Harry Potter and the Deathly Hollows Part 1: เขานั้นจะมีอำนาจที่เจ้าแห่งศาสตร์มืดหารู้จักไม่....
นับว่าเป็นโชคดีและโชคร้ายในเวลาเดียวกันของแฟนๆ แฮรร์รี่ พอตเตอร์ ที่ตอนสุดท้ายในซีรีย์ชุดนี้ที่ชื่อว่า เครื่องรางยมทูต ถูกแบ่งออกเป็นสองท่อน โชคดีก็คือภาพยนตร์สามารถใส่รายละเอียดได้มากขึ้นเพื่อเพิ่มความสมบูรณ์และความสมเหตุสมผลของเนื้อเรื่องรวมถึงตัวละคร แต่ข้อเสียก็คือครึ่งหลังที่น่าจะเป็นจุดสุดยอดของเรื่องสร้างความโหยหาอยากชมอย่างมหาศาลแต่กลับต้องรอไปอีกหลายเดือน จนอาจเกิดเป็นความทรมานและหงุดหงิดหัวใจไม่ใช่น้อย
แต่หากมองข้ามกาลเวลาและคำว่า ภาคต่อ จากซีรีย์ชุดนี้ และมองให้เป็นภาพยนตร์เรื่องยาวเรื่องเดียวไปเลยนั้น อาจเกิดมุมมองใหม่ที่น่าสนใจมากมาย เมื่อมองทะลุให้ถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงของแต่ละตัวละคร จุดประสงค์ที่แท้จริงของผู้กำกับ และจุดประสงค์ที่แท้จริงของผู้แต่ง แล้วจะมองเห็นได้ว่า ซีรีย์ชุดนี้สามารถนำเสนออะไรบ้าง นอกจากความบันเทิง
จากผู้กำกับทั้งสี่คนที่ได้คุมบังเหียนแฮร์รี่ พอตเตอร์ ฉบับภาพยนตร์ เดวิท เยทส์ ได้เป็นผู้ที่กำกับมากตอนที่สุดและเป็นตอนที่สำคัญที่สุดอีกด้วย ซึ่งผลงานที่ออกมานั้นถึงจะไม่ถูกใจแฟนๆ ทุกกลุ่ม แต่ก็ต้องยอมรับว่าสิ่งที่เขาทำได้ดีมากในหน้าที่นี้ก็คือ สามารถใส่อารมณ์ของภาพยนตร์ได้ลื่นไหลไปในทิศทางเดียวกัน ต่อเนื้อกัน อารมณ์ที่นุ่มลึกของตัวละครถูกหยิบยกมาจากหนังสือได้สนุกสนาน และชัดเจน และเครดิตชิ้นโตที่หลายคนมองข้ามก็คือ การปูทาง เพราะเดวิท เยทส์ ไม่ได้กำกับภาพยนตร์ทีละเรื่อง แต่เขานำงานทั้งหมดของเขามาเทรวมกัน แล้วลำดับความสำคัญของสิ่งต่างๆ ในเนื้อเรื่องแล้ว ทยอยเล่าออกมาทีละตอนมากกว่า หลายๆฉากในภาคีนกฟินิกซ์ และเจ้าชายเลือดผสม อาจไม่สมเหตุสมผลเท่าไหร่หากดูจบในตอนนั้นๆ แต่หากดูให้จบถึงเครื่องรางยมทูตแล้วจึงหยิบตอนเหล่านั้นกลับมาดูใหม่ จะทำให้คุณเข้าใจการปูทางของผู้กำกับคนนี้มากขึ้นว่าเหตุใด ต้องจัดวางสิ่งต่างๆไว้ตรงนั้นบ้าง ตรงนี้บ้าง คุณจะเข้าใจว่า การเปิดฉากในตอนเจ้าชายเลือดผสมนั้นคืออะไร การบุกทำลายร้ายขายไม้กายสิทธิ์นั้นไม่เพียงแต่เพื่อความสนุกในฉากเปิดเรื่อง แต่มันสืบเนื่องถึงแผนการจอมมารในภาคถัดมา และหากหยิบมาดูบ่อยครั้งเข้า คุณอาจจะเห็นอะไรอีกหลายอย่างผู้กำกับปูทางเอาไว้รอการเฉลยที่ยิ่งใหญ่กว่าในตอนสุดท้ายของเนื้อเรื่องที่กำลังจะมาถึง
และในตอนล่าสุดนี้ ภาพยนตร์มีเวลาเหลือเฟือที่จะใส่รายละเอียดสำคัญๆ มากมายได้ตามที่ต้องการ เป็นสิ่งที่สร้างความรู้สึกได้ถึงการเคารพในตัวหนังสือเป็นเนืองๆ ตลอดเวลาที่ชม และพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะเล่าให้ตรงตามฉบับดั้งเดิม ไม่บิดพลิ้วจนเกินไป หรือสร้างความหงุดหงิดให้กับแฟนเดนตาย ไม่เพียงแต่แค่นั้น แต่ยังมีเวลามากพอที่จะเชื่อมโยงไปถึงภาคก่อนหน้านี้ เพื่อดึงภาคต่อทั้งหมดให้เป็นภาพยนตร์เรื่องเดียว เมื่อนำมาชมต่อกันแบบมาราธอน
และที่สำคัญที่สุดก็คือ ในตอนล่าสุดนี้ภาพยนตร์สามารถนำเสนอแกนสำคัญได้ค่อนข้างแม่นยำและชัดเจนทั้งการเดินทางของแฮร์รี่กับผองเพื่อน การเข้าถึงคำว่าเวทมนต์ ในการเล่านำเสนอที่มาของ เครื่องรางยมทูต และแผนการกับความต้องการของจอมมารที่จะเชื่อมต่อไปถึงตอนสุดท้ายอีกทอดหนึ่ง ต่อให้คุณจับประเด็นอื่นๆไม่ได้ แต่ก็ยังเข้าใจว่าตอนนี้เรื่องราวกำลังอยู่ ณ จุดใด รวมถึงบรรยากาศในเรื่องที่สามารถสัมผัสได้ตลอดเวลาว่า ไม่มีที่ใดปลอดภัย ตรงกับคำโปรยที่ประกาศเอาไว้ก่อนหน้านี้ของภาพยนตร์ อีกด้วย
แต่ทว่าจุดบกพร่องยังคงบังเกิดในกางวางแผนเชื่อมโยงกันไปมามากมาย จนลืมมองจุดเล็กๆ ที่อาจจะขวางหูขวางตาได้ หลายๆ ฉากที่ตัวละครสามารถ่ายทอดอารมณ์ในฉากนั้นๆ ได้อย่างดีเยี่ยม แต่ฉากต่อมากลับใส่ฉากเล็กน้อยที่ไม่จำเป็นเท่าที่ควรและพลิกผันอารมณ์ตัวละครเกินไป หันเหอารมณ์คนดูอย่างไม่สมเหตุสมผล ตั้งแต่ตอนเจ้าชายเลือดผสม อย่างฉากหลังจาก บ้านโพรงกระต่าย ถูกโจมตี ที่ตามด้วยฉากเล็กน้อยสั้นๆ ที่แสดงให้เห็นว่า เทอมสองเปิดแล้ว, มีข่าวโจมตีบ้านนายวีสลีย์ลงหน้าหนึ่ง และเฮอร์ไมโอนี่หึงรอน ทั้งสามสิ่งถูกเล่าในฉากเดียวได้อย่างรวดเร็วน่าพอใจ แต่การเห็นรอนพลอดรักกับแฟนชั่วคราวทั้งที่บ้านตัวเองเพิ่งไฟไหม้อาจทำให้ตัวละครโง่ลงได้ชั่วขณะ เมื่อเทียบสิ่งที่ได้มา กับสิ่งที่เสียไป อาจไม่คุ้มกันนัก รวมไปถึงในตอนเครื่องรางยมทูต ในฉากอารมณ์ดีของแฮร์รี่ หลังจากการจากทะเลาะกันครั้งใหญ่ระหว่างเพื่อนรักก็เช่นกัน สิ่งที่ได้คือรอยยิ้มเล็กๆ ในความอารมณ์ขันของตัวละคร แต่สิ่งที่เสียไปคือเกิดคำถามขึ้นมาในผู้ชมมากมาย ว่าฉากนี้ควรอยู่ตรงนี้จริงๆ หรอ?
แต่สำหรับผมก็ยังถือว่าให้อภัยได้ หากไม่จู้จี้จุกจิกให้มากเรื่องเกินไปจนเสียอรรถรส ตัวเองซะเปล่าๆ เพราะยังไงซะ ความหงุดหงิดกับคำถามเล็กๆ ไม่ได้กวนใจผมมากนัก เพราะผมยังสามารถหาความบันเทิงอีกอย่างได้ นั้นคือการแสดงที่เริ่มเข้าขั้นของนักแสดงรุ่นเล็กทั้งหลาย และการแสดงระดับน่าเพิ่งพอใจของนักแสดงรุ่นใหญ่
ทั้ง แดเนียล, รูเพิร์ท และ เอมม่า แสดงให้เห็นแล้วว่าพวกเขาและเธอไม่ใช่นักแสดงกิ๊กก๊อกที่มีชื่อเสียงได้เพียงเพราะได้เล่น หนังดัง แต่พวกเขาเป็นนักแสดงที่มีฝีมือการแสดงไม่น้อยอีกด้วย เหลือเพียงอีกอย่างที่ผมหวังจากพวกเขาก็คือจะไม่ละทิ้งการพัฒนาฝีมือ เมื่อไปอยู่ในภาพยนตร์เรื่องอื่นเท่านั้นเอง ส่วนนักแสดงรุ่นใหญ่ทำหน้าที่ได้ตามที่ควรจะเป็นถึงจะออกมาเพียงไม่กี่ฉากก็ทำหน้าที่ได้คุ้มค่า และทำให้ตัวละครมีชีวิตได้อย่างสนุกสนานโดยเฉพาะ เฮเลน่า บอนแฮม คาร์เตอร์ ในบท เบลลาทริกซ์ เลสแตรงจ์ ที่เล่นได้เกินความคาดหมายเสมอมา และอีกอย่างที่ไม่กล่าวไม่ได้ก็คือ ตัวละครที่สร้างจากคอมพิวเตอร์อย่างดอบบี้ ยังเล่นได้ถึงอารมณ์ไม่น้อยหน้าใครในเรื่องเลยทีเดียว
ตอนนี้ก็เหลือเพียงแต่รอชมบทสรุปสุดท้ายว่าผู้กำกับคนนี้และทีมงานจะขาดใจตาย ก่อนถึงเส้นชัยหรือเปล่า ซึ่งสำหรับตัวผมแล้ว มีความมั่นใจค่อนข้างสูงจากผลงานที่ผ่านมา ว่าตอนอวสานของภาพยนตร์ชุดนี้จะเป็นอะไรที่น่าจดจำและอยู่ในใจใครหลายคนไปอีกตราบนานเท่านาน
ท้ายสุดแล้ว จงอย่ามองว่าภาคโน้นไม่สนุกเพราะไม่สู้กัน จงอย่ามองว่าภาคนี้ดีกว่าเพราะมันทั้งเรื่อง แต่จงมองภาพยนตร์ชุดนี้เป็นเรื่องเดียวกัน แล้วจะเข้าใจแก่นแท้ของภาพยนตร์ แก่นแท้ของตัวละครที่สามารถกล่าวได้อีกยืดยาวไม่รู้จบถึงพลัง อำนาจ ความสามัคคี และความรัก คือสิ่งภาพยนตร์ชุดนี้กำลังบอกกับคนทั้งโลก จงอย่ามองแต่ความสนุกสนานให้เป็นตัวกำหนดคุณภาพของภาพยนตร์ จงอย่าทำตัวเหมือนจอมมารที่ไขว่คว้าแต่อำนาจและสิ่งที่สร้างพลังความเป็นอมตะให้ตัวเอง จนลืมไปว่าหนทางแห่งชัยชนะไม่ได้อยู่ที่อำนาจเสมอไป ดังเช่นที่คำทำนายกล่าวเอาไว้แล้วว่า ผู้มีอำนาจปราบเจ้าแห่งศาสตร์มืดนั้น จะมีอำนาจที่เจ้าแห่งศาสตร์มืดหารู้จักไม่.....
จงดูภาพยนตร์อย่างฉลาด และมองหาอำนาจที่เจ้าศาสตร์มืดมองข้ามไป แฮร์รี่พอตเตอร์กับเครื่องรางยมทูตจะสร้างความบันเทิงหรรษาได้มากมายเกินกว่า บทความเล็กๆ ชิ้นนี้จะพรรณนา
โดย เวเฟอร์
_________________
คุยหนังภาษาหมา









