายุ 16 ปี เธอจึงได้เซ็นสัญญา
ปี 2002 “ Avril Lavigne” แจ้งเกิดในวงการดนตรีกับอัลบัมแรก Let Go ทำยอดขายได้มากกว่า 16 ล้านก๊อปปี้ ในอัลบัมชุดนี้มีเพลงฮิตติดชาร์ทอย่าง "Complicated" ,"Sk8er Boi" และ "I'm With You" อัลบัมชุดนี้ได้ร่วมงานกับ “ คลิฟ แม็กเนซ” (Clif Magness) ซึ่งเป็นโปรดิวเซอร์ของ “ เซลีน ดิออน” (Céline Dion) “ วิลสัน ฟิลิปส์” (Wilson Phillips) และ “ ชีน่า อีสตัน” (Sheena Easton) อีกทั้งเธอยังได้รับรางวัลทางดนตรีมากมาย เช่น เอ็มทีวี วีดีโอ มิวสิก อวอร์ดส (MTV Video Music Awards) จูโน อวอร์ดส (Juno Awards) เวิร์ลด์ มิวสิก อวอร์ดส‎ (World Music Awards) เรดิโอ มิวสิก อวอร์ดส (Radio Music Awards) นอกจากนี้ เธอยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลแกรมมี่(Grammys) ถึง 8 รางวัล
สำหรับอัลบัมที่สอง “ Under My Skin” ในปี 2004 ก็สามารถคว้าอันดับ 1 จากอเมริกา แคนาดา และสหราชอาณาจักรมาได้และยังประสบความสำเร็จกับ ยอดขายสูงถึง 3 แผ่นเสียงทองคำขาวในอเมริกา (“ Tripple Platinum”) อัลบัมชุดนี้ได้ทำงานกับโปรดิวเซอร์หลายท่าน เช่น บูต์ช วอลเคอร์ (Butch Walker) โปรดิวเซอร์ของเดอะ มาร์วีลัส ทรี (the Marvelous 3) เรน เมดา (Raine Maida) โปรดิวเซอร์ของอาวเวอร์ เลดี้ พีซ (Our Lady Peace) และดอน กิวมอร์ (Don Gilmore) โปรดิวเซอร์ของลินคิน พาร์ค (Linkin Park) และเพิร์ล แจม (Pearl Jam)
เธอเคยขึ้นปกนิตยสารมากมายหลายฉบับ (ไม่ว่าจะเป็นเซเว่นทีน,คอสโมโพลิแทน,แม็กซิม) และในนิตยสาร Canadian Business (2006) เธอขึ้นถึงอันดับ 7 ของชาวแคนนาดาที่มีอิทธิพลในฮอลลีวูด (powerful Canadians in Hollywood) เพลงของเธอจัดจำหน่ายไปแล้วมากกว่า 32 ล้านอัลบัมทั่วโลก ต่อมาเดือนกรกฎาคม 2006 เธอได้แต่งงานกับ "เดอริก วิบลีย์" แฟนหนุ่มนักร้องนำวง Sum 41 ในที่ดินส่วนตัวแถบมอนเทซิโต, แคลิฟอร์เนีย[1] ปัจจุบันเธอได้แยกทางกับเดอริกแล้ว โดยประกาศลงทาง myspace ของเธอเองหลังจากอยู่ด้วยกันมากว่า 6 ปี ข่าวนี้สร้างความตกใจให้กับแฟนเพลงของเธออย่างมาก
แอวริล ยังได้พากย์เสียงในการ์ตูนเรื่อง Over the Hedge ในบท Heather และในปี 2007 เธอกลับมาพร้อมกับอัลบัมใหม่ล่าสุด “The Best Damn Thing” ซึ่งเป็นผลงานลำดับที่สามของเธอ โดยอัลบัมใหม่นี้ เธอได้เปลี่ยนรูปแบบการร้องและแนวเพลงไปค่อนข้างมาก เธอกล่าวถึงแนวเพลงในอัลบัมนี้ว่า "เร็ว สนุกสนาน วัยรุ่น ก้าวร้าว มีความเชื่อมั่นสูง แนวดีๆ" [2] เพลง “ Girlfriend” เป็นเพลงที่แอวริลแต่งร่วมกับ Dr.Luke(โปรดิวเซอร์เดียวกับ Kelly Clarkson) และได้ถูกเลือกให้เป็นซิงเกิลแรกจากอัลบัม “The Best Damn Thing” นอกจากนั้น เธอยังได้ร้องเพลง "Keep Holding On" ซึ่งเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง Eragon(2006)
เพลง “ Girlfriend” สามารถขึ้นอันดับ 1 ในอเมริกา ซึ่งถือว่าเป็นเพลงอันดับ 1 เพลงแรกของเธอในอเมริกา ส่วนในอังกฤษเพลงนี้ขึ้นสูงสุดอันดับที่ 2 [3]
ล่าสุดเธอสร้างความดังอีกครั้งกับการถ่ายภาพลงหน้าปกนิตยสาร Blender ซึ่งในรูปเธอเหมือนเปลือยท่อนบน แต่เธอบอกว่า "ฉันไม่ได้เปลือยซะหน่อย ฉันใช้บอดีสูธคาดเอาไว้ที่หน้าอก แล้วพวกเขาก็ยังใช้แทกแปะทับอีกนะ!"[ต้องการอ้างอิง]
และล่าสุด วันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2553 มีการเปิดตัวหนังเรื่อง Alice in wonderlands ซึ่งเธอมีความเกี่ยวข้องโดยเธอร้องเพลงประกอบภาพยนตร์ มีชื่อเพลงว่า Alice เป็นเพลงที่ได้รับความนิยม และได้รับคำวิจารณ์ถึง 4 ดาว[ต้องการอ้างอิง


เยอะเกิ๊น


_________________
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ตอบโดยอ้างข้อความ
ตอบ  
nutto13 พิมพ์ว่า:
ไอคิวอ่ะ ไม่รู้นะ แต่เราว่าเรามากกว่าเธอเยอะ


อะไรมากกว่าคะ

ความโง่ เหรอ



_________________
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ตอบโดยอ้างข้อความ
ตอบ  
แนนซี่ พิมพ์ว่า:
nutto13 พิมพ์ว่า:
ไอคิวอ่ะ ไม่รู้นะ แต่เราว่าเรามากกว่าเธอเยอะ


อะไรมากกว่าคะ

ความโง่ เหรอ


อย่าโชว์โง่โดยการพิมพ์อะไรไร้แก่นสาร พูดถึงเรื่อง IQ


_________________
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ตอบโดยอ้างข้อความ
ตอบ  
badboy_narakmark พิมพ์ว่า:
poope พิมพ์ว่า:
badboy_narakmark พิมพ์ว่า:
palmbs พิมพ์ว่า:
แนนซี่ พิมพ์ว่า:
อีโป๊บจะด่าใครก็ย้อนมองตัวเองบ้างนะคะ

แต่ละคำที่พิมพ์มา มันสะท้อนถึงกำพืดเลยค่ะ

ไม่รู้โผล่มาจากโคลนตมที่ไหน

แต่ในเมื่อมาแล้ว แนนก็ขอเอาน้ำล้างตีน ล้างหน้าให้หร่อนนะคะ








เราเห็นด้วยคนนี้นิสัยเสียมากๆคนนึง


เป็นคนที่นกสองหัวคนนึง เหอๆ แต่ก็ยังแลดูมีระดับ เลวอย่างฉลาดกว่าอีน็อตโตะนะ 55555555


อย่าโชว์โง่ค่ะ แล้วอย่าเข้าใจผิดว่าเป็นใคร

ไม่อยากเสียเวลาสมเพช


มีบรรทัดไหนบอกว่าเธอเป็นใครเลย งงกะเมิง 555+ เมากาวเหรอ


ขอโทษนะคะ อย่ามาเล่นลิ้น สันดารเสีย

นกสองหัวคนหนึ่ง ไม่ทราบว่าเคยเอาเวลาไปรู้จักเมื่อไหร่ไม่ทราบ

แล้วอีหอยหลวมก็มาหาว่าเป็นร่างอวตาร

มีสมองคิดได้ ว่าพวกหล่อนหาว่าเดี้ยน เป็นอวตารอยู่

ขอโทษนะคะ บอร์ดนี้มีผู้เล่นใหม่ๆเข้ามาเสมอ

อย่าโลกแคบ

กูไม่มีไรจะเสียหรอกค่ะ แต่คนที่มึงเข้าใจผิดว่าเป็นกูด้วยความคิดพล่อยๆจะเสียหาย

เข้าใจตามนั้นนะคะ

ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ตอบโดยอ้างข้อความ
ตอบ  
29 แน่ๆคราวนี้ คริๆ

ประวัติ

[แก้]เข้าสู่วงการ
บริตนีย์ จีน สเปียรส์ เกิดที่เมืองแม็คคอมบ์ ในรัฐมิสซิสซิปปี แต่มาโตที่เมืองเคนต์วูด ในรัฐลุยเซียนา บริตนีย์ถูกเลี้ยงดูมาในแบบครอบครัวชาวคริสต์แบบติสต์ บริตนีย์เป็นบุตรสาวคนกลางของ เจมี่ พาร์เนลล์ สเปียรส์ ช่างก่อสร้าง และ ลินน์ ไอรีน บริดจส์ อดีตครูโรงเรียนชั้นประถม บริตนีย์มีพี่ชายคือ ไบรอัน และน้องสาวคือ เจมี่ ลินน์
[แก้]1991 เดินสาย
เมื่ออายุ 8 ขวบ บริตนีย์เดินทางไปแอตแลนต้า เพื่อคัดตัวเข้าร่วมรายการ มิคกี้ เม้าส์ คลับ ทางช่องดิสนีย์แชนนัล ซึ่งก็เข้าถึงรอบสุดท้าย แต่กลับถูกคัดออกในที่สุด เนื่องจากถูกพิจารณาว่า ยังเด็กเกินไป อย่างไรก็ดี โปรดิวเซอร์ของรายการได้แนะนำเธอให้กับโปรดิวเซอร์รายการในนิวยอร์กซิตี้ ที่ซึ่งเธอใช้เวลาในฤดูร้อนช่วงปิดภาคเรียนในโรงเรียนการแสดง จนได้รับบทในละครบรอดเวย์เรื่อง Ruthless ในปี ค.ศ. 1991[3]
เมื่ออายุ 13 ปี บริตนีย์ได้เดินทางไปเข้าร่วมคัดเลือกตัวในรายการ มิคกี้ เม้าส์ คลับ อีกครั้ง และคราวนี้เธอได้รับคัดเลือก บริตนีย์เป็นส่วนหนึ่งของ มิคกี้ เม้าส์ คลับ ร่วมกับ จัสติน ทิมเบอร์เลค ต่อมาได้เป็นอดีตแฟนหนุ่ม และคริสติน่า อากีเลร่า นักร้องที่ถูกเปรียบเทียบว่าเป็นคู่แข่งของเธอตลอดมา ไม่นานหลังรายการออกไปก็ถูกยุบในปีค.ศ. 1994 บริตนีย์จึงได้เดินทางกลับไปยังเคนต์วูด เพื่อเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนมัธยม
[แก้]1997 เข้าวงการ
ค.ศ. 1997 บริตนีย์ได้เข้าร่วมวงดนตรีหญิงล้วนที่มีชื่อ อินโนเซ้นต์ และได้เริ่มทำเดโม่เทป จนในที่สุดได้เซ็นสัญญากับต้นสังกัด ไจฟ์ เร็คคอร์ดส (ภาษาอังกฤษ Jive Record)ในปีเดียวกันนี้เอง และต่อมาก็ได้เล่นเปิดคอนเสิร์ตให้ วงเอ็นซิงก์และ แบ็คสตรีท บอยส์‎ซึ่งมี จัสติน ทิมเบอร์เลค เป็นนักร้องนำในวงด้วย
บริตนีย์ ได้ร่วมงานกับ แม็กซ์ มาร์ติน โปรดิวเซอร์จากสวีเดนที่สร้างชื่อให้กับแบ็คสตรีท บอยส์‎และ เอริค ฟอสเตอร์ ไวต์ ที่เคยร่วมงานกับ วิทนีย์ ฮูสตัน มาแล้ว เพลงแรกที่เริ่มบันทึกเสียงกันคือ เบบีวันมอร์ไทม์ เป็นการประกาศตัวในฐานะนักร้องหญิง
[แก้]2541 – 2543:พรมแดงแห่งเจ้าหญิง


ภาพจากมิวสิกวิดีโอเพลง Baby One More Time
ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2541 ได้เปิดตัวซิงเกิ้ลแรกของเธอ Baby One More Time สามารถขึ้นไปถึงอันดับ 1 ในชาร์ตบิลบอร์ดของสหรัฐอเมริกา [4] ซิงเกิลนี้เป็นซิงเกิ้ลที่ทำให้เธอ กลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยเราด้วย โดยนิตยสารโรลลิงสโตนและเอ็มทีวีได้จัดอันดับเพลงนี้ให้อยู่ในลำดับที่ 25 ของ 100 เพลงป๊อปที่ดีที่สุดตลอดกาล
สำหรับ ...Baby One More Time อัลบั้มแรกที่ใช้ชื่อเดียวกันกับซิงเกิลเปิดตัวได้ออกวางจำหน่ายในช่วงต้นปี พ.ศ. 2542 โดยตัวอัลบั้มเปิดตัวที่อันดับ 1 ใน บิลบอร์ดชาร์ต สาขาอัลบั้มยอดเยี่ยม [4]
"Sometimes" ซิงเกิ้ลต่อมา ติดอันดับ 5 ในอังกฤษ
"(You Drive Me) Crazy" ขึ้นอันดับ 10 ในอเมริกา และ อันดับ 5 ในอังกฤษ
"Born to Make You Happy" ที่สามารถขึ้นอันดับ 1 ในอังกฤษได้
ในอัลบั้มชุดนี้เธอถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลแกรมมี่ 2 สาขาคือ ศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยม และศิลปินเพลงป็อปหญิงยอดเยี่ยม
ยังได้รับหลายรางวัลดังนี้
รางวัลนักร้องหญิงดีเด่น (Best Female Artist)
รางวัลศิลปินหน้าใหม่ดีเด่น (Best Breakthrough Act)
รางวัลการแสดงป็อปดีเด่น (Best Pop Act)
รางวัลเพลงดีเด่น (Best Song)
งานเอ็มทีวี ยุโรป มิวสิก อวอร์ดสที่ดับลิน
หลังจากประสบความสำเร็จอย่างสูงจากอัลบั้มชุดแรก บริตนีย์ก็กลับเข้าสตูดิโอในช่วงฤดูร้อนปี พ.ศ. 2542 เพื่อบันทึกเสียงอัลบั้มชุดใหม่ Oops!... I Did It Again ซิงเกิ้ลแรกจากอัลบั้มชุดที่ 2 เพลงOops!... I Did It Again สามารถขึ้นสู่อันดับสูงที่สุดในอเมริกา และอัลบั้มขายขายดีอันดับ 1 โดยสัปดาห์แรกสามารถขายได้ถึง 1.3 ล้านหน่วย ซิงเกิ้ลต่อๆมา "Lucky", "Stronger"และ "Don't Let Me Be The Last To Know" ทุกเพลงได้รับการตอบรับจากแฟนเพลงเป็นอย่างดี
[แก้]เปิดตัวราชินี
ปี 2000 บริทนีย์ได้ขึ้นการแสดงของงาน เอ็มทีวี มิวสิกอวอร์ด 2000 ที่เธอได้ขึ้นไปร้องเพลง Oops! i did it again แบบรีมิกซ์โดยเปิดตัวในชุดเรียบสีดำและเมื่อร้องไปได้ไม่นาน เธอได้เปลี่ยนชุด เป็นชุดยาวสีขาวแทน โดยมีนัยว่า "บริตนีย์ ไม่ได้เป็นเด็กสาวอีกต่อไป แต่จะเป็นผู้หญิงเต็มตัว"
[แก้]2544 – 2547: ราชินีป็อปแดนซ์
เดือนพฤศจิกายน 2544 เธอออกอัลบั้มชุดที่ 3 "Britney" เปิดตัวที่อันดับ 1 ในอเมริกาโดยยอดขายในสัปดาห์แรกคือ 746,000 แผ่น มีซิงเกิ้ลแรกคือ "I'm a Slave 4 U" ที่ The Neptunes มาช่วยแต่งและโปรดิวซ์ให้ ถึงแม้ว่าตัวอัลบั้มจะไม่ประสบความสำเร็จเช่นเคย แต่เป็นก้าวสำคัญในด้านการพัฒนาฝีมือ โดยบริตนีย์ได้ร่วมแต่งเพลงในอัลบั้ม 5 เพลง
ใน กุมภาพันธ์พ.ศ. 2545 เธอได้มีผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกและเรื่องเดียว ชื่อเรื่องว่า ครอสโรดส์ (Crossroads) ต่อมาในเดือนมีนาคม เธอได้ประกาศเลิกจัสติน ทิมเบอร์เลคที่คบกันมานาน
ในระหว่างทัวร์คอนเสิร์ต Dream Within a Dream Tour ที่เม็กซิโก บริตนีย์ได้หยุดเล่นคอนเสิร์ตกลางคัน อันเนื่องจากสภาพอากาศที่เลวร้ายและเมื่อจบทัวร์ บริตนีย์ได้ออกมาประกาศเธอต้องการจะหยุดพักชั่วคราวในปีนี้เอง ความสำเร็จขอบริตนีย์ได้รับการตอกย้ำอีกครั้ง เมื่อนิตยสาร ฟอร์ส ได้จัดอันดับเธอให้เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก
เธอได้ร่วมแสดงในงาน เอ็มทีวี วีดีโอ มิวสิก อวอร์ดส ปี 2003 ร่วมกับมาดอนน่า และ คริสติน่า อากีเลร่า ในเพลง "Like a Virgin/Hollywood" โดยมาดอนน่าได้จูบ บริตนี่ย์ ก่อนที่จะจูบ คริสติน่า อากีเลร่า เป็นข่าวที่สร้างประแสให้กับคนทั้งโลก


บริตนีย์ สเปียรส์ ปี 2003
พฤศจิกายน 2546 เธอได้ออกอัลบั้มชุดที่ 4 "In the Zone" แนวเพลงมีการเพิ่ม synthpop มากขึ้น ยังได้ศิลปินชื่อดังอย่าง Moby และ R. Kelly มาช่วยแต่งเพลงด้วย In the Zone ขึ้นอันดับ 1 ในอเมริกาในสัปดาห์แรกด้วยยอดขายมากกว่า 609,000 แผ่น ทำให้เธอได้เป็นศิลปินหญิงคนแรกที่มีการเปิดตัวอัลบั้มเในชาร์ทอันดับ1 ถึง 4 อัลบั้ม
ซิงเกิ้ลแรก"Me Against the Music" โดยทำงานร่วมกันกับ มาดอนน่าโดยสร้างปรากฏการฮิตต่อเนื่องโดยสามารถอยู่บนชาร์ตของ TRL เป็นเวลากว่า 9 สัปดาห์
ซิงเกิ้ลที่ 2 "Toxic" เป็นเพลงที่สร้างความสำเร็จให้กับอัลบั้มนี้เป็นอย่างมากสามารถเข้ามาอยู่ในท็อปเทนของบิลบอร์ด ฮ็อต 100
ซิงเกิ้ลที่ 3 "Everytime" สามารถเข้าสู่ท้อปชาร์ตอังกฤษ โดยขึ้นอันดับ 1 อย่างสง่างาม โดยยอดขายรวมของอัลบั้มนี้ขายได้กว่า 10 ล้านก๊อปปี้
ในปีเดียวกันนั้นเธอก็มีคอนเสิร์ตจากอัลบั้มIn The Zone ชื่อว่า The Onyx Hotel Tour ถือได้ว่าเป็นคอนเสริตเดียวที่ติดเรทและไม่มีการบันทึกการแสดงสดเลย ยดเว้นการถ่ายทอดและการบันทึกเทปของผู้เข้าชมเท่านั้น โดยเป็นคอนเสริตแรกของบริตนีย์ที่เปิดจองบัตรเพียง 26 นาทีแรกของวันแรกก็สามารถจำหน่ายบัตรได้หมดทุกที่นั่ง แต่หลังจากการเล่นคอนเสริตที่ นิวยอกซ์ได้มีการถ่ายมิวสิกวีดีโอใหม่ ซึ่งบริตนีย์ได้รับอบัติเหตุจนไม่สามารถเล่นคอนเสริตต่อได้ จึงยกเลิกทัวส์ที่เหลือทั้งหมด และทัวร์นี้ของเธอก็ได้ทำลายสถิติคอนเสิร์ต Britney Spears live in Las Vegas "Dream within a dream tour" ของตัวเอง ทำรายได้มากกว่าเดิม 113 ล้านเหรียญสหรัฐ
บริตนีย์ออกผลงานรวมฮิตที่มีชื่อว่า Greatest Hits: My Prerogative อัลบั้มขึ้นอันดับ 4 ได้มีการร้องเพลงใหม่เพิ่มในชื่อเพลง "My Prerogative" และ "Do Somethin'" การวางขายในอเมริกาสามารถจำหน่ายได้มากถึง 255,000 แผ่นภายในสัปดาห์เดียวและนี่เป็นอัลบั้มที่สามารถจำหน่ายได้มากกว่า 8 ล้านแผ่นทั่วโลก ได้รับการขายที่เรียกว่า แพตตินัม
[แก้]2550 - 2551: กลับสู่เวที
บริตนีย์ สเปียรส์ ออกซิงเกิ้ลใหม่ คือ Gimme More ซึ่งเป็นซิงเกิลนำในอัลบั้มที่ 5 โดยเธอได้แสดงในงานเอ็มทีวี วิดีโอ มิวสิก อวอร์ดส 2007 แต่ด้วยการจากเวทีของเธอยาวนานเกินไป จนทำให้หลายคนล้มเลิกความตั้งใจในการเป็นแฟนคลับ และ เป็นการเปิดตัวที่แย่ที่สุด แต่ก็มีหลายฝ่ายที่ยืนมือมาช่วยเธอเพื่อกลับมายืนที่เดิมอีกครั้ง โดยการทำให้หลายคนยอมรับ โดยหนังในนิตยสาร Us รายงานว่า "มันเลวร้ายเสียจนตัวเธอเองก็อดไม่ได้ที่จะหัวเสียต่อการแสดงของเธอเมื่อเข้าไปหลังเวที แต่เธอจะทำอะไรได้เมื่อการแสดงที่เธอหวังจะใช้มันเรียกคืนวันเก่าๆ ของเธอกลับมาได้ส่งไปสู่สายตาชาวโลกนับล้าน" [5] แต่ขณะที่กรรมการรายการอเมริกันไอดอลอย่าง ไซมอน โคเวล ออกมาให้ความเห็นว่า "เธอขโมยความสนใจของงานนั้นไปทั้งหมด ไม่ว่าคุณจะปลื้มมันหรือไม่ เพราะสิ่งที่คุณได้ยินหลังจากวันนั้นจะมีแต่เรื่องของเธอเท่านั้น มันไม่ใช่การแสดงที่ดีที่สุด เธอยังไม่พร้อมสำหรับมัน แต่มันก็กลายเป็นสิ่งที่สร้างความสนใจให้กับตัวเธอมากกว่าศิลปินคนใดบนโลกใบนี้ใน 48 ชม.ที่ผ่านมาก็แล้วกัน" [6]
Gimme More เพลงนี้โปรดิวซ์โดย เนท “แดนจา” ฮิลส์ ( ที่เคยทำงานกับเนลลี เฟอร์ทาโด และ ทิมบาแลนด์ มียอดขายดาวน์โหลดที่ iTunes มากถึง 179,000 โหลดในสัปดาห์แรกส่งผลให้เพลงนี้ติดอันดับ 1 ในชาร์ททันที เพลงนี้ขึ้นจากอันดับ 68 เป็นอันดับ 3 ในชาร์ทบิลบอร์ด
อัลบั้ม Blackout วางแผงในวันที่ 30 ตุลาคม ค.ศ. 2007 หลังจากที่เพลงของเธอถูกมือดีปล่อยงานเพลงของเธอทางอินเทอร์เน็ตหลายเพลง แต่เป็นเดโมที่ตักต่อยังไม่เสร็จทำให้ต้นสังกัด Jive Record ต้องเลื่อนการวางแผงอัลบั้มของเธอจากเดิมไปเป็นวันที่ 6 พฤศจิกายน ค.ศ. 2007 โดยมีการเพิ่มรานยการตัดต่อเพลงเพิ่มเข้าไปใหม่ โดยผลงานชุดนี้ได้ร่วมงานกับโปรดิวเซอร์และนักแต่งเพลงมือดีหลายราย ไม่ว่าจะเป็น เพลง ‘Heaven on Earth’ โปรดิวซ์โดยโปรดิวเซอร์รุ่นใหม่ไฟแรง Freescha และ Kara DioGuardi ที่สร้างชื่อจากเพลง ‘Walk Away’ ของเคลลี่ คลาร์กสัน
ซิงเกิ้ล 2 เพลง "Piece of Me" โปรดิวซ์โดย Bloodshy & Avant โดยเพลงนี้เป็นเพลงส่วนตัวที่สุดเท่าที่บริตนีย์ร้องมา โดยมีเนื้อหาส่วนใหญ่จากช่วงชีวิตที่ตกต่ำของเธอนั้นเอง เช่นกัน นิตยสาร Entertainment Weekly ของอเมริกา พูดถึงเพลงนี้ไว้ว่าเป็นเพลงที่ “ดุดัน” และ “ส่วนตัว” มากที่สุดเพลงหนึ่งของบริตนีย์ //เนื้อหาของเพลงพูดถึงการที่นักข่าวคอยจับตามองเธอในทุกย่างก้าว ไม่ว่าเธอจะขยับตัวทำอะไรก็เป็นข่าวตลอดเวลา (I’m Miss American dream Since I was seventeen don’t matter if I step on the scene or sneak away to the Philippines they still gon put pictures of my derriere in the magazine You-want-a-piece-me?) // จากผลงานชุดนี้เองทำให้เธอได้รับ 3 รางวัลใหญ่จากเอ็มทีวี วิดีโอ มิวสิก อวอร์ดส 2008ในสาขาวิดีโอแห่งปี อีก 2 รางวัลคือ วิดีโอจากศิลปินหญิงยอดเยี่ยม และ วิดีโอเพลงป๊อปยอดเยี่ยม จากมิวสิกวิดีโอเพลง "Piece of Me"[7] โดยทำให้ทุกคนแสดงให้เห็นว่าไม่ว่าคุณจะเป็นอะไรแต่ถ้าพร้อมที่ยอมรับมันก็จะมีคนคอยช่วยเหลือคุณอยูเสมอ โดยทั้งความพยายามของ บริตนีย์ และ ต้นสังกัด Jive เองก็ได้ช่วยเหลือกันเพื่อทำให้กลับมาที่จุดนี้ได้ ถึงแม้ว่าจะมีแฟนคลับของเธอบางคนที่เลิกขอบเธอ หันไปชอบนักร้องคนอื่นแทน แต่ก็ยังมีแฟนคลับหลายๆคนที่เฝ้ารอให้บริตนี่ย์กลับมาเป็นบริตนี่ย์ที่ดี สวย เก่ง เมือนเดิม
[แก้]2551-2552 กลับสู่วงการ
ปีค.ศ. 2008 บริตนีย์ออกอัลบั้มชุดที่ 6 ชื่อว่า เซอร์คัส ที่มีซิงเกิลแรกอย่าง "วูแมนไนเซอร์" ซึ่งสามารถขึ้นไปถึงอันดับหนึ่งในบิลบอร์ด เช่นเดียวกับตัวอัลบั้ม เซอร์คัสขึ้นอันดับหนึ่งในชาร์ต ฝั่งอัลบั้มได้ในสัปดาห์ที่วางจำหน่าย พร้อมทั้งการตอบรับการรายการต่างมากมายทั้งอเมริกาและทางฝั่งเอเชีย อย่าง ญี่ปุ่นและเกาหลี มีความสนใจในอัลบั้มใหม่นี้เป็นจำนวนมาก โดยมีการเชิญบริตนีย์มาแสดงสดหลายรายการ เช่น Hallo Amaticar และรายการหลายรายการก็รวมกันโปรโมตอัลบั้มนี้เป็นอย่างมาก ในเดือนเมษายน2008 ได้มีการประกาศแสดงคอนเสริตโดยมีนักน้องรับเชิญ PCD พุชชี้แคช และเวทีที่ออกแบบได้ยอดเยี่ยมที่สุด โดยจากการวางขายบัตรสามารถทำยอดได้มากที่สุดในคอนเสริตทั้งหมดของ ปี 2009 ถึงแม้ว่าคอนเสิร์ตนี้บริตนี่ย์จะลิปซิ้งค์ซะส่วนใหญ่ แต่คอนเสิร์ตนี้ไปที่ประเทศไหนๆ บัตรก็จะขายหมดเกือบทุกรอบ
[แก้]2554 การกลับมาอีกครั้งที่โลกตะลึง
ปีค.ศ.2011 บริตนี่ย์ออกอัลบั้มชุดที่ 7 ที่เธอใช้ชื่อว่า ฟาม ฟาเตล ซึ่งเปิดซิงเกิลด้วยเพลง "โฮลด์อิทอกานสต์มี" ซึ่งเปิดตัวในวันที่ 11 มกราคม 2011 นักฟังเพลงทั่วโลกต่างต้องตะลึงในอาการอ้าปากค้างกันเป็นแถว เนื่องจากบริตนีย์ สเปียร์ส ส่งซิงเกิ้ลแรกเปิดให้ดาวน์โหลดเป็นครั้งแรกใน iTunes และภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้นก็สามารถขึ้นอันดับ 1 บนชาร์ตเพลงฮิตของ iTunes กว่า 10 ประเทศทั่วโลก ทั้งอเมริกา, คานาดา เม็กซิโก นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส อิตาลี สเปน เบลเยียม สวีเดน นอร์เวย์ ฟินแลนด์ เดนมาร์ก กรีซ และโปรตุเกส ด้วยยอด 411,000 ดาวน์โหลดในสัปดาห์แรก ทำสถิติเป็นซิงเกิ้ลที่มียอดขายในสัปดาห์แรกสูงสุดสำหรับศิลปินหญิง และจากการโหลดกระหน่ำของแฟนเพลงก็ทำให้เซิร์ฟเวอร์ทรงพลังของ iTunes ถึงกับล่มชั่วคราวเลยทีเดียว แถมซิงเกิ้ลนี้ยังเปิดตัวด้วยการยึดอันดับ 1 บนชาร์ต Billboard Hot 100 Singles ทำให้เธอกลายเป็นศิลปินคนที่ 2 ของโลก (ต่อจากป้า มารายห์ แครี่) ที่มีซิงเกิ้ลแรกพุ่งขึ้นอันดับ 1 บนบิลบอร์ดมากกว่า 1 เพลง! ทุบทำลายสถิติในประวัติศาสตร์วงการเพลง มันคือผลผลิตจากน้ำมือของ 3 สุดยอดเจ้าพ่อเพลงป๊อบ แมกซ์ มาร์ติน และดร.ลุค มันคือส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างความสนุกของดนตรีแดนซ์ ซาวนด์ดนตรีที่ตื๊ดถึงใจคนฟังยุคนี้ เนื้อหาที่หวือหวาเร่าร้อน น้ำเสียงที่เย้ายวนของบริตนีย์ และภาพลักษณ์ความเซ็กซี่ที่ฟูมฟักมาจนเข้าที่เข้าทาง เรื่องมันเริ่มขึ้นมาหลังจากเดโม่เพลงนี้ (เล่นโดย McKee) เกิดรั่วไหลออกมาในโลกไซเบอร์ ในวันที่ 10 ม.ค. 2011 ทางต้นสังกัดจึงได้มีการปล่อยเพลงเวอร์ชั่นเต็มออกโปรโมต และเปิดให้ดาวน์โหลดทั่วโลกกันในวันถัดมา และด้วยส่วนผสมของความลงตัวที่บอกไปข้างต้น จึงทำให้สาวกบริตนีย์ที่อัดอั้นอยากฟังเพลงใหม่ของเธอมาหลายปี ถึงกับแห่แหนกันโหลดอย่างที่ว่า แม้กระแสมหาชนส่วนใหญ่จะชื่นชม แต่ก็มีคนบางส่วนที่ออกมาวิจารณ์เพลงนี้อย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะเนื้อหาที่ออกจะล่อแหลมยั่วยุอารมณ์ใคร่อยู่ไม่น้อย
ซิงเกิลที่ 2 ของเธอคือ "ทิลเดอะเวิลด์เอนด์ส" ก็มาแรงไม่แพ้กัน ขึ้นชาร์จบิลบอร์ดครั้งในอันดับที่ 11 แล้วก็ลงมาเรื่อยๆ จนกระทั่งมิวสิควิดีโอเพลงนี้ได้เปิดออกมาให้แฟนๆได้ชม ก็สามารถขึ้นไปอยู่ในอันดับที่ 8 ได้ สัปดาห์ต่อมาก็พรุ่งแรงขึ้นไปอยู่ในอันดับที่ 3
ฟาม ฟาเตล เวิล์ด ทัวร์ ทัวร์ครั้งนี้ ทำให้โลกต้องตกตะลึงเธอ เนื่องจาก บัตรคอนเสิร์ตของเธอนั้นขายหมดภายใน 10 นาที
[แก้]ชีวิตส่วนตัว

ต้นปี ค.ศ. 2002 ความสัมพันธ์ของบริตนีย์ สเปียรส์กับแฟนหนุ่มจัสติน ทิมเบอร์เลค ที่คบกันมากว่า 4 ปี ก็ได้ยุติลง ต่อมาในวันที่ 3 มกราคม ค.ศ. 2004 บริตนีย์ตกเป็นข่าวครึกโครมอีกครั้ง หลังจากที่เธอแต่งงานกับเพื่อนวัยเด็ก เจสัน อัลเลน อเล็กซานเดอร์ ในลาสเวกัส ก่อนที่ทีมทนายของเธอจะยื่นต่อศาลขอไห้การแต่งงานดังกล่าวเป็นโมฆะ เนื่องด้วยบริตนีย์ไม่มีสติสัมปชัญญะในระหว่างที่กระทำการ ทำไห้ชีวิตการแต่งงานของเธอครั้งนี้มีอายุแค่ 55 ชั่วโมงเท่านั้น
ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2004 บริตนีย์หมั้นกับ แดนเซอร์เควิน เฟเดอร์ไลน์ หลังจากรู้จักกัน 3 เดือน และได้แต่งงานกันในวันที่ 6 ตุลาคม และในเดือนเมษายน ค.ศ. 2005 เธอประกาศว่าเธอตั้งท้องลูกคนแรก และคลอดลูกชายคนแรก ฌอน เพรสตัน เฟเดอร์ไลน์ เมื่อ 14 กันยายน ค.ศ. 2005 ที่โรงพยาบาลในซานตาโมนิก้า วันที่ 12 กันยายน ค.ศ. 2006 เธอได้คลอดลูกชายคนที่ 2 เจย์เดน เจมส์ เฟเดอร์ไลน์ ในนครลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย
บริตนีย์ออมมายอมรับว่าเธอได้หย่าร้างกับเควิน เฟเดอร์ไลน์ ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2006 พร้อมกับเธอรับเป็นผู้เลี้ยงดูบุตรทั้ง 2 คน
เดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2007 บริตนีย์สร้างข่าวช็อกแฟนเพลงมากมายโดยเริ่มจากการมีรายงานว่าเธอเข้าบำบัดที่ศูนย์ครอสส์โรดในหมู่เกาะแคริบเบียน และเริ่มทำตัวหลุดโลกโดยเริ่มจากตัดผมตัวเองจนหมดในทาร์ซานา แคลิฟอร์เนียเพื่อโกนหัว ก่อนจะไปสักลายใหม่ [8]
บริตนีย์ต้องเสียสิทธิในการเลี้ยงดูลูกทั้งสองชั่วคราว ซึ่งก่อนหน้านี้ศาลได้ให้บริตนีย์สามารถนำบุตรชายทั้ง 2 มาอยู่ด้วยอาทิตย์ละ 1 ครั้ง และท้ายที่สุดบริตนีย์ถูกระงับสิทธิ์นี้ดังกล่าว
[แก้]อาชีพและรายได้



Curious น้ำหอมของบริตนีย์
อาชีพหลักของบริตนีย์ที่เป็นที่รู้จักคืออาชีพนักร้อง ทำเงินได้ถึง 26.5 ล้านเหรียญ สัญญาของเธอที่ได้จากค่าย Zomba Records จากผลงานอัลบั้มชิ้นล่าสุดอย่าง Into the Zone นั้นมากถึง 6.72 ล้านเหรียญ ซึ่งรายได้สุทธิจากการทัวร์อัลบั้มดังกล่าวมียอดถึง 20 ล้านเหรียญทีเดียว ค่าลิขสิทธิ์ทางดนตรีที่เธอได้รับจากมิวสิกวีดีโอและการโฆษณาทำให้เธอได้รับเงิน 6 หมื่นเหรียญต่อปี เธอยังมีทรัพย์สินฝากไว้ธนาคารดอกเบี้ยสูง 6 แห่งถึง 33.25 ล้านเหรียญ
สัญญาที่ได้ได้รับจากสินค้าต่างๆ ก็มีไม่น้อย ทั้งที่เคยทำลายสถิติสูงสุดมาแล้วจากโฆษณาของเป๊ปซี่ที่ทำเอาไว้เมื่อปี 2001 ด้วยรายได้ 9.27 ล้านเหรียญ รวมทั้งจากสินค้าอย่าง ซัมซุง โตโยต้า คีริง Proactiv, Skechers และ Nabisco ที่รวมได้มูลค่ากว่า 21.6 ล้านเหรียญ การร่วมงานกับเครื่องสำอางดังยี่ห้อเอลิซาเบธ อาร์เดน ( Elizabeth Arden) เมื่อปี 2547 ที่เธอได้เปิดตัวสินค้าในนามของบริตนีย์ ที่มีน้ำหอม คือ Curious น้ำหอมขายดี รวมทั้งผลิตภัณฑ์บำรุงผิวและเครื่องสำอางต่างๆ วางขาย ทำให้เธอได้ค่าลิขสิทธิ์ครั้งนั้นไป 16.7 ล้านเหรียญ ซึ่งรับประกันได้ว่าเธอจะได้รายได้ต่อปีตั้งแต่ 1.96 ถึง 2.94 ล้านเหรียญ จนกว่าสัญญาจะสิ้นสุดลงในปี 2552
บริตนีย์ มีบ้านของตัวเอง 4 หลัง ทั้งในมาลิบูและออร์แลนโด รวมทั้งที่ดินเป็นป่ากว้างใหญ่ในหลุยส์เซียนา ซึ่งรวมมูลค่าทั้งหมด 22.6 ล้านเหรียญ
เธอยังมีรายได้อีก 6.5 ล้านเหรียญ จากการปรากฏตัวทางรายการโทรทัศน์ รวมกับสัญญาที่ได้จากนิตยสารและภาพยนตร์ รวมทั้งที่ได้ 3 ล้านเหรียญจากการแสดงใน Crossroads หนังเรื่องแรกและเรื่องเดียวของเธอ
ในช่วงที่เธอออกผลงานอัลบั้ม Blackout ที่ดูไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่ และเธอก็ไม่ได้หาเงินจากการทัวร์คอนเสิร์ต แต่เธอก็ยังมีรายได้ จากการไปปรากฏตัวตามงานต่างๆ แมกกาซีน เช่น Pure Nightclub คลับดังที่ลาสเวกัส ขายโต๊ะใกล้โต๊ะของบริตนีย์ได้ราคาถึง 50,000 เหรียญฯ บริตนีย์หาเงินได้ตั้งแต่ 250 เหรียญฯ ถึง 100,000 เหรียญฯ จากการนั่งให้ถ่ายภาพ ทางโฟโต้ เอเจนซี่ยักษ์ใหญ่ x17 มีทีมคอยตามบริตนีย์ทั้งวันทั้งคืน ซึ่งนับเป็น 30% ของรายได้ทั้งหมดที่เธอได้มาจากพวกตากล้อง และในปี 2007 ปีเดียว ทาง X17 ก็ขายภาพของบริตนีย์ได้ถึง 2.5 ล้านเหรียญฯ รวมทั้งภาพบริตนีย์โกนหัวซึ่งมีราคาถึง 500,000 เหรียญฯ และ นิตยสารต่างๆ ที่เธอให้สัมภาษณ์เช่น People,Us Weekly, In Touch, Life & Style, OK! และ Star รวมทั้งหมด 175 ครั้งใน 78 สัปดาห์ เธอได้ค่าตัวถึง 360 ล้านเหรียญฯ และพวกหนังสือพิมพ์แทบลอยด์ที่เธอขึ้นปกอีกหลายเล่ม[9]
[แก้]ผลงานเพลง

[แก้]สตูดิโออัลบั้ม
...Baby One More Time (1999)
Oops!... I Did It Again (2000)
Britney (2001)
In the Zone (2003)
Blackout (2007)
Circus (2008)
Femme Fatale (2011)
[แก้]อัลบั้มรวมเพลง
Greatest Hits: My Prerogative (2004)
B in the Mix: The Remixes (2005)
The Singles Collection (2009)
[แก้]ดีวีดี
1999: Time Out with Britney Spears
2000: Live and More!
2001: Britney: The Videos
2002: Live from Las Vegas
2004: In the Zone
2004: Greatest Hits: My Prerogative
2005: Britney & Kevin: Chaotic
2008: Circus On Stage แถมพร้อมอัลบั้มCircusDeluxe Edition เท่านั้น
2009: Britney Spears :For The Record





_________________
You better work, bitch
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ตอบโดยอ้างข้อความ
ตอบ  
nutto13 พิมพ์ว่า:
ไอคิวอ่ะ ไม่รู้นะ แต่เราว่าเรามากกว่าเธอเยอะ


ขนาดการใช้ชีวิตอย่างผู้ดี
การใช้ชีวิตในโลกทางสังคมยังไม่มีเลย
จะให้คนอื่นเชื่อได้อย่างไรว่าฉลาด
เห็นมานัดต่อนัดแล้วคนทีบอกว่าตัวเองฉลาด
มันก็แค่บอกว่าตัวเองฉลาดสวนทางกับความจริง
ที่จริงๆแล้วแพ้แล้วพาลเปลี่ยนประเด็น
มุกเยอะดีนะ เดี๋ววเอาผัวมาเล่น เดี๋ยวเอาไอคิวมาเล่น
ถ้ารู้จักชั๊นจริงๆ ไม่ได้บอกว่าฉลาดนะ แต่ก็เอาตัวรอดได้
จบมาก็คงรักษาหล่อนได้ มีจรรยาบรรณพอ
Happy



แก้ไขล่าสุดโดย badboy_narakmark เมื่อ Mon May 30, 2011 10:31 pm, ทั้งหมด 2 ครั้ง

_________________
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว ชมเว็บส่วนตัว MSN Messenger
ตอบโดยอ้างข้อความ
ตอบ  
nutto13 พิมพ์ว่า:
แนนซี่ พิมพ์ว่า:
nutto13 พิมพ์ว่า:
ไอคิวอ่ะ ไม่รู้นะ แต่เราว่าเรามากกว่าเธอเยอะ


อะไรมากกว่าคะ

ความโง่ เหรอ


อย่าโชว์โง่โดยการพิมพ์อะไรไร้แก่นสาร พูดถึงเรื่อง IQ


ถ้าจะเอาเรื่องอีกาก้ามาเป็นตัววัดมาตรฐานไอคิว

แนนว่า มันโคตรงี่เง่าอ่ะค่ะ

อย่าเรียนเลยค่ะ ระดับอุดมศึกษา

นั่งกันคิ้วต่อเหอะ



_________________
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ตอบโดยอ้างข้อความ
ตอบ  
หมดมูดแล้ว


_________________
private ladies for verified hookups - https://privateladyescorts.com - chat with sexy singles
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว ส่ง Email ชมเว็บส่วนตัว หมายเลข ICQ
แสดงเฉพาะข้อความที่ตอบในระยะเวลา:
ตอบ หน้า 47 จาก 58
ไปที่หน้า ก่อนหน้า  1, 2, 3 ... 46, 47, 48 ... 56, 57, 58  ถัดไป
คุณไม่สามารถสร้างหัวข้อใหม่
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
คุณไม่สามารถแก้ไขข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลบข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลงคะแนน
  


copyright : forwardmag.com - contact : forwardmag@yahoo.com, forwardmag@gmail.com