The Dark Knight
กำกับ Christopher Nolan
แสดงนำ Christian Bale, Heath Ledger, Gary Oldman,
Aaron Eckhart, Maggie Gyllenhaal, Morgan Freeman
แนว แอ๊คชั่น ซุปเปอร์ฮีโร่
11 / 10
Review by VJ
ผมไม่เคยชอบ Batman Begins เลย แม้ว่าหนังจะทำออกมาได้อย่างสมจริง น่าเชื่อถือและเข้มข้น ผมโตมาในยุคที่หนังแบทแมนของทิม เบอร์ตันสร้างปรากฏการณ์ใหม่และคืนชีพให้กับบุรุษแห่งรัตติกาล ด้วยการสร้างภาพที่เครียดขรึมตามแบบฉบับหนังสือการ์ตูน หลังจากซีรี่ส์แบทแมนแอนด์โรบินทางโทรทัศน์ทำเอาฮาเสียจนหมดท่า แต่ทิม เบอร์ตันได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับซีรี่ส์แบทแมน ในขณะที่เขาทำให้ฮีโร่คนนี้กลับมามีภาพลักษณ์ที่ลึกลับ จริงจังและมีมิติ ทำให้วายร้ายคู่ปรับแต่ละคนหม่นหมองแต่แสบสันต์ เขาก็ยังคงใส่สีสันบรรยากาศกับอารมณ์ในแบบการ์ตูนลงไปด้วย และมันเข้ากันได้อย่างดีเยี่ยม เสน่ห์หนังแบทแมนของเบอร์ตันอยู่ที่มันเป็นทั้งดราม่าชั้นดีและการ์ตูนซูปเปอร์ฮีโร่ที่ดูสนุก เสน่ห์นี้กลับหายไปใน Batman Begins ที่เราได้เห็นแบทแมนในแบบมีชีวิต มีเลือดเนื้อและจิตใจ แต่มันไร้ซึ่งจิตวิญญาณ ทว่า The Dark Knight กลับกลายเป็นความสมบูรณ์แบบซึ่งไร้ที่ติ
The Dark Knight สานต่อเรื่องราวและขยายความเป็นไปจาก Batman Begins เมื่อก็อธแธมซิตี้มีฮีโร่ที่เหล่าอาชญากรหวาดเกรง มีอัยการมือสะอาดที่กวาดล้างคอรัปชั่น และมีผู้หมวดมือปราบที่กำราบโจรอยู่หมัด ทำให้วายร้ายตัวเอ้แทบไม่สามารถทำอะไรได้ ท่ามกลางอาชญกรรมที่ลดลง กลับมีอาชญากรหน้าใหม่ที่ท้าทายทั้งมือกฎหมายและเหล่าวายร้ายไปพร้อมกัน หลังจากเหยียบจมูกแก๊งมาเฟีย โจ๊กเกอร์ ยื่นข้อเสนอต่อกลุ่มมาเฟียในการกำจัดแบทแมนแลกกับการครอบครองเงินสกปรกของแก๊งอาชญากร แน่นอนว่าเมื่อถึงทางตัน เหล่าร้ายจึงรับข้อเสนอของโจ๊กเกอร์ วายร้ายที่จะทำให้แบทแมนต้องสิ้นชื่อ
คู่ปรับที่ร้ายกาจที่สุดของแบทแมนก็คือโจ๊กเกอร์ เรียกว่าเป็นวายร้ายเพียงคนเดียวที่เล่นงานเขาได้สาหัสสากรรจ์ที่สุด และเล่นงานคนสำคัญๆ ของแบทแมนถึงตาย (ในซีรี่ส์การ์ตูน โจ๊กเกอร์ฆ่าโรบินและแบทเกิร์ลได้) และใน The Dark Knight ก็ได้โจ๊กเกอร์ที่น่ากลัวที่สุดและร้ายกาจที่สุดตั้งแต่เคยมีมาเช่นกัน ไม่เฉพาะความร้ายกาจและความฉลาดเป็นกรด แต่ยังแฝงอารมณ์ขันร้ายแรงระคนกันอีกด้วย หนังสร้างความสัมพันธ์ของตัวละครได้อย่างน่าสนใจและวางหมากไว้อย่างชาญฉลาดในการกำหนดบทบาทเพื่อสร้างความขัดแย้งอันนำไปสู่บทสรุปที่สมบูรณ์ที่สุด
คนเรานั้นมีทั้งด้านดีและไม่ดี อยู่ที่เราจะเลือกทำในสิ่งที่ถูกหรือผิด ภาคต่อของ Batman Begins ตั้งคำถามด้านจริยธรรมพื้นๆ แต่เข้มข้นด้วยแง่คิด หนังกำหนดให้โจ๊กเกอร์และทูเฟซเป็นตัวแปรสำคัญของเรื่อง กับประโยค You either die a hero, or you live long enough to see yourself become the villain เราจะยอมตายเยี่ยงวีรบุรุษหรือจะทนอยู่จนกลายเป็นคนร้ายเสียเอง กลายเป็นจุดสำคัญที่หนังนำมาพลิกผันเรื่องราว และสะท้อนถึงความถูกต้องที่เส้นแบ่งระหว่างความผิดชอบไม่อาจแยกแยะดีชั่วได้
ในขณะที่หนังเต็มไปด้วยแอ๊คชั่นตื่นตาตื่นใจ แต่ฉากที่คนดูจะไม่มีวันลืมกลับเป็นภาพนักโทษคนหนึ่งกับตัวจุดระเบิดและการตัดสินใจที่เด็ดเดี่ยวของเขา ซึ่งมันสะท้อนความจริงของสังคมได้หลายอย่าง สิ่งหนึ่งก็คือ ถ้าเลือกได้คนเราคงไม่ทำความชั่ว แต่แรงจูงใจและสิ่งยั่วยุอาจทำให้คนซึ่งไม่มีทางเลือกจำต้องละทิ้งคุณธรรมใจในไปในที่สุด ไม่ว่าจะเป็นนายตำรวจที่ฉ้อฉล, โจรที่หักหลังกันเอง, คนสามัญธรรมดาที่เข้าตาจน, อัยการใจซื่อมือสะอาด หรือแม้แต่แบทแมนก็ตาม
ฮาร์วีย์ เดนท์อาจเป็นอัศวินขี่ม้าขาว(White Knight)และสะท้อนด้านที่ถูกต้องของแบทแมนซึ่งเป็นอัศวินดำ(Dark Knight) เดนท์อาจทำในสิ่งที่ถูกอย่างชอบธรรม แต่บางครั้งความชอบธรรมก็ไม่อาจเอาผิดความมิชอบได้ ซึ่งหนังดำเนินบทบาทของแบทแมนได้อย่างมีเหตุผลและเข้าท่าในการล่าตัวนักธุรกิจฟอกเงินชาวจีน หนังวางแผนการร้ายของโจ๊กเกอร์เป็นการวางหมากอย่างแยบยลและฉียบคม สมกับที่เป็นคู่ปรับตลอดกาลของแบทแมนที่เล่นงานเขาจนย่ำแย่มาตลอดในซีรี่ส์ ซึ่งในหนังเรื่องนี้ยิ่งร้ายกว่า เพราะนอกจากจะเดินเกมให้ ม้าขาวและม้าดำต้องห้ำหั่นกันเองในท้ายที่สุด หมากกระดานนี้โจ๊กเกอร์ก็ต้อนแบทแมนจนมุมและต้องตกเป็นเบี้ยจนโดนไล่บี้ได้สำเร็จ
ความพยายามของโจ๊กเกอร์ที่บีบบังคับให้แบทแมนถอดหน้ากากเพื่อเผยโฉมหน้าที่แท้จริงนั้น ไม่ต่างอะไรกับแผนการที่ต้องการให้ผู้คนเผยธาตุแท้และแสดงด้านมืดในจิตใจของตนออกมา ถ้าหน้ากากแบทแมนจะปกปิดตัวตนที่เป็นคนดีของบรู๊ซ เวยน์เอาไว้ ถ้าใบหน้าธรรมดาสามัญของเราจะเก็บซ่อนความชั่วช้าสามานย์เอาไว้ ใบหน้าของทูเฟซก็คงสะท้อนความดีและความชั่วในตัวตนของคนเราได้อย่างเป็นรูปธรรมที่สุด ถึงอย่างนั้นก็ตามความจริงอันโหดร้ายก็คือยังมีคนที่แม้จะถอดหน้ากากแล้วแต่ใบหน้าที่แท้จริงกลับน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า
คนเรานั้นถูกผลักดันจากอะไรหลายอย่างในการตัดสินใจกระทำความชั่ว หลายครั้งที่เราลืมตัวไปว่ามันยังมีกลไกและตัวแปรต่างๆ ที่จะสะสางเปลี่ยนแปลงความไม่ดีทั้งหลายได้ด้วยกฎและเกณฑ์ที่เราล้วนสร้างขึ้นมา และแม้ว่ากฎกติกาจะไม่อาจตอบสนองต่อความต้องการของเราได้ อย่างน้อยเรายังมีทางเลือก เลือกที่จะกระทำในสิ่งที่ถูกต้อง เมื่อมองย้อนถึงความขัดแย้งในบ้านเมืองของเรา การที่กลุ่มพันธมิตรกับกลุ่มต่อต้านเข้าปะทะกันอย่างรุนแรงนั้น บางทีหากเราจะฉุกคิดได้ว่าเราอาจจะกำลังเป็นหมากกระดานของใครสักคน คนแบบโจ๊กเกอร์ที่ไม่ได้ต้องการเห็นอะไรนอกไปจากการปลุกปั่นกระตุ้นเร้าความเลวในตัวเรา เราจะเลือกเป็นตัวจุดชนวนหรือเลือกที่จะตัดไฟแต่ต้นลม
หนังได้ทีมนักแสดงที่เหมาะสมกับบทบาทอย่างหมดจดทั้งคริสเตียน เบลที่กลับมารับบทเดิมได้ดีกว่าเดิม หน้าใหม่อย่างแอรอน เอ๊กฮาร์ทที่ได้บทที่ส่งมากๆ อย่างอัยการฮาร์วีย์ เดนท์และทูเฟซ คนอื่นๆ อย่าง แกรี่ โอลด์แมนในบทหมวดกอร์ดอน, ไมเคิล เคนในบทคนรับใช้คู่บุญที่ใช้มุกตลกแบบอังกฤษมากกว่าเดิม หรือ มอร์แกน ฟรีแมนในบทลูเชียส ฟ็อกซ์ที่กลายเป็นบทสำคัญไม่น้อยถึงที่มาของถ้ำค้างคาว แม็กกี้ จิลเลนฮาลพี่สาวของเจค(ขวัญใจสาวๆ) มารับบทเรเชล หวานใจของสองอัศวินแทนเคธี่ โฮล์ม บทของเธอมีความสำคัญต่อเรื่องอันเป็นชนวนผลักดันให้ตัวละครอื่นทำในสิ่งที่ขาดสติได้ ทว่า แม็กกี้ จิลเลนฮาลกลับดูไร้สีสันและไม่น่าจดจำเสียเลย สิ่งที่ขาดหายไปในตัวแม็กกี้ก็คือคนดูไม่รู้สึกผูกพันกับเธอได้มากพอและรู้สึกไปกับการสูญเสียนั่นเอง
แน่นอนว่าสีสันของหนังแบทแมนอยู่ที่ตัวร้าย และตัวร้ายใน The Dark Knight ก็เป็นโจ๊กเกอร์ที่โลกจะไม่มีวันลืมกับบทบาทสุดท้าย(เต็มเรื่อง)ของฮีธ เลดเจอร์ ที่เขาใช้เวลาเพียงลำพังอยู่หนึ่งเดือนอยู่ในห้องของโรงแรมเพื่อเตรียมสมาธิและความพร้อมในการแสดงบทอาชญากรคลาสสิคตัวนี้ เขาได้คิดสร้างลักษณะท่าทาง, เสียงและโครงสร้างทางจิตวิทยาของตัวละครและจดบันทึกในสมุดโน้ตเพื่อในเป็นไกด์ในระหว่างเข้าฉาก จากความพยายามและความตั้งใจของเขา โลกก็ได้เห็นโจ๊กเกอร์และบทบาทการแสดงที่ยอดเยี่ยมที่สุดที่เคยมีมา ในทุกครั้งที่เขาปรากฎตัว เขาสามารถทำให้คนดูทั้งหวาดกลัวและฉงนสนเท่ระคนกัน กับความวิปริตผิดเพี้ยนซึ่งหาที่มาไม่ได้นั่นเอง และคงจะมีนักแสดงไม่กี่คนหรอกที่ทำให้เรากลัวและหัวเราะไปพร้อมๆ กัน
คริสโตเฟอร์ โนแลน นำเอาปัจจัยรายละเอียดทั้งหมดในซีรี่ส์ของ Batman มาใช้อย่างครบถ้วน ต่างจาก Batman Begins เพราะในขณะที่หนังทั้งสองเรื่องมีความสมจริงอย่างมากทั้งความเข้มข้น และมิติของตัวละครก็จริง แต่ The Dark Knight กลับมีครบทุกสิ่งที่หนังแบทแมนควรจะมีนั่นคือมีทั้งความสมจริงและความเป็นการ์ตูนอยู่ในตัว เชื่อเถอะว่าในอีก 20 ปีนับจากนี้ ก็คงไม่มีใครทำหนังแบทแมนได้สมบูรณ์แบบไร้ที่ติแบบนี้อีกแล้ว
แก้ไขล่าสุดโดย VJ เมื่อ Fri Jul 25, 2008 3:01 pm, ทั้งหมด 3 ครั้ง
_________________










