˹���á Forward Magazine

ตอบ

ไปที่หน้า 1, 2, 3  ถัดไป
6รีวิวที่เดี๊ยนประทับใจ (Part 2)
ผู้ตั้ง ข้อความ
ตอบโดยอ้างข้อความ
ตอบ 6รีวิวที่เดี๊ยนประทับใจ (Part 2) 


Justin Timberlake : Futuresex/Lovesounds : 4.5/5

รูปแบบเพลง

Futuresex/Lovesounds เป็นงานโซโล่ชุดที่สองของจัสติน ทิมเบอร์เลค ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ยินว่าจะออกวางขายในรูปของซีดีคู่ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากงานชุด Speakerboxxx/The Love Belowในปี2003ของOustkast โดยที่แผ่นแรกFuturesexจะเป็นการนำเสนอเพลงเต้นรำเก๋ๆจังหวะล้ำๆคละเคล้าไปด้วยส่วนผสมทางดนตรีที่หลากหลาย ในขณะที่Lovesoundsแผ่นที่สองจะทำหน้าที่ถ่ายทอดบทเพลงรักโรแมนติคภายใต้ภาพรวมแบบโซลอาร์แอนด์บีหวานๆ แต่ไม่ทราบว่าเนื่องจากสาเหตุประการใดโปรเจ็กต์ดังกล่าวจึงถูกยุบรวมเป็นแผ่นเดียว โดยภาพรวมทั้งหมดเป็นการนำเสนอภาคดนตรีที่หลากหลายอย่างแดนซ์ ฟังค์ บีทบ็อกซ์ อาร์แอนด์บี เทคโน ฮิพฮอพลงสู่พ็อพได้อย่างลงตัวและมีชั้นเชิงสุดๆไม่เกินความจริงไปเลยที่ว่าพัฒนาการของจัสตินและการนำเสนอที่เหนือชั้นในหลายๆแทร็คนำทั้งตัวเขาและFuturesex/Lovesoundsไปสู่ความเป็นศิลปินและอัลบั้มที่เข้าขั้นโพรเกรสซีฟพ็อพเฉกเช่นที่หลายสถาบันได้ออกมาชื่นชมและยกย่องอัลบั้มชุดนี้

จุดด้อย

โดยรวมแล้วเดี๊ยนว่าอัลบั้มชุดนี้จัดว่าเป็นอัลบั้มที่ดีมากๆทั้งในด้านของคุณภาพตัวเพลง ชั้นเชิงในการนำเสนอทั้งด้านเนื้อหาและการเรียบเรียงดนตรีรวมถึงเป็นการแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการที่สูงขึ้นอย่างมากของตัวศิลปินเอง จากที่ได้กล่าวไปข้างต้นและที่กำลังจะกล่าวอีกหลายสิ่งเดี๊ยนเดาเอาว่าคงจะไม่มีสิ่งใดเหลือให้ครหาในแง่ของศักยภาพโดยรวมนะคะ สำหรับเดี๊ยนส่วนตัวรู้สึกติดขัดอยู่ตรงจุดเล็กๆคือในส่วนของพรีลูดและอินเทอลูดทั้งหลายในอัลบั้มซึ่งบางอันก็โดดเด่นมากๆจนถึงขั้นที่น่าจะแยกเอาออกมาเป็นแทร็คหลักได้เลยทีเดียว ในขณะที่บางอันก็ดูยืดเยื้อน่ารำคาญคือชั้นเชิงน่ะมีค่ะแต่มันมากเกินไปจนดูเหมือนกับเป็นการกระหน่ำยัดแบบบ้าพลังของทั้งตัวจัสตินและโปรดิวซ์เซอร์เองทำให้ความรู้สึกที่ฟังช่วงแรกๆค่อนข้างจะอึดอัดและไม่ประติดประต่ออยู่บ้าง (ทั้งที่ทุกแทร็คมันก็เชื่อมกันดีนะคะ) ยกตัวอย่าง Set The Mood ที่เป็นพรีลูดของ Until The End Of Timeแต่กลับไปรวมเป็นแทร็คเดียวกับ Summer Love ซะได้ คือมันผิดที่ผิดทางสุดๆน่ะค่ะ เห็นมั้ยคะว่าเรื่องเล็กๆน้อยๆแค่นี้มันก็กระทบกระเทือนถึงเอกภาพของตัวงานไปได้มากทีเดียว อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาในจุดใหญ่แล้วก็ต้องขอยืนยันคำเดิมค่ะว่าอัลบั้มนี้เป็นอัลบั้มที่ดีมากๆ ล้ำลึกและเริ่ด เดี๊ยนขอพูดแค่นี้แหละ

ซิงเกิ้ล

Sexy Back(4.5/5) เปิดตัวอย่างเก๋ไก๋ด้วยภาคดนตรีที่ยืนพื้นอยู่บนความเป็นแดนซ์พ็อพเสริมทัพด้วยลูกเล่นอื่นๆทั้งฮิพฮอพ อาร์แอนด์บี บีทเทคโนล้ำๆแบบนอกอวกาศรวมถงเสียงแร็พของตาทิมเบอร์แลนด์คู่สมรสทางดนตรีคนล่าสุดของหยอยเป็นแบ็คกราวนด์ผสมผสานกันได้อย่างลงตัว ส่วนตัวรู้กประทับใจเพลงนี้นะคะเนื่องจากจัสตินแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการในการนำเสนอทั้งภาคดนตรีและภาคเนื้อหาอย่างเด่นชัด ทั้งเหนือชั้นและล้ำลึกสุดๆสมศักดิ์ศรีอันดับหนึ่งบิลด์บอรืดและBest Dance Recordingจากเวทีแกรมมี่ อย่างไรก็ตามก็ต้องยอมรับนะคะว่าเป็นความเก๋ที่ยืนอยู่ก้ำกึ่งกับความฉาบฉวยจึงไม่แปลกที่นักฟังเพลงบางสถาบันจะมีมุมมองในแง่ลบต่อเพลงนี้ซึ่งก้ไม่ผิดหรอกค่ะว่าใครจะรู้สึกแบบไหน ท้ายสุดกระบวนการประเมินมันก็อยู่ที่ผู้ฟังนั่นแหละว่าจะเลือกมองแบบไหน แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามอย่าปฏิเสธเลยว่าเพลงนี้มีดีอยู่กับตัวจริงๆ

My Love (4.5/5) ซิงเกิ้ลที่สอง เหยาะความเป็นอาร์แอนด์บี เทคโน ฮิพฮอพลงสู่ไปได้อย่างลงตัวพร้อมทั้งลูกเล่นล้ำๆต่างทั้งซินธ์ บีทบ๊อกซ์ สแคลชไปจนถึงลูกเล่นที่เราได้ยินกันตามคลับฮิพฮอพน่ะค่ะผลลัพธ์ออกมาเป็นแดนซ์พ็อพอาร์แอนด์บี ฮิพฮอพที่เปรี้ยวเหนือชั้นมากๆ ฟังช่วงแรกๆแล้วนึกถึงอัชเชอร์อยู่บ้างแต่ส่วนตัวเห็นว่าของจัสตินทำออกมาได้เก๋กว่า เป็นหนึ่งในแทร็คที่ดีที่สุดของอัลบั้มนี้เลยทีเดียว

What Goes Around....... (4/5) ซิงเกิ้ลที่สาม ตัวเพลงเป็นพ็อพอาร์แอนด์บีบนท่วงทำนองละเมียดละไมกึ่งบัลลาด ส่วนตัวฟังแล้วรู้สึกเหมือนเป็นภาคต่อของ Cry Me A River เนื่องจากให้คามรู้สึกที่คล้ายคลึงกันทั้งตัวธีม โครงสร้างและการนำเสนออารมณ์ ซึ่งความเหนือชั้นไม่แพ้กันเลยทีเดียวไปๆมาๆเดียนรู้สึกว่าเพลงนี้ลงตัวและมีชั้นเชิงกว่าด้วยซ้ำน่ะค่ะ

ป.ล. ใครจะยังไม่รู้นะคะแต่ในเอ็มวีสกาเล็ตสุดที่รักของเดี๊ยน สวย สง่า สูงส่งเริ่ดสุดๆ กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

Summer Love (3/5) ซิงเกิ้ลถัดไป ภาพรวมเป็นพ็อพอาร์แอนด์บีเจือสรรพสำเนียงฮิพฮอพ เรโทรและจังหวะเต้นรำอ่อนๆฟังลักษณะการร้องของจัสตินในเพลงนี้แล้วรู้สึกเหมือนกับเคยได้ยินที่ไหนมาก่อนไม่ทราบว่าไปคัฟเวอร์ใครมาหรือใช้แซมเพิ่ลของใครหรือเปล่าคะเนี่ย? ติดหูชะงัดค่ะเพลงนี้แต่โดยส่วนตัวเมื่อเทียบกับแทร็คอื่นๆแล้วคิดว่าไม่ค่อยมีชั้นเชิงเท่าที่ควรเอาจริงๆไม่น่าจะเป็นซิงเกิ้ลด้วยซ้ำ

Until The End Of Time (3.5/5) พ็อพโซลอาร์แอนด์บีบัลลาดฟังสรรพสำเนียงแล้วนึกถึงเพลง Yesของบียอนเซ่กับที่ได้ยินในอัลบั้มPurple Rainของพรินซ์จัง จริงๆแล้วเพลงนี้ไม่ได้คิดจะตัดโปรโมตเป็นซิงวเกิ้ลอย่างเป็นทางการหรอกค่ะเพียงแต่ตัดมารองรับลูกฟลุ๊คเนื่องจากยอดทางฝั่งเออร์บันค่อนข้างแรงพอสมควร แต่ล่าสุดได้ข่าวมาว่าหยอยจะไปคั่วเอาบียอนเซ่มาดูเอ็ทคู่กันในเพลงนี้แล้วยัดลงDeluxe Editionนี่คะ ดังนั้นเราอาจจะเห็นเวอร์ชั่นนี้ตัดเป็นซิงเกิ้ลทางการโปรมตตลาดโลกก็ได้ มีสิทธิ์ทำอันดับได้สูงมากๆแน่นอนค่ะถ้าตัดเวอร์ชั่นนี้จริงๆ

Lovestoned(3.5/5) ซิงเกิ้ลนี้ตัดโปรโมตพร้อมกับI Think She Knowsอินเทอลูดนะคะ แค่ตัวอินเทอลุดนี่ก็กินเนื้อที่ไปครึ่งซิงเกิ้ลแล้วแถมยังเด้งกว่าเพลงเมนเป็นไหนๆ ไปๆมาๆเริ่มเกิดอาการงงค่ะว่าอันไหนเป็นเพลงหลักอันไหนเป็นแค่อินเทอลูดกันแน่ หึหึหึ มาที่ตัวเพลงภาพรวมเป็นแดนซ์ พ็อพ อาร์แอนด์บีผสานอารมณ์บีทบอกซ์เก๋ๆ โดยส่วนตัวผ่านฉลุยอย่างไร้ข้อกังขา


แทร็คอื่นๆ[b]

เริ่มด้วย[b]Futuresex/Lovesounds(4/5)
แทร็คเปิดอัลบั้มและเป็นไทเทิ่ลแทร็ค ภาคดนตรีเป็นการผสมผสานกันที่ลงตัวของแดนซ์ พ็อพ อาร์แอนด์บีและเทคโนลงสู่การนำเสนอภาคเนื้อหาได้อย่างลงตัว บอกภาพรวมของอัลบั้มได้อย่างดีเยี่ยม ต่อด้วย Sexy Ladies (4/5)ซินธ์ฟังค์ปะทะอาร์แอนด์บี แดนซ์ ฮิพฮอพ เรโทรและพ็อพ วิญญาณป้าพรินซ์ที่มาทรงร่างในเพลงนี้แรงมากๆส่วนตัวแล้วเป็นอีกหนึ่งในเพลงแนวหน้าของอัลบั้มเลยทีเดียว น่าตัดเป็นซิงเกิ้ลมากๆๆๆๆๆๆๆ มาที่Chop Me Up(3/5) เปิดตัวมานึกว่าจัสตินจะทำแก๊งค์สทาแร็พมืดๆแรงๆแต่พอฟังไปนานๆเข้าก็ไม่มีอะไรต่างไปจากฮิพฮอพอาร์แอนด์บีล้านแปดที่เราได้ยินกันตามชาร์ต งั้นๆแหละแต่ก็ฟังบ่อยน่ะค่ะ แทร็คถัดไป Damn Girl (3.5/5) ฟังสรรสำเนียงเพลงนี้แล้วนึกถึงตั้งแต่ไมเคิล แจ็คสัน,พรินซ์ ไปยันเพลง Senoritaจากอัลบั้มที่แล้วของหยอย ภาคดนตรีพหอบมาทั้งแดนซ์ทั้งฟังค์ทั้งอาร์แอนด์บีโดยส่วนตัวรู้สึกว่าติดร็อคนิดนึงด้วย นอกจากนี้ความเป็นเรโทรยังส่งกลิ่นคลุ้งปกคลุมภาพรวมและทิศทางของตัวเพลงทั้งหมดด้วย แม้ภาพรวมจะออกมาวุ่นวายไปนิดแต่ก็ถือว่าดีในระดับหนึ่งเลยทีเดียว

ปิดท้ายด้วยสองเพลงช้าที่น่าสนใจมากๆแทร็คแรก Loosing My Way(5)กรี๊ดดดดดดดดด ขนลุกเลยค่ะ ไม่เคยคิดว่าจะได้ยินเพลงระดับนี้จากจัสตินภาพรวมเป็นโซลอาร์แอนด์บีติดสรรสำเนียงบัลลาดแบบฮิพฮอพนิดๆ ตั้งแต่ช่วงต้นก็รู้สึกประทับใจทั้งภาคการนำเสนอที่มีชั้นเชิง ภาคเนื้อหาที่ทรงพลังสวยงานรวมถึงภาคดนตรีที่เรียบเรียงได้อย่างมีมีติแต่อะไรก็ไม่ประทับใจเท่าที่จัสตินหยอดความเป็นกอสเพลคอรัสเข้ามาประสานช่วงท้ายเพลง ทำเอาน้ำตาเกือบไหลเลยทีเดียว ซาบซึ้งในความพยายามที่จะผลักดันให้ภาคเนื้อหามีความเป็นรุปธรรมมากขึ้น ไม่มีอะไรมอบให้นอกจากคำว่าประทับใจค่ะ อลังการและพิเศษในความรู้สึกสุดๆ และแทร็คหลัง(Another Song)All Over Again(4.5/5) ปิอัลบั้มได้อย่างงดงามละเมียดละมุนด้วยพ็อพอาร์แอนด์บีบัลลาดเคียงคู่ไปกับอารมณ์แจ๊ซซ์เล้าน ไพเราะสุดๆ

สรุป

Futuresex/Lovesounds คือบทพิสูจน์ที่ดีของจัสตินซึ่งเป็นสิ่งที่ยืนยันความมั่นคงบนถนนสายดนตรีของเขาและเดี๊ยนเชื่อว่าเราๆจะได้เห็นพัฒนาการ ความแปลกใหม่ ความสำเร็จและการเป็นที่ศิลปินที่โลกยอมรับมากขึ้นจากถนนสายนี้ของเขาอย่างแน่นอน แม้ว่าบางคนอาจจะประเมินจัสตินแค่เป็นศิลปินพ็อพและนี่อาจจะเป็นงานที่ศักยภาพสูงสุดแล้วของเขาแต่อย่างไรก็ตามเวลาจะเป็นบทพิสูจน์ให้เห็นว่า "ถ้าคุณคิดว่านี่ดีที่สุดแล้วคุณคิดผิด" เชื่อมั้ยล่ะว่าชายคนนี้สามารถสร้างปรากฏการณ์ที่น่าตื่นตาตื่นใจให้แก่วงการเพลงได้มากกว่าและส่วนตัวเดียนเชื่อว่าFuturesex/Lovesoundsมันเป็นเพียงทางเชื่อมที่สวยหรูที่จะส่งจัสตินก้าวหน้าไปทำสิ่งที่ดีกว่านี้ขึ้นไปเรื่อยๆให้โลกเห็น




Madonna: Erotica : 5

รีวิวชิ้นนี้เดียนขอมอบให้แก่คุณพี่Candy Perfume Girlผู้ที่เป็นแรงบันดาลใจในงานเขียนตลอดกาลของเดี๊ยนและคุณพี่รักเธอจริงๆมาดอนน่าเพื่อนและพี่สาวคนแรกที่เดี๊ยนรู้จักในบอร์ดแห่งนี้ เดี๊ยนคิดถึงคุณพี่ทั้งคู่มากๆค่ะ ขออุทิศรีวิวชิ้นนี้ให้แก่วันเวลาเก่าๆที่สาวกมาดอนน่าเคยอยู่กันอย่างครื้นเครงและสนุกสนานไปกับการโพสข่าวสาร แลกเปลี่ยนความเห็นรวมถึงด่ากับพวกตัวป่วนบอร์ดอย่างสนุกหรรษา เดี๊ยนเข้าใจค่ะว่าพี่ๆทุกคนมีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบมากขึ้นทุกวันและเดี๊ยนรู้ว่าวันหนึ่งเดี๊ยนก็คงต้องเป็นแบบนั้นบ้าง ขออุทิศความตั้งใจทั้งหมดนี้ให้แกความคิดถึงที่มีต่อสาวกมาดอนน่าทุกๆท่านรวมถึงตัวเดี๊ยน Da Nastina จากนักรีวิวปลายแถวสู่การเป็นที่ยอมรับมากขึ้นของเพื่อนๆหลายท่านในวันนี้ คงจะดีกว่านี้มากถ้าเดี๊ยนได้นั่งยินดีกับความสำเร็จกับพัฒนาการนี้กับพี่ๆสาวกมาดอนน่าทุกท่าน คิดถึงพวกเธอทุกคนจริงๆค่ะ

รูปแบบเพลง

ในEroticaมาดอนน่าได้นำเสนอพ็อพที่ซับซ้อนและหลากหลายมากขึ้น ซึ่งภาคดนตรีส่วนใหญ่เน้นไปทางพ็อพเต้นรำที่มีส่วนผสมของอาร์แอนด์บี เฮาส์ คลับแดนซ์ ฮิพฮอพและแจ๊ซซ์โดยทั้งหมดผ่านการผสมผสานออกมาอย่างมีเอกภาพและมีชั้นเชิงอย่างถึงที่สุด นอกจากนี้ในภาคเนื้อหาถือได้ว่ามาดอนน่ามีพัฒนาการในการถ่ายทอดสิ่งที่เธอต้องการจะสื่อและมีวาทะศิลป์เหนือชั้นขึ้นมากๆทุกแทร็คในอัลบั้มนี้เปรียบเสมือนบทหนึ่งของหนังสือที่ช่วยบรรยายทิศทางและดำเนินเรื่องให้แก่งานชุดนี้อย่างมีเอกภาพ กล้าพูดเลยว่าเป็นหนึ่งในงานที่ดีที่สุดของมาดอนน่าจากทุกงานที่เดี๊ยนได้สัมผัส

ซิงเกิ้ล

Erotica (5) ซิงเกิ้ลแรก ภาคดนตรีเป็นอาร์แอนด์บีผสานจังหวะเต้นรำเนิบๆตีคู่ไปกับสรรพสำเนียงการร้องกึ่งกระเส่ากึ่งฮิพฮอพของเจ๊ ตัวเพลงโครงสร้างใกล้เคียงกับ Justify My Love เพียงแต่เพลงนี้จะให้ความรู้สึกที่ป่าเถื่อนและร้อนแรงกว่า ตัวเพลงแซมเพิ่ล Jungle Boogie ของ Kool And The Gang เมือ่ปี1974 ในภาคเนื้อหาเะอสื่อความกักขฬะเรื่องเพศออกมาได้อย่างโจ่งแจ้งแต่มีชั้นเชิงมากๆ ส่วนตัวคิดว่านี่เป็นหึ่งในเพลงที่ดีที่สุดและมีเอกภาพครบทุกองค์ประกอบที่สุดของมาดอนน่า

Deeper And Deeper (5) ซิงเกิ้ลถัดไป แดนซ์เฮาส์เริ่ดๆที่ว่ากันว่าภาคเนื้อหาเจ๊ได้แรงบันดาลใจมาจากความสัมพันธ์ของชาวรักร่วมเพศ ส่วนตัวประทับใจเนื้อหากับวิธีนำเสนอของเจ๊มากๆเป็นอะไรที่เก๋ไก๋ ลงตัวและเหนือชั้นสุดๆ สมศักดิ์ศรีของราชินีเพลงเต้นรำและพระเจ้าของเพศที่สาม เพราะเธอแสดงให้เห็นว่าเข้าใจมันอย่างถ่องแท้แค่ไหน

ป.ล. ชอบตอนที่เธอจิกท่อนหนึ่งจากเพลงVogueมาแปะไว้ท้ายเพลงน่ะค่ะ เป็นหนึ่งในส่วนที่ทำให้เพลงนี้ให้อารมณ์ที่พีคสุดๆแก่ผู้ฟังเลยทีเดียว

Bad Girl (3.5/5) ซิงเกิ้ลที่สาม พ็อพบัลลาดเนื้อหาซีเรียสที่ว่าด้วยการพิพากษาคุณค่าของตัวเองรวมถึงสารภาพความรู้สึกผิดในเบื้องลึก จริงๆแล้วเพลงนี้ถูกวางไว้เป็นซิงเกิ้ลที่สองพร้อมจะโปรโมตด้วยวิดีโอเรตเอ็กซ์แต่อาจจะเป็นเพราะกระแสต่อต้านในช่วงนั้นแรงมากๆ โปรเจ็คส์นี้เลยต้องพับไป แต่ส่วนตัวรู้สึกดีกับเวอร์ชั่นดราม่าที่กลายเป็นออริจินัลวิดีโอที่เราๆได้ดูกันนะคะ เพราะมันเป็นหนึ่งในวิดีโอของเจ๊ที่เดี๊ยนชอบที่สุด

Fever (4/5) เพลงนี้เจ๊คัฟเวอร์มาจากเพลงแจ๊ซซ์ของ Little Willie John ในปี 1956 แต่คนฟังส่วนใหญ่จะรู้จักเพลงนี้จาก Peggy Lee ในปี1958มากกว่า เวอร์ชั่นเจ๊นำมาปัดฝุ่นเป็นพ็อพแต้นรำติดอิทธิพลคลับแดนซ์นิดๆ ขอสารภาพเลยว่าตอนแรกไม่ชอบเพลงนี้เอามากๆแต่เมื่อเดียนได้ทำความรู้จักกับงานดนตรีของมาดอนน่านานขึ้น ลึกซึ้งขึ้น มันปลี่ยนความคิดเดี๊ยนไปเลยค่ะ เดี๊ยนกลับรู้สึกว่าเพลงนี้เป็นหึ่งในเพลงเต้นรำที่ดีทีเดียวของเจ๊ โดยเฉพาะในส่วนของภาคการนำเสนอ จริตจก้านและขอชมที่หยิบเพลงนี้ลงมาไว้ในอัลบั้ม เข้ากับภาพรวมมากๆค่ะ

ป.ล. เพลงนี้เจ๊ได้แรงบันดาลใจหลังจากที่อัดเพลง Goodbye Innocence เสร็จ น่ะค่ะ เจ๊เลยลงมือทำเพลงนี้แล้วเอามันยัดไว้ในอัลบั้มในขณะที่เพลงแรงบันดาลใจถูกเขี่ยออก

Rain (4/5) ซิงเกิ้ลถัดไป พ็อพบัลลาดหวานๆที่เดี๊ยนขอยกให้เป็นภาคต่อของ I'll Remember เลย ส่วนตัวแล้วค่อนข้างประทับใจนะคะ เพราะคิดว่าบัลลาดที่อบอุ่นและบริสุทธิ์แบบนี้หาได้ไม่ง่ายเลยในงานของมาดอนน่า เสียดายมากๆที่ไม่เป็นที่นิยมเท่าควร

Bye Bye Baby (3.5/5) ต๊ายยยย!ยังอุตส่าห์ตัดมาอีกเหรอคะ ซิงเกิ้ลนี้โปรโมตเฉพาะที่ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เยอรมนีแล้วก็ญี่ปุ่นน่ะค่ะ ถ้าจำไม่ผิดเจ๊ตัดมาโปรโมตGirly Showทัวร์น่ะค่ะ ตัวเพลงเป็นพ็อพสนุกๆติดสรรพสำเนียงพ็อพฮิพฮอพนิดๆ เนื้อหานิยามถึงลัทธิความสัมพันธ์แบบวันไนท์สแตนด์ได้เป็นอย่างดี

แทร็คอื่นๆ


Wher's Life Begins (3.5/5) ขึ้นต้นมานึกว่าเจ๊จะทำเล้านจ์หรือชิลล์เอ๊าท์เสียอีกสุนทรีย์มากๆค่ะ สำหรับเดี๊ยนภาคดนตรีโดยรวมเป็นอัพบีทเต้นรำเก๋ๆเนิบๆผสมความเแป็นพ็อพ อาร์แอนด์บีและกลิ่นอายแจ๊ซซ์บางๆในเพลง ส่วนตัวคิดงว่าการนำเสนอคล้ายกับEroticaอยู่บ้างนะคะ แต่โดยรวมค่อนข้างประทับใจค่ะ ถ้าตัดเสียงเจ๊ออกไปก็คิดว่าดนตรีเก๋พอที่จะใช้เป็นสกอร์ประกอบภาพยนตร์แนวอีโรติคน่ะค่ะ มาที่ Wating (5) แทร็คนี้เป็นอะไรที่เกินคำว่าเก๋มากๆค่ะ ตัวเพลงเป็นลูกผสมที่ลงตัวของพ็อพ ฮิพฮอพ เต้รำและอาร์แอนด์บี ส่วนตัวประทับใจสุดๆกับตัวเพลงที่เต็มไปด้วยพลังมหาศาลและความรู้สึกที่รุนแรง ในฐานะเกย์ที่ใช้ชีวิตท่ามกลางแสงสียามค่ำคืนเป็นส่วนใหญ่ ขอยกให้เพลงนี้เป็นหนึ่งในตัวแทนที่สามารถวาดภาพให้เห็นถึงบทหนึ่งของชีวิตเกย์ที่สมบูรณ์ เชื่อว่าหลายคนต้องเคยประสบและเข้าใจในความรู้สึกนี้ดีค่ะ มาที่อีกเพลงที่ใช้ดนตรีเดียวกันคือ Did You Do It ที่ถูกตัดออกไปในคลีนเวอร์ชั่น เพลงนี้เจ๊ให้แร็พเพอร์ชายมาร้องยกระดับให้กลายเป็นฮิพฮอพอาร์แอนด์บีเก๋ๆได้อยู่เหมือนกัน ไม่แน่ใจนะคะว่าเจ๊ตั้งใจให้ดูเหมือนเป็นตัวแทนที่ร้องตอบโต้กันระหว่างเพศรึเปล่า (ขออนุญาติไม่ตัดคะแนนเพลงนี้นะคะ)

Theif Of Hearts (3/5) เพลงอะไรชะนี๊ ชะนี (นี่คือความคิดตอนฟังครั้งแรก) เนื้อหาตลกดีน่ะค่ะจิก โขก สับ บลัฟแหลกกันสุดฤทธิ์ สะใจสุดๆก็ตอนจบที่เจ๊ร้องว่า Stop Bitch! Now Sit Your Ass Downนั่นแหละ แบบนี้เอามีดคนละเล่มแทงกันไปเลยดีกว่าค่ะเดียนว่า มาที่อีกหนึ่งเพลงเต้นรำสนุกๆ Words (3/5) ชั้นเชิงอาจจะไม่มีอะไรมากแต่เรื่องการหยอดจริตจก้านและความติดหูไม่เป็นสองรองเพลงไหนในนี้แน่นอน ต่อด้วยสองเพลงที่เธอนำไปร้องบนเวทีGirly ShowWhy's It So Hard (4/5) กับ In This Life (3/5) เพลงแรกตามความเข้าใจของเดี๊ยนเหมือนมาดอนน่ากำลังตั้งคำถามเสียดสีโลกถึงโครงสร้างความสัมพันธ์ของมนุษย์ในยุคที่มีความเจริญทางอุตสาหกรรมและคุณภาพชีวิตอย่างถึงขีดสุด รวมถึงเป็นการลุกขึ้นมาประกาศให้เห็นถึงความสำคัญของการแบ่งปันความรักซึ่งเป็นสิ่งที่นำไปสู่การเคารพซึ่งกันและกัน ความเจริญทางคุณภาพจิตใจและเหนือสิ่งอื่นใดความสงบสุขทั้งของตนเองและสังคมโลก ส่วนเพลงหลังเจ๊อุทิศเนื้อหาทั้งหมดให้แก่ผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอช ไอ วี ซึ่งไม่แน่ใจว่าเพื่อนสนิทของเจ๊เสียชีวิตด้วยโรคนั่นด้วยรึเปล่า ดูจากการนำเสนอบนเวทีแล้วค่อนข้างเป็นส่วนตัวมากๆ

ปิดท้ายด้วย Secret Garden (3/5) แทร็คปิดอัลบั้ม ชื่อน่าฟังมากๆค่ะแต่ส่วนตัวแล้วผลลัพธ์ออกมาไม่เป็นอย่างที่หวังไว้ เพราะส่วนตัวรู้สึกขัดใจการนำเสนอรูปแบบนี้ที่เจ๊เอาไปแปะไว้อย่างแพรวพราวเกือบทั้งอัลบั้ม ยิ่งมาพิจารณาเทียบกันในแง่ของลูกเล่นและชั้นเชิงความน่าสนใจเดี๊ยนว่าเพลงนี้ด้อยที่สุดน่ะค่ะ แต่ส่วนตัวชอบที่ภาคเนื้อหาเจ๊ใช้อุปลักษณ์ได้อย่างคมคายรวมถึงเมื่อมองในใมกลับก็คิดว่าลงตัวนะคะในการเอามาปิดอัลบั้ม (สุดท้ายก็เข้าข้างน่ะค่ะ)

จุดด้อย+สรุป

ไม่มีหรอกค่ะนอกเสียจากว่าคุณจะเป็นพวกที่ต้องการความสมบูรณ์แบบ100เปอร์เซนต์ ในช่วงแรกอัลบั้มนี้ถูกมองข้ามไปเนื่องจากกระแสของSex Bookที่เธอทำออกมาในช่วงนั้น อย่างไรก็ตามเคยกล่าวไปหลายครั้งแล้วว่า "เวลา" คือเครื่องพิสูจน์ความเป็นของจริงที่ดีที่สุด ตอนนี้นักวิจารณ์เพลงจากหลายๆสถาบันต่างกล่าวยกย่องความดีของอัลบั้มนี้และมีนักวิจารณ์ท่านหนึ่งได้เคยกล่าวไว้ว่า "นี่คืออัลบั้มที่ดีมากๆของมาดอนน่า เพียงแต่มันต้องการเวลาเป็นเครื่องช่วยพิสูจน์ศักยภาพที่แท้จริงในตัว" และวันนี้เวลาก็ได้พิสูจน์ศักยภาพของ Eroticaแล้วว่า งานดนตรีชิ้นนี้เหนือระดับขนาดไหนรวมถึงได้พิสูจน์ศักยภาพของตัวเธอในฐานะสาวนักปฏิวัติ มหาราชินีเพลงพ็อพและที่สำคัญที่สุดศักยภาพของศิลปินที่แท้จริง ที่เชื่อว่าแฟนของมาดอนน่าทุกคนเห็นตั้งแต่คราวแรกที่เราทำความรู้จักกับเธอ




Billie Holliday: Lady Day Swings! : 5

รูปแบบเพลง

ตรงตัวค่ะ Lady Day Swings! เป็นอัลบั้มรวมเพลงสวิงเริ่ดๆของป้าบิลลี่ตั้งแต่ปี1935ถึง1940 ซึ่งเป็นยุคที่ดนตรีชาวผิวดำอย่างโซล,บลูส์และแจ๊ซซ์ เริ่มที่จะเข้ามาเป็นที่นิยมกันอย่างกว้างขวาง (ไม่แน่ใจว่ายุคนั้นยังมีการสั่งห้ามไม่ให้แสดงเพลงแจ๊ซซ์ต่อหน้าสาธารณชนรึเปล่านะคะ) ถ้าเข้าใจไม่ผิดเป็นยุคที่สวิงของคนขาวได้ผสมกลมกลืนกับแจ๊ซซ์ของคนดำอย่างแยกกันแถบจะไม่ออกและดนตรีสองแนวนี้ก็ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดีในการนำเสนอและตอบสนองความต้องการในการทำเพลงของศิลปินยุคนั้น มาที่แนวเพลงของป้าในยุคนั้นยืนพื้นที่สวิงและแจ๊ซซ์เป็นหลักโดยมีกลิ่นอายของโซลและบลูส์หม่นๆเจือในตัวเพลงของป้าด้วย บางเพลงเริ่มที่จะกลายพันธุ์เป็นสแตนดาร์ดที่เป็นแจ๊ซซ์ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในยุคหลังจากนั้นจนถึงปัจจุบัน สำหรับเดียนประทับใจสุดๆกับภาคดนตรีที่สดและมีเสน่ห์มากๆ เมื่อได้ลองฟังแล้วขอรับประกันเลยว่างานชุดนี้จะพาคุณย้อนกลับไปสัมผัสบรรยากาศและกลิ่นอายที่น่าตื่นตาตื่นใจของดนตรีช่วงยุค30 คุณจะรู้สึกเหมือนกับเข้าไปนั่งในแจ๊ซซ์คลับหรือภัตราคารหรูๆแล้วฟังเธอขับกล่อมสวิงหวานๆหอมๆ แม้ว่าคุณจะไม่เคยสัมผัสบรรยากาศดังกล่าวหรือจะเกิดหลังเพลงของเธอ50กว่าปีก็ตามเดี๊ยนเชื่อว่า Lady Day Swings! จะช่วยวาดภาพความรู้สึกนั้นในจินตนาการของคุณทุกที่ที่คุณเปิดมัน

จุดด้อย

อัลบั้มนี้เป็นอัลบั้มที่มีเอกภาพในตัวสูงมากๆ สามารถฟังได้ต่อเนื่องทุกแทร็คอย่างไม่มีสะดุดรวมไปถึงคุณภาพในตัวเพลงที่ส่วนตัวเห็นว่าสมบูรณืและละเมียดละไมชนิดแทร็คต่อแทร็คเรียกได้ว่าถ้าจะหาข้อบกพร่องในตัวเพลงแล้วหาได้ค่อนข้างยาก อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาในแง่ของความหลากหลายแล้วจะรู้สึกว่ามันมาอารมณืเดียวกันหมดทั้งอัลบั้ม คือเป็นสวิงเก๋ๆแจ๊ซซ์หรูๆที่การนำเสนอโขลกออกมาอารมณืเดียวกันหมด อย่างไรก็ตามเมื่อเอาทุกแทร็คมารวมกันก็ช่วยส่งให้อัลบั้มนี้เป็นงานแจ๊ซซ์ที่แข็งแกร่งและไหลลื่นตั้งแต่ต้นจนจบชนิดที่ไม่มีติดขัดใดๆ เหมาะมากสำหรับผู้ที่ต้องการฟังแบบรวดเดียวเริ่ดทั้งอัลบั้มมากกว่าจะมานั่งหาแทร็คที่ชอบเพียงไม่กี่แทร็ค

อีกเรื่องนอกประเด็นไปนิดแต่ก็อยากจะพูดถึงเพราะเห็นหลายคนเข้าใจผิดว่าเสียงของป้าจะต้องทรงพลังสุดเสียงโซลและดิบแบบคนดำสุดๆ ขอบอกเลยว่าคุณเข้าใจผิดและนั่นจะทำให้คุณผิดหวังเข้าขั้นอันตรายในการเสพย์งานของเธอ ป้าบิลลี่เสียงทรงพลังจริงค่ะแต่ป้าเป็นคนดำที่เสียงเล็กและเสียงของป้าไม่ได้ดิบหรือแหกปากซะกังวานถึงขั้นเบสซี่ สมิท,นีน่า ซีโมนส์,อรีธ่า แฟลงคลินหรือแพ๊ตตี้ ลาเบล ถ้าเทียบกับดิว่ารุ่นหลังๆอย่างป้าวิทนีย์ ฮุสทัน,มารายห์ แครีย์ไปจนถึงคริสทิน่า อากิเลรา เดี๊ยนคงจะต้องบอกว่าสามนางนี้แหกปากสู้ตายได้สะใจกว่ามากๆ แต่เหตุผลที่ป้าได้รับการยกย่องให้เป็นราชินีเพลงแจ๊ซซ์และมีเครดิตเหนือกว่าหลายๆชื่อที่กล่าวมา (ยกเว้นเบสซี่ สมิท) เนื่องจากเธอเรียนรู้เส้นเสียงของตัวเองและเลือกที่จะนำเสนอดนตรีให้ออกมาเข้าทางและเอื้ออำนวยต่อศักยภาพของตัวเธออย่างถึงที่สุด เธอสามารถฉีกตัวเองออกจากกรอบดิว่าแจ๊ซซ์ในยุคนั้นด้วยการครีเอทการอิมโพรไวท์ในแบบฉบับของตัวเอง ซึ่งดูมีเอกลักษณ์และอิสระสุดๆ ดุลยภาพที่ป้าสร้างขึ้นระหว่างตัวเธอกับดนตรีที่เธอเลือกมันให้ผลลัพท์ออกมาไพเราะและน่าทึ่งสุดๆ บนท่วงทำนองที่หรูหราประณีต สรรพสำเนียงการร้องอันทรงเสน่ห์แลอารมณ์เพลงที่ถ่ายทอดออกมาจากจิตวิญญาณ มันทำให้งานดนตรีของบิลลี่ ฮอลิเดย์ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในงานดนตรีที่ดีที่สุดที่วงการเพลงอเมริกันได้รับจากศิลปินทุกยุคทุกสมัยเลยทีเดียว

แทร็คเด็ด


เริ่มต้นที่ What A Little Moonlight Can Do (5) สวิงหรูๆที่ถือว่าเป็นตัวแทนในการบ่งบอกภาพรวมของอัลบั้มได้อย่างดี ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังวเข้าไปนะงฟังการแสดงเปิดในคลับยุคที่เพลงสวิงยังเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย ขอชมที่ป้าสร้างความประทับใจครั้งแรกแก่เดี๊ยนได่อย่างวิเศษสุดๆ ต่อด้วย Let's Do It (5) ส่วนตัวคิดว่าเป็นหนึ่งในเพลงที่ดีที่สุดของงานชุดนี้ ตัวเพลงถูกเรียบเรียงออกมาเป็นสวิงหวานๆที่มีกลิ่นอายของเครื่องเป่าให้อารมณ์กึ่งสแตนดาร์ดเข้ามาผสม แลดูสูงชั้นมากๆค่ะ คิดว่าพวกคุณหญิงที่ชอบเพลงสุนทราภรณ์คงจะโอเคกับเพลงนี้กันเลยทีเดียว มาที่He Ain't Got A Rhythm (4/5) กับ I Hear Music (5) สองเพลงเริ่ดๆ เพลงแรกเป็นเพลงของIrving Berlin นักแต่งเพลงบรอดเวย์ชื่อดัง ส่วนตัวเห็นว่าเป็นตัวแทนที่ดีในการบ่งบอกอัลบั้มแจ๊ซซ์ดีๆในยุคนั้น คุณก็แค่คัฟเวอร์เพลงคนอื่นออกมาในฉบับที่แตกต่างและเป็นตัวคุณที่สุดและป้าบิลลี่ตีโจทย์มันแตก ส่วนเพลงหลังเป็นสวิงแจ๊ซซ์สนุกๆเสริมทัพด้วยบลูส์หรูๆส่วนตัวรู้สึกถึงอาร์แอนด์บีนิดๆ (ไม่แน่ใจว่ายุคป้ารู้จักอาร์แอนด์บีกันรึยัง) สำคัญที่สุดชอบเนื้อเพลงค่ะ สวยงามและมีวาทะศิลป์น่าทึ่งมากๆ ทุกองค์ประกอบลงตัวสุดๆ ผลลัพธ์ออกมาหรูหราและกลมกล่อมมากๆ ทำหน้าที่ได้ดีทุกครั้งที่เปิดมัน


Spreadin' Rhythm Around (5) อีกหนึ่งสวิงสวยๆที่มาพร้อมกับอิทธิพลของดนตรีจัมพ์บลูส์และโซลอ่อนๆ เก๋ตรงที่มอบความรู้สึกที่สดเหมือนกับคืนชีวิตให้แก่ยุคนั้นกลับมาอยู่ตรงหน้าเราด้วยวิธีง่ายๆคือ "เพียงแค่เปิดมัน" แล้วมันจะสอนให้คุณรู้ว่า "นี่แหละสวิง" มาที่ Swing!Brother,Swing! (4.5/5) ตัวเพลงเป็นบลูส์แจ๊ซซ์ สวิงติดกลิ่นโซลหม่นๆเชิ่ดๆ ส่วนตัวชอบที่ป้าทำให้เรารู้ว่าการอิมโพรไวซ์ไปได้ไกลสุดถึงระดับไหน ดูเหมือนจะเรียบง่ายแต่ต้องยกย่องให้เป็นตัวอย่างที่ดีในการนำเสนอเพลงของป้ากับนักดนตรี ทุกคนรวมใจกันเป็นหนึ่งเดียวในขณะเดียวกันอัตลักษณ์แบบบิลลี่ ฮอลิเดย์ยังอยู่แบบครบถ้วน ปิดท้ายด้วย Them Their Eyes (4/5) เป็นเพลงแรกของป้าที่เดี๊ยนได้ฟังในชีวิต (ในThe Diva Series) ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นอีกสิบปีหลังจากนี้ (1949) มาที่ภาคนี้ป้าคัฟเวอร์มาจากนักร้องชายท่านหนึ่งในปี1931แต่เธอช็อควงการด้วยการเปลี่ยนมันให้กลายเป็นเพลงของเธอไปตลอดกาล คือเป็นเพลงของคนอื่นก่อนหน้านี้แต่พอเธอมาร้องมันเหมือนกับแต่งมาให้เะอร้องเป็นคนแรกโดยเฉพาะ ถ้าคิดถึงป้าบิลลี่เดี๊ยนจะคิดถึงเพลงนี้เป็นเพลงแรกค่ะ

สรุป

ต้องขอบคุณพระเจ้าที่ประทานดนตรีลงมาบนโลกใบนี้ ทุกยุคทุกสมัยจะมีศิลปินที่เป็นที่นิยมและทำให้เดี๊ยนรู้สึกว่าเขาหรือเธอผู้นั้นเกิดมาเพื่อขับกล่อมดนตรีแก่เพื่อนมนุษย์ คงจะไม่ผิดถ้าจะบอกว่าบิลลี่ ฮอลิเดย์คือสมบัติอันล้ำค่าที่พระเจ้าประทานให้แก่มนุษย์ทุกคนที่รักดนตรีในยุคนั้นขณะเดียวกันพระองค์ก็ประทานให้ตำนานผู้นี้เป็นขุมทรัพย์ที่ทรงค่ามหาศาลให้แก่ชนรุ่นหลังผู้ซึ่งรักในเสียงดนตรีค้นหามาฟังต่อไป อย่างไม่มีที่สิ้นสุด




James Blunt : Back To Bedlam : 4.5/5

จากงานรีวิวหลายๆชิ้นก่อนหน้านี้อาจทำให้บางท่านเข้าใจว่าเดี๊ยนนิยมฟังแต่ผลงานของศิลปินหญิง อันที่จริงก็มีศิลปินชายหลายท่านที่เดี๊ยนชื่นชมในผลงานและความสามารถของพวกเขาเพียงแต่ไม่มีโอกาสได้หยิบมารีวิวเนื่องด้วยเหตุผลหลายๆประการนะคะ ครั้งนี้จึงถือว่าเป็นโอกาสดีที่เดี๊ยนจะได้รีวิวงานเพลงของศิลปินชายบ้างโดยขอประเดิมด้วยงานเพลงชุดแรกของ เจมส์ บลันท์ เพื่อเป็นการต้อนรับการกลับมาของเขาที่กำลังจะมีอัลบั้มใหม่ให้ฟังกันในเร็วๆนี้นะคะ

รูปแบบเพลง

พ็อพโฟล์คที่โดดเด่นด้วยเครื่องดนตรีหลักอย่างกีตาร์อคูสติคและเพียโน โดยผสานอารมณืของดนตรีที่หลากหลายทั้งพ็อพร็อค อาร์แอนด์บี โฟล์คร็อคและอัลเทอเนทีฟได้อย่างลงตัว สำหรับบางเพลงได้กลิ่นอายของดนตรีแจ๊ซซ์บางๆและอิทธิพลของดนตรีร็อคในยุค70 รวมไปถึงน้ำเสียงที่ก้ำกึ่งไปทางโซลในบางแทร็ค

จุดด้อย

โดยส่วนตัวรู้สึกว่าเพลงน้อยไปยิ่งสำหรับยุคนี้สิบแทร็คถือว่าน้อยมากๆ อย่างไรก็ตามเมื่อมองถึงความไพเราะของตัวเพลงและคุณภาพของอัลบั้มในการฟังระยัะยาวแล้วก็ถือว่าคุ้มค่าที่จะซื้อ มาอีกประเด็นหนึ่งที่คิดว่าไม่เกี่ยวและไม่น่าจะมาเป็นปัญหาของเขาเลยด้วยซ้ำก็คือเสียงของเจมส์เอง อันนี้เป็นเรื่องที่ว่าด้วยมุมมองส่วนตัวของผู้ฟังแต่ละท่านค่ะคือถ้าชอบก็จะรักไปเลยแต่ถ้าไม่ชอบนี่เสียงของเจมส์ บลันท์ก็เข้าขั้นน่ารำคาญสุดๆไปเลยทีเดียว แต่สำหรับเดี๊ยนโดยส่วนตัวน้ำเสียงของเขาไม่ใช่ปัญหาเลยค่ะโดยส่วนตัวคิดว่ามีเสน่ห์และเอกลักษณ์เป็นของตัวเองดี ในวงการนี้ศิลปินที่เส้นเสียงเป็นดาบสองคมมีให้เห็นกันเยอะแล้วอย่าง ไคย์ลีย์ มิโน้ก,จัสติน ทิมเบอร์เลค,คริสทิน่า อากิเลร่า และอีกมากมาย แม้แต่บ้านเราก็ยังมี ปีเตอร์ คอปไดเรนดัล,อ้อม สุนิสา อะไรพวกนี้ ขึ้นอยู่กับว่าไปแจ้คพ็อตเจอคนฟังที่เขาชอบแบบไหนมากกว่า เป็นเรื่องดวงล้วนๆค่ะเร้าใจดีเหมือนกัน

ซิงเกิ้ล

High (5) ซิงเกิ้ลแรก พ็อพโฟล์คบริสุทธิ์เสริมทัพด้วยคีย์บอร์ดกับอคูสติคกีตาร์สอดคล้องกับภาคเนื้อหาที่ช่วยวาดจินตภาพให้ผู้ฟังเข้าถึงการมองโลกของคนที่กำลังมีความรักได้อย่างดี อีกเรื่องที่ประทับใจมากๆคือการใช้น้ำเสียงที่เหนือชั้นด้วยการค่อยๆแย้มความปรารถนาออกมาทีละนิดก่อนที่ผู้ฟังจะถูกสะกดอยู่ในภวังค์และสุขกับโลกแห่งความฝันในอารมณ์เพลงของเขาอย่างไม่รู้ตัว สมบูรณ์แบบค่ะ!

ป.ล. เพลงนี้ถูกนำไปใช้ประกอบโฆษณษโรงแรมฮิลทันด้วยนะคะ ต๊ายย!น่าดีใจมั้ยคะ เนี่ย

Wise Men (3.5/5) ซิงเกิ้ลที่สอง พ็อพร็อคบนท่วงทำนองกึ่งบัลลาดโดยส่วนตัวรู้สึกว่ามีกลิ่นอายอาร์แอนด์บีแซมเข้ามาเป็นสีสันด้วย การนำเสนอโดยรวมดีพอที่จะเป็นซิงเกิ้ลได้ค่ะเพียงแต่อย่าคาดหวังความสำเร็จบนอันดับเพลงก็เป็นพอปล่อยวางได้มั้ยล่ะ แต่ได้รวมจัดว่าลงตัวและเพราะเข้าขั้นแล้วล่ะ

You're Beautiful (4/5) จริงๆแล้วเป็นซิงเกิ้ลที่สามบนฝั่งอังกฤษน่ะค่ะ แต่กลับกลายเป็นซิงเกิ้ลแรกที่ทำให้หลายๆคนรู้จักและยอมรับผลงานของเขา ภาคดนตรีเป็นอคูสติคพ็อพผสานโฟล์คร็อคโดดเด่นด้วยท่วงทำนองของเพียโน เครื่องสายและกีตาร์อคูสติครวมไปถึงการถ่ายทอดผ่านน้ำเสียงแบบโซลของเจมส์เอง ก่อนอื่นต้องบอกตามตรงว่าตอนแรกเดี๊ยนไม่ได้คิดว่าเพลงนี้จะดังกระฉ่อนจนสามารถมลายอันดับหนึ่งบิลด์บอรืดได้ โดยส่วนตัวคิดว่าตัวเขาเองก็คงไม่ได้คาดหวังว่ามันจะประสบความสำเร็จเช่นกัน โดยส่วนตัวคิดว่าถ้าตัดเพลงนี้เป็นซิงเกิ้ลแรกอานิสงค์ของเพลงนี้จะทำให้ซิงเกิ้ลอื่นๆของเขามีอันดับบนชาร์ตเพลงที่สูงกว่านี้แต่ในขณะเดียวกันก็คงจะต้องเผชิญกับความคาดหวังและความกดดันสูงขึ้นเป็นเท่าตัว

Goodbye My Lover (4/5) ซิงเกิ้ลปิดอัลบั้ม บัลลาเพียโนที่เดี๊ยนขอให้คำจำกัดความสั้นๆว่า "แม่งโคตรเศร้า" กวาดไปหมดทั้งเนื้อหา ทำนอง เสียงร้อง แต่ดดยส่วนตัวรู้สึกรักเพลงนี้และยินดีจะจมอยู่กับมันโดยไม่มีเงื่อนไข ในเรื่องของตัวเพลงคิดว่าเพลงนี้เป็นอะไรที่โดดออกมาจากภาพรวมในอัลบั้ม แต่ก็กลับเป็นส่วนที่ช่วยเติมเต็มเอกภาพ ความน่าฟังและช่วยเติมเต็มให้งานดนตรีของเขาให้สมบูรณ์แบบ


แทร็คอื่นๆ

Tears And Rain (5) เสียดายมากๆที่เพลงนี้ไม่ได้เป็นซิงเกิ้ล พ็อพโฟล์คร็อคที่เมโลดีย์สวยโคตรๆมีศักยภาพพร้อมที่จะเป็นซิงเกิ้ลและพร้อมที่จะดังได้ในเวลาเดียวกัน (โดยเฉพาะที่ไทย) ติดหูและเพราะสุดๆในอัลบั้มนี้แล้วถ้าใครอยากจะหาเพลงหวานๆมาประดับฤดูฝนล่ะก็ เพลงนี้เลยไม่ผิดหวังแน่นอน มาที่ Cry (4/5) ฟังแล้วนึกถึงโฟล์คยุค60-70กว่าๆ เป็นอีกหนึ่งเพลงที่ไพเราะและเนื้อหาซึ้งมากๆ ไม่แน่ใจว่าได้แรงบันดาลใจในการแต่งมาจากสมัยอยู่ค่ายทหารรึเปล่า ต่อด้วยเพลง Billy (3.5/5) อีกเพลงที่ท่อนคอรัสติดหูชะงัด ตัวเพลงติดกลิ่นอายไลท์แจ๊ซซ์บางๆ ทำออกมาได้เท่ห์มีชั้นเชิงมากๆ วุ้ย! ฟังมายังไม่มีเพลงไหนไม่เพราะเลยนะ

So Long,Jimmy (4/5) เป็นอีกเพลงที่ค่อนข้างโดดเด่นในอัลบั้ม ที่ชอบมากๆเลยก็คือการนำมิสซิสซิปปีกีตาร์มาใช้ในเพลงทำให้นึกย้อนไปถึงวงดนตรีร็อคช่วงยุค70 เท่ห์และเซอร์เกินบรรยาย ในส่วนของเนื้อหาอุทิศให้กับ Jimi Hendrit แรงบันดาลใจผู้ล่วงลับ (ใครวะ?) ต่อด้วย Out Of My Mind (3/5) แม้ว่าลุกเล่นและชั้นเชิงเมื่อเทียบกับเพลงอื่นๆจะไม่มีอะไรน่าชมเชย แต่ส่วนตัวชอบความเข้มข้นและพลังในตัวเพลง ให้ความรู้สึกเหมือนเจอคลื่นระลอกใหญ่ซัดใส่อย่างบ้าคลั่งแล้วทิ้งไว้เหลือแตาคความว่างเปล่าในตอนจบเพลง ปิดท้ายด้วย No Bravery (3.5/5) ได้ลินดา เพอร์รีย์มาร่วมโพรดิวซ์ ตัวเพลงเรียบง่ายแค่ใช้เพียโนเป็นตัวเดินเรื่องแล้วเร่งจังหวะด้วยกีตาร์และเบสรวมถึงกระตุ้นอารมณ์เพลงและน้ำเสียงให้ไปถึงจุดไคลแมกซ์ก่อนจะปิดลงอย่างสวยงามเหมือนสายลมที่ผ่านไปวูบหนึ่ง เป็นเพลงที่ฟังแล้วรู้สึกอ้างวางและปวดร้าวมากๆ

สรุป

นี่คือหนึ่งในอัลบั้มที่เพราะที่สุดเท่าที่เคยฟังมาในชีวิต รู้สึกประทับใจในความเรียบงามแต่แฝงไปด้วยความบริสุทธิ์และสวยงามของทุกตัวโน๊ต สวำหรับเดี๊ยน Back To Bedlam จะเป็นหนึ่งในอัลบั้มแห่งความสุขที่เดี๊ยนจะนิยมย้อนกลับไปฟังทุกเมื่อ เช่นเดียวกับที่จะนิยม เจมส์ บลันท์ คนนี้ให้เป็นหนึ่งในศิลปินสุดที่รักและพร้อมที่จะคอยติดตามผลงานของเขาด้วยใจจดจ่อ






Blossom Dearie : Once Upon A Summertime : 4/5

รูปแบบเพลง

ดนตรีของป้าบลอสซั่มเป็นสแตนดาร์ดแจ๊ซซ์ช้าๆเนิบๆถ่ายทอดผ่านบนท่วงทำนองเพียโนหวานๆ ถ้านึกไม่ออกลองนึกถึงงานของศิลปินพ็อพแจ๊ซซ์รุ่นนี้อย่าง นอร่าห์ โจนส์ ดูโดยส่วนตัวคิดว่าลีลาการนำเสนอในบางส่วนคล้ายคลึงกัน เพียงแต่อารมณ์เพลงของป้าบลอสซั่มจะแทรกความเป็นวินเทจมากกว่าซึ่งมีการผสานทั้งไลท์แจ๊ซซ์ยุค50 บีบ็อพและลูกเล่นของคาบาเร่ต์ (ดนตรีที่ใช้แสดงในคลับหรือภัตราคารที่เล่นเพลงแจ๊ซซ์) ที่เด็ดไปกว่านั้นคือลูกเล่นการใช้เพียโนของป้าค่อนข้างให้อรรถรสที่หลากหลายตั้งแต่หวานหยด เศร้าซึ้งไปจนถึงการด้นเพียโนสดๆแบบจังหวะสวิงที่ช่วยนำผู้ฟังให้ย้อนกลับไปสัมผัสความสดของบรรยากาศในคลับเพลงแจ๊ซซ์ยุคนั้นได้อย่างดี

จุดด้อย

สำหรับบางท่านเจออัลบั้มนี้อาจจะหลับคาสเตอริโอไปเลยก็ได้นะคะ อย่างที่รู้ๆกันแหละค่ะว่าแจ๊ซซืเป็นยานอนหลับชั้นดีได้ขนาดไหน ยิ่งเด็กอาร์แอนด์บีแดนซ์กระจายอย่างเดี๊ยนมาชนกับเพียโนแจ๊ซซ์หวานๆเย็นๆของป้านี้ อุ้ย! ฝันดีเชียวค่ะ (อัลบั้มนี้นี่ท่านป้าล่อเดี๊ยนซะเคลิ้มไปหลายรอบเลยทีเดียว) อย่างไรก็ตามเมื่อสามารถปรับตัวให้ชินกับอารมณืเพลงของเธอได้แล้วนั้นขอบอกได้ว่าสัมผัสได้ถึงความละเมียดละไมและสุนทรีย์ได้อย่างดีเลยทีเดียว จากความง่วงในการฟังรอบแรกๆก็กลับกลายเป็นความไพเราะและผ่อนคลายได้อย่างน่าอัศจรรย์

อีกหนึ่งเรื่องคือชื่อเสียงของป้าในประเทศไทยยังไม่เป็นที่นิยมและรู้จักมากนัก (ข้อมูลนี้จากป้าโดเรมีโดยตรงค่ะ) คือดิว่าเพลงแจ๊ซซ์ฟันฐานคอแจ๊ซซ์ในเมืองไทยได้หลักๆเลยคือ เอลล่า ฟิทซ์เจอรัลด์,นีน่า ซีโมนส์และบิลลี่ ฮอลิเดย์ หลังจากที่ได้ฟังทุกนางเทียบกันแล้วขอบอกเลยค่ะว่าป้าบลอสซั่มสู้พวกเธอไม่ได้อันนี้ไม่ใช่ว่าเพลงป้าห่วยแต่ในเรื่องของความแรงในผลงาน เอกลักษณ์เฉพาะตัว ทักษะในหลายๆด้านที่เหนือกว่ารวมถึงชื่อชั้นป้าเรายังเทียบเจ้าป้าเหล่านั้นไม่ได้ ขนาดเอาลงมาเทียบรุ่นกับชื่อชั้นที่รองลงมาอย่างดิน่า วอชิงทัน,แอนนิต้า โอเดย์ หรือ ซาร่าห์ วอห์น งานป้ายังเป็นรองพวกหล่อนเลย คืองานป้าดีค่ะแต่ชื่อื่นที่กล่าวมาติดตลาดกว่า แกร่งกว่าจนเป็นตัวเลือกที่หลายๆคนมองว่าน่าจะดีกว่าไปโดยปริยายน่ะค่ะ

ป.ล. ทำใจเท่านั้นค่ะป้าเพราะตอนนี้ถ้าจะไปแข่งเรื่องชื่อเสียงอะไรก็ต้องตามพวกป้าๆเหล่านั้นไปเจอกันบนสวรรค์อย่างเดียวค่ะ จงภูมิใจที่เป็นคนเดียวที่ยังเหลืออยู่ หึหึหึ

แทร็คเด็ด

เดี๊ยนขอไม่รีวิวหมดทุกแทร็คนะคะขอยกมาเฉพาะแทร็คเด็ดๆที่น่าสนใจและคิดว่าน่าจะถูกใจเพื่อนๆเพื่อจะไปหามาลองฟังกันดูนะคะ เริ่มด้วยแทร็คแรก Tea For Two (3.5/5) เพียโนไลท์แจ๊ซซ์เบาๆเพลงนี้คัฟเวอร์มาจาก เออร์วิ่ง ซีซาร์เมื่อปี1925 ก่อนหน้านี้เคยฟังเป็นเวอร์ชั่นสนุกๆของเจ้าป้าแอนนิต้า โอเดย์ พอมาเจอเวอร์ชั่นๆนุ่มๆซอฟๆแบบนี้ก็สุนทรีย์ไปอีกแบบดีค่ะ ต่อแทร็คถัดไป Surrey With The Fringe On Top (5) เพลงที่เะอถอดวิญญาณร้องให้บ้านเกิดของเธอ ส่วนตัวชอบมากๆค่ะพ็อพแจ๊ซซ์เย็นๆเมโลดีย์งดงามบริสุทธิ์มากๆให้ความรู้สึกที่อบอุ่นและผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก คาดว่าแนวนี้แฟนๆของนอร่าห์ โจนส์คงชอบเพลงที่อารมณ์อาบไปด้วยความสุขทุกตัวโน๊ตแบบนี้

ป.ล. เดี๊ยนฟังแล้วเห็นแต่หน้ายัยโอลีฟ ออยล์แฟนตาป็อปอายหลอนอยู่ในหัวตลอดเพลงเลยค่ะ ไม่รู้ทำไม

Once Upon A Summertime(5) ไทเทิ่ลแทร็ค แจ๊ซซ์ฝรั่งเศสโดยแท้ค่ะเนื่องจากต้นฉบับมาจากเพลง La Valse es Lilas ซึ่งแต่งโดย Michel Legrand เรื่องของเรื่องป้าแกเผอิญไปปิ๊งเพลงนี้เข้าที่ปารีสถึงกับออกปากชมว่า The exquisite music with lovely French lyrics ว่าแล้วก็เลยขอให้นักแต่งเพลงแต่งออกมาเป็นภาษาอังกฤษใหเแกร้องเสียเลย (ต๊ายยย ง่ายดีนะคะนั่น) มาที่ตัวเพลงค่ะโดยส่วนตัวเดี๊ยนว่าเป็นเพลงที่สมบูรณ์แบบที่สุดในอัลบั้มค่ะ ชอบมากๆก็คืออารมณ์ที่ว่างเปล่าแต่แฝงด้วยความเข้มข้นและทรงพลังในตัวเอง สมค่าที่เป็นศิลปะชั้นสูงที่ทำออกมาขายคนรักดนตรีโดยแท้

ลองสลับมาฟังเแจ๊ซ์สนุกๆกันดูบ้างมั้ยคะเดี๊ยนขอส่งMoonlight Saving Time (3.5/5) กับ Down With Love (4/5) เข้าประกวดนะคะ สแตนดาร์ดเพียโนแจ๊ซซ์สนุกๆประสานจังหวะจะโคนของสวิงแล้วก็สรรพสำเนียงบีบ็อพเริ่ดมากๆค่ะ แม้ว่าความยาวจะแค่หนึ่งนาทีกว่าๆแต่ไอ้หนึ่งนาทีกว่าๆนี่แหละค่ะที่คุณจะตกหลุมรักเป็นอันดับแรกและในครั้งแรกที่ฟัง เพราะติดหู หรูและเก๋สุดๆ มาที่Doop -Doo-De-Doop[A Doodlin' Song](3.5/5) ดูเอ็ทคู่กับCy Colemanมีเครดิตเป็นนักแต่งเพลงในอัลบั้มนี้ด้วย ตัวเพลงวินเทจมากๆค่ะให้อารมณ์น่ารักขี้เล่นแบบแจ๊ซซ์ยุค50ดีฟังแล้วนึกถึงหนังขาวดำที่พระเอกเป็นกะลาสีไปตกหลุมรักสาวต่างถิ่นอะไรทำนองนั้นอ่ะค่ะ โรแมนติคมากๆ มาที่สองเพลงทีเนื้อหาเปรี้ยวมากๆอย่าง If I Were A Bell (3.5/5) กับ Teach Me Tonight (3/5) น่าทึ่งนะคะที่สาวเรียบๆหงิมๆแบบป้าสามารถร้องเพลงที่ส่อกามนัยยะเกือบทุกอักษรได้มีจริตจก้านสูงส่งขนาดนี้ หุหุหุ เสือซ่อนเล็บก็ไม่บอกนะตัว

ปิดท้ายด้วย Our Love Is Here To Stay (4/5) แจ๊ซซ์แนวคาบาเร่ต์ที่ให้อารมณ์เหมือนกับตอนเล่นปิดคลับ ตัวเพลงผสานระหว่างความเป็นสแตนดาร์ด สวิงกับอารมณ์แบบบรอดเวย์เข้าด้วยกันได้อย่างดี เป็นอีกหนึ่งเพลงที่ฟังแล้วรู้สึกว่าคืนชีวิตให้แก่ยุคนั้นโดยช่วยวาดจินตภาพให้เราๆเข้าถึงและสนุกไปกับมันได้ คลาสสิคมากๆค่ะ

สรุป

ฤดูร้อนที่ผ่านมาที่เดี๊ยนได้ใช้เวลากับอัลบัมนี้แม้จะเป็นช่วงระยะสั้นๆแต่ก็เป็นช่วงที่สวยงาม โรแมนติคแล้วก็น่าจดจำที่สุดช่วงหนึ่งเลยทีเดียว จำไม่ได้แล้วค่ะว่าไม่ได้สัมผัสฤดูร้อนดีๆแบบนี้มานานเท่าไรแล้ว เป็นเหตุผลหนึ่งที่เดี๊ยนอยากจะบอกท่านผู้อ่านโดยเฉพาะท่านที่รักดนตรีมากๆนะคะว่า "มีอัลบั้มนี้กันไว้ซะ"




Avril Lavinge : The Best Damn Thing : 3.5/5

รูปแบบดนตรี :

ใน The Best Damn Thing อาวริลยังคงนำเสนอดนตรีที่มีพื้นฐานอยู่บนแนวพ็อพร็อคเช่นเดียวกับสองอัลบั้มที่ผ่านมา เพียงแต่ทิศทางและสัดส่วนของดนตรีแบบพังค์พ็อพค่อนข้างแรงและชัดเจนยิ่งขึ้น คิดว่าคนที่ชอบเพลงติดอารมณ์พังค์ๆแบบ Sk8er Boi หรือ He Wasn't คนจะถูกใจเพราะในอัลบั้มนี้มีให้คุณเลือกจิ้มกันเพลินเลยทีเดียว นอกจากนี้เธอยังได้นำสรรพสำเนียงการร้องแบบอาร์แอนด์บีเข้ามาประยุกต์ใช้เป็นสีสันในงานรวมถึงการครีเอทสไตล์การร้องและแร็พ (ใช่แล้วแร็พฟังไม่ผิดหรอก) แบบพวกสาวปอมปอมเชียร์ลีดเดอร์ เรียกได้ว่าเป็นซาวนด์ทดลองที่ค่อนข้างเก๋และเพิ่มความน่าสนใจให้แก่ชิ้นงานที่สำคัญที่สุดเป็นอีกหนึ่งความแปลกใหม่ที่ฉายแสงออกมาได้ชัดเลยทีเดียว ในส่วนของงานบัลลาดซึ่งมีน้อยมากในอัลบั้มแต่สำหรับเดี๊ยนส่วนน้อยนี่แหละที่เป็นตัวแทนบ่งบอกถึงพัฒนาการและศักยภาพในการทำงานเพลงที่สูงขึ้นไปอีกหนึ่งระดับของเธอ

ป.ล. The Best Damn Thing ยังมีอีกหนึ่งเวอร์ชั่นที่แถมดีวีดีซึ่งเป็นเวอร์ชั่นสำรอกคำหยาบ ซึ่งหยาบโลนจนถึงขั้นได้รับเกียรติแปะป้าย Parental Advisory เป็นอัลบั้มแรกของเธอ (คาดว่าคงสมใจวีนเธอน่ะค่ะ) ใครที่อยากฟังอะไรแรงๆห่ามๆแบบไม่ต้องกิ๊กๆกั๊กๆหนีบๆ หรืออยากจะรู้ว่าสาวปากปีจออย่าง Brooke Valentine หรือ Lady Souvereign ลองแบ่งภาคมาทำเพลงทีนควีนจะเป็นอย่างไรลองไปหามาฟังดูนะคะ

ซิงเกิ้ล :

Keep Holding On (4/5) ซาวนด์แทร็คประกอบภาพยนตร์เรื่อง Eragon บัลลาดพ็อพร็อคที่ทรงพลังทั้งในด้านเนื้อหาและดนตรี ฟังแล้วรู้สึกถึงเพลง Breakaway ของ เคลลีย์ คลาคสัน จนแถบอยากจะเรียกว่าเป็นภาคสองของเพลงนั้นเลยทีเดียว โดยส่วนตัวแล้วเป็นเพลงที่สมบูรณ์แบบ มีสาระ ลึกซึ้งและสวยงามที่สุดในอัลบั้มค่ะ ชอบที่สุดแล้ว

ป.ล. เพลงนี้ได้ถูกเสนอชื่อเข้าชิงอคาเดมี่อวอร์ดปีล่าสุดสาขา Best Original Song ด้วยนะคะ แต่หลุดไฟนอลโนมินีไปอย่างน่าเสียดาย

Girlfriend (3.5/5) เปิดตัวได้สมศักดิ์ศรีเกินความคาดหวังค่ะ เพลงนี้เป็นซิงเกิ้ลแรกของอัลบั้มและเป็นซิงเกิ้ลแรกของเธอที่ได้อันดับหนึ่งบนบิลด์บอร์ดชาร์ต (ต๊ายย! งั้นสถิติอาวริลก็ดีกว่าบริทนีย์จนได้แล้วน่ะสิ) พังค์พ็อพร็อคแบบเดียวกับที่ได้ยินจาก Sk8er Boi และ He Wasn't นั่นแหละค่ะ เรียกได้ว่าเป็น Signature Song ของเธอไปแล้ว เพียงแต่เพลงนี้มีลูกเล่นที่เก๋กว่าในการหยอดบีทและลูกเล่นการร้องแบบอาร์แอนด์บีเข้าไป รวมถึงการแร็พปลุกใจแบบสาวปอมปอม (ขอชมว่าทำได้น่ารักและลงตัวมากๆ) แต่ตินิ๊ดนึงนะคะว่าครังแรกๆที่ฟังนี่เดี๊ยนเห็นหน้าฮิลารีย์ ดัฟฟ์ลอยไปลอยมาว่อนเชียว โดยเฉพาะท่อนที่เธอเน้นคำว่า Disappear อ่ะค่ะ มีใครเห็นด้วยมั้ยว่าคล้ายกันมากๆ

ป.ล. ได้ข่าวว่าเกิลเฟรนด์ทำท่อนคอรัสออกมาถึง7ภาษา รวมไปถึงอีกสองภาษาที่ทำไม่เสร็จอย่างฮินดูและรัสเซียด้วย ไม่ทราบว่าทำมาเพื่ออะไรเจ้าคะ และอัพเดทนิ๊ดนึงค่ะว่าซิงเกิ้ลนี้ล่าสุดถูกTommy Dunbar และ James Gangwer ยื่นเรื่องต่อศาล ที่เพลง Girlfriend ของเอวริล มีทำนองและเนื้อร้องที่ละม้ายคล้ายเพลง I Wanna Be Your Boyfriend ของพวกเค้าที่แต่งขึ้นในปี 1979 และะขับร้องโดยวง The Rubinoos โดยเรื่องจะขึ้นพิจารณาคดีในศาล เดือนสิงหาคมนี้ น่ะค่ะ (เครดิตจากกระทู้นี่ย์ของพี่ยูค่ะ)

ป.ล. (อีกที) อีย์หอกออกซิงเกิ้ลแรกงวดนี้อย่าแพ้เขานะลูก โฮะๆๆๆๆๆๆๆ

When You're Gone (3.5/5) บัลลาดพ็อพร็อคซิงเกิ้ลที่สอง อย่างแรกที่ชอบคือดนตรีเนียนตั้งแต่อินโทรเพียโนและเครื่องสายสม่ำเสมอและสอดรับกันกับท่วงทำนองบัลลาดร็อคแบบลงตัวไปจนจบเพลง อย่างที่สองคือการผนวกความรู้สึกที่หลากหลายแล้วสามารถถ่ายทอดออกมาได้อย่างมีเอกภาพ ส่วนตัวฟังแล้วคิดว่าเป็นการผสานที่ลงตัวระหว่างความเกรี้ยวกราดที่นุ่มนวลยิ่งขึ้นของ I'm With You และความมืดหม่นอ้างว้างแต่กลับมาอย่างทรงพลังของ Slipped Away อาวริล! เพลงนี้ขอบอกว่าคุ้มค่าที่รอคอยนะ

Hot (3/5) ว่าที่ซิงเกิ้ลที่สาม ที่ล่าสุดเธอนำไปโชว์ที่ The Friday Night Project น่ะค่ะ ตัวเพลงถูกนิยามว่าเป็นบัลลาดพังค์น่ะค่ะ คือใช้เทคนิคการเดินดนตรีแบบซอฟต์พังค์ร็อคและใส่อารมณ์พ็อพร็อคละเมียดละไมกึ่งๆบัลลาดลงไป เรียบๆง่ายๆแต่ส่วนตัวเดี๊ยนว่าโดดเด่นที่สุดในอัลบั้มคือดูแหวกออกมาจากเพลงอื่นเลยทีเดียวน่ะค่ะ มารอดูกันนะคะว่าจะออกหัวหรือก้อย

แทร็คอื่นๆ :

I Can Do Better (4/5) กรี๊ดๆๆๆๆๆๆๆ เริ่ดมากๆค่ะเพลงนี้ย์! พังค์พ็อพชนกับร็อคทั้งดนตรีเนื้อหาไปยันลูกเล่นการนำเสนอป่วงได้สะใจเดี๊ยนมากๆ ไหนจะลูกบ้าที่ประโหมประโคมทั้งลูพกลอง กีตาร์ เบสหนักๆไปจนถึงวีนที่แหกปากสุดพลังก่อนจะแปล่งร่างมาเป็นสาวปอมๆแร็พเอาช่วงกลางเพลง ขุดสารพัดวิทยายุทธขึ้นมาเอ็นเตอร์เทนคนฟังเกิน108เล่มเกวียนขนาดนี้ กรี๊ดๆๆๆๆๆๆๆๆ เริ่ดมากค่ะเพลงนี้ย์! อีกรอบน่ะค่ะ

Runaway (3/5) เข้าทางอาวริลสุดๆค่ะแทร็คนี้ พ็อพร็อคเริ่มต้นด้วยจังหวะใสๆกลางๆแล้วไประเบิดพลังเอาถึงขีดสุดในช่วงคลอรัส เป็นอีกหนึ่งอัตลักษณ์และสูตรสำเร็จอีกหนึ่งอย่างของงานเธอที่ได้ยินกันมาตั้งแต่ Mobile กับ Anything But Ordinary แล้ว อย่างไรก็ตามไม่ว่าทำออกมากี่ครั้งก็ถูกใจเดี๊ยนทุกทีไปก็ถือว่าเท่าทุนนะคะ ต่อกันด้วย The Best Damn Thing (3.5/5) ไทเทิ่ลแทร็ค ฟังแล้วพาลนึกถึง Watching The Rain ของ เคที่ โรส ตะหงิดๆน่ะค่ะ ถ่ายทอดอย่างเก๋ไก๋ด้วยการร้องกึ่งแร็พที่ได้อิทธิพลมาจากพวกลีดแดนซ์ที่เราเห็นประกวดๆกันน่ะค่ะผสมผสานกับท่อนฮุคที่ปรับตัวมาเป็นสาวพังค์ได้อย่างลงตัว ได้ใจสุดๆก็ตอนการร้องแบบแปรอักษรช่วงกลางเพลงนั่นแหละช่างคิดช่างครีเอทจริงๆน่ารักดีน่ะ เป็นอีกหนึ่งเพลงที่อยากให้เป็นซิงเกิ้ลมากๆค่ะ อีกเพลงที่มันส์ไม่แพ้กันคือ Everything Back But You (3/5) ชั้นเชิงไม่มีอะไรมากมายค่ะ แต่ถ้าจะเอาความมันส์กระแทกกระทั้นเร้าใจล่ะก็รีบๆจิ้มแล้วสนุกไปกับการเปิดคอนเสิร์ตร็อคส่วนตัวในห้องนอนเลยค่ะ เหมาะต่อการเล่นสดมากๆแค่คิดก็ไม่ต้องบรรยายแล้วว่าจะออกมามันส์ขนาดไหน

ป.ล. ใครก็ได้ช่วยเดี๊ยนคิดหน่อยสิคะว่าอีย์ท่อนคลอรัสสุดจะกระแทกกระทั้นนี่ย์ ได้แรงบันดาลใจมาจากเพลงไหนของ Green Day คือรู้สึกถึงอ่ะค่ะแต่นึกไม่ออก

I Don't Have To Try (2/5) ในแง่เนื้อหาเดี๊ยนว่าน่าสนใจนะคะ ฐานะที่แสดงจุดยืนและทัศนคติของอาวริลออกมาได้อย่างเด่นชัดคือเล็งไปที่เนื้อหาแล้ว อาวริล ลาวีญ ตัวจริงเสียงจริงเลยอ่ะค่ะ เสียงแร็พและดนตรีในช่วงต้นฟังดูเหมือนจะเก๋น่ะค่ะแต่พอเข้ามาที่ตัวเพลงเต็มๆแล้วค่อนข้างกลวงนะคะ คือเธอพยายามยัดลูกบ้าที่มันมากมายจนเกินไปทั้งพยายามทำเสียงแหลม ทั้งกระแทกดนตรี ทั้งแหกปากตะคอก เพลงที่น่าจะรอดเลยร่วงไปสมใจเลยค่ะ เหลือแต่เพียงความห้วน ความเฝือ ความกระด้างและไร้ทิศทางจนไม่น่าฟังอ่ะค่ะ ขอชมนะคะที่กล้าจะใส่ลูกบ้าแต่คราวหน้าต้องออกมาดีกว่านี้นะคะ มาที่ One Of Those Girl (2.5/5) กับ Contagious (2.5/5) ไม่ใช่เพลงที่แย่อะไรเลยค่ะ เพราะติดหูด้วยซ้ำแต่เรามามองดูกันดีๆนะคะว่าโพรดัคชั่นแบบนี้มันเกลื่อนแล้วน่ะค่ะ พังค์แท้พังค์เทียมที่ไหนเขาก็ใช้กัน ถ้าคิดจะย่ำรอยเดี๊ยนว่าฉีกอะไรที่แปลกใหม่ไปเลยแบบช่วงต้นอัลบั้มจะดีกว่าน่ะค่ะ

ป.ล. Contagiousนี่ล่าสุด Chantal Kreviazuk นักแต่งเพลงที่ร่วมงานกับเธอในอัลบั้มก่อน ก็จะออกมาฟ้องค่ะในฐานะที่เขาเป็นคนแต่งเพลงนี้แต่กลับไปมีเครดิตเขาในปกเลย ตอนที่ทำอัลบั้มร่วมกันได้ข่าวว่าก็เจออีย์วีนแผลงฤทธิ์ใส่ไว้เยอะนิคะ น่าสงสารน่ะค่ะ

Innocence (4/5) พาวเวอร์บัลลาดที่อาวริลสามารถโชว์พลังเสียงและทักษะในการร้องได้ดีมากๆค่ะ ในที่สุดก็ได้ยินเพลงระดับนี้จากเธอเสียที จากที่ฟังงานบัลลาดทั้งหมดในอัลบั้มนี้มาเดี๊ยนขอชมว่าชั้นเชิงและลูกเล่นในการทำเพลงสูงขึ้นมากๆ ศักยภาพทางดนตรีรอบด้านพัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัดค่ะ

จุดด้อย+บทสรุป :

ตัดสินจากการฟังรอบแรกแม้ว่าจะประทับใจเรื่องลูกเล่นหลายอย่างที่เธอเสริมเข้ามาแต่ก็คิดว่าอาวริลย่ำอยู่กับมันมากเกินไปจนเป็นแพทเทิร์นน่ะค่ะ แบบว่า "เออร้องแบบนี้อีกแล้ว ใส่เบสลงกลองจุดนี้เหมือนเดิม สรรพสำเนียงแบบนี้อีกแล้ว เป็นสาวปอมปอมอีกแล้ว" อย่างไรก็ตามมันก็ไม่แย่จนถึงขั้นซ้ำซากหรอกค่ะเมื่อฟังมากรอบเข้า สำหรับคนฟังบางท่านอาจจะรำคาญและงงๆกับความบ้าพลังของเธอนะคะทั้งการประโคมดนตรีและการร้องในหลายๆอย่าง แต่สำหรับเดี๊ยนไม่ใช่ปัญหาค่ะตัดตรงนั้นไปได้เลย ปัญหาของเดี๊ยนมันอยู่ที่ว่าศักยภาพของเธอมันแรงได้มากกว่านี้ค่ะอย่างที่เห็นกันครั้งแรกใน Let Go แต่นี่เป็นอีกครั้งที่เดี๊ยนรู้สึกว่าเธอไม่ได้ปล่อยมาแบบสุดๆ หรืออาจจะสุดๆแล้วแต่อาจจะยังไม่พบว่าแท้จริงแล้วเธอมีดีกว่านี้และทำได้เหนือระดับกว่านี้ค่ะ วันนั้นเดี๊ยนเชื่อว่าจะมาถึงในเร็วๆนี้ แต่วันนี้ขอร่วมเดินทางไปกับก้าวใหม่ของเธอ ที่ตื่นตาตื่นใจ สนุกและน่าติดตามสมศักดิ์ศรีไอค่อนแห่งยุคของจริงค่ะ




แก้ไขล่าสุดโดย Da Nastina เมื่อ Sun Jun 15, 2008 12:15 am, ทั้งหมด 1 ครั้ง

_________________
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ตอบโดยอ้างข้อความ
ตอบ  
ก็หลังจากรวมฮิตรีวิวของเดี๊ยนชุดแรกได้รับกระแสตอบรับที่ดีเกินคาดนะคะบวกกับช่วงนี้มีเรื่องให้ต้องจัดการกับตัวเองเยอะอยู่เลยไม่มีเวลารีวิวเท่าไร ก็เลยขอขุดงานรีวิวเก่าๆที่เดี๊ยนอ่านแล้วรู้สึกว่า โอเคน่า มาให้เพื่อนๆอ่านกันนะคะ

ขอขอบคุณบอร์ด FF ด้วยนะคะสำหรับการเป็นเพื่อนออนไลน์ที่ดีที่สุดเวลาเครียด ท้อแท้ หน่ายโลกก็ได้ที่นี่แหละค่ะเป็นหนึ่งในสิ่งที่เยียวยาวทางจิตใจได้ดีที่สุดสิ่งหนึ่ง ก็เป็นอีกครั้งที่ผ่านช่วงเวลาที่คิดว่าทุกข์ทรมานและยากที่สุดของชีวิตมาได้อย่างทุลักทุเลแต่เอาน่าทุลักทุเลก็ดีกว่าไม่รอดนี่เนอะ รักที่นี่มากๆเลยนะคะ ขอบคุณบอร์ดดีๆและคนดีๆทุกคนในสังคมออนไลน์แห่งนี้ด้วยนะคะ



ขอมอบเพลงนี้ให้แก่ความปวดร้าวและความทรมานที่แนสได้เผชิญมาเกือบสองเดือนเต็ม ขอบคุณพ่อแม่ที่อยู่ข้างๆเด็กคนนี้เสมอไม่ว่าลูกคนนี้จะเป็นคนยังไงก็ตาม ขอบคุณอ้นน้องชายที่น่ารัก ขอบคุณเจย์เด็นเพื่อนและผู้ชายที่ดีที่สุด อาจารย์ปิงครูและพี่สาวสำหรับการที่เป็นห่วงและเอ็นดูน้องคนนี้มาโดยตลอด ขอบคุณพี่เอ๋แห่งดาว้องก์หนูรักพี่ค่ะ เพื่อนๆทุกคนเดวิด ปีเตอร์ โจนาธาน เจอร์รี่ จาน่า ลิซ่า มอริซิโอ ชามิร่า ทราวิส วาเลนทิน นิโคลัส ปิแอร์ ซิง กัส และหลายคนมากๆๆๆๆๆเอ่ยไม่ไหวอ่ะ ขอบคุณเพื่อนในบอร์ดหลายๆคนด้วยนะคะพี่มาม่าเมย์ ลุงนีล พี่คริส แคนดี้ พี่รักเธอ เจ๊มาดาม น้องพริกส์ น้องโฟร์ หนูแมรียา น้องป๊อป เอ็มซี แม็คควีน เจ๊นาโอ พารา ดิสนี่ ย์บอยและอีกหลายคนค่ะเอ่ยไม่ไหวแล้ว ขอบคุณ.....เอเจนซี่สำหรับโอกาสที่งดงามขนาดนี้แก่ชีวิตนะคะคุณไม่รู้หรอกค่ะว่ามันเดี๊ยนต้องการมันแค่ไหนความฝันเดี๊ยนไม่มีทางสำเร็จหรอกค่ะถ้าไม่ได้โอกาสนี้จากคุณ ขอบคุณจากใจ สุดท้ายขอบคุณอุปสรรคค่ะมันทำให้เดี๊ยนแกร่งจริงๆแต่อย่ามาบ่อยนะคะขอร้องให้กูอยู่อย่างสบายแบบใครๆเขาบ้างเถอะนะคะ



_________________
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ตอบโดยอ้างข้อความ
ตอบ  
กระทู้นี้ทำเอาพี่อึ้งไปนิด รู้สึกเป็นเกียรติอย่างมากค่ะ ที่คุณน้องพูดถึงคุณพี่ในรีวิว Erotica พี่เองต้องพลาดกระทู้นี้ไปแน่ๆ

เดี๋ยวพี่ขอรีพลายความรู้สึกต่ออัลบั้มนี้เป็นแทร๊คๆคร่าวๆก่อนนะค่ะ

Erotica (3.5) เป็นเพลงที่พี่เองไม่ถึงกับปลื้มนัก สไตล์มากจาก Justify อย่างที่คุณน้องบอก แต่ชอบเพลงนั้นมากกว่า ชั้นเชิงเริ่ดกว่า (แต่เวอร์ชั่นใน confession tour เดี๊ยนกริ๊ดสลบไปเรย เวอร์ชั่นนั้นขอให้ 5 เต็ม)
Fever (3.5) รู้สึกว่า album version เพลงนี้มันดูแข็งๆไปหน่อย ถ้าทำเป็นเทคโนเฮาส์ แต่เวอร์ชั่นรีมิกซ์ในเอ็มวี ดีขึ้น เพราะเพิ่มกลิ่นอาร์แอนด์บีเข้ามา น่าจะเอาเวอร์ชั่นนั้นแทนเวอร์ชั่นนี้นะค่ะ
Bye Bye Baby (4.5) หลายคนอาจมองว่าคะแนนที่ให้เฟ้อไป แต่เดี๊ยนให้เพราะยิ่งฟังยิ่งชอบ ยิ่งรู้สึกว่าอีเจ๊เหนือชั้นจิงๆ เพลงนี้ตอนออกมาใหม่ๆ พี่เฉยๆค่ะ
Deeper and Deeper (4) เป็นแดนซ์จ๋ามากๆ เปิดเพลงนี้ในผับ ตายไปเรยค่ะ สุดๆ
Where life begin (5) ออกแจ๊ส ลูกเล่นลูกชนแพรวพราว ที่สำคัญเนื้อร้องที่เปรียบเซ็กส์กับการทานข้าวเป็นอุปมาอุปมัยที่เหนือชั้นจิงๆ
Bad Girl (4) เป็นบัลลาดที่เพราะมากๆ ฟังครั้งแรกก็ติดหูทันที ชอบเอ็มวีเหมือนกันค่ะ
Waiting (4.5) เป็นเพลงฮิบฮอบยุคแรกๆ ที่อีเจ๊นำมาประยุกต์ใช้ก่อนที่ฮิบฮอบจะกลายมาเป็นกระแสหลักเหมือนใน ปจบ เสียอีก พี่จำได้ว่าเคยส่งรีมิกซ์เพลงนี้ ที่มีแร๊ปเปอร์มาแร๊ปให้คุณน้องลองฟัง ชิมิค่ะ เริ่ดมากๆๆๆ เพลงนี้น่าจะใช้ต่อยอดเป็นแนวเพลงในชุดต่อมาคือ Bedtime Story
Thief of Heart (3.5) จิงๆเพลงนี้ไม่ค่อยมีชั้นเชิงอะไรมาก แต่ประทับใจพวกซาวด์เอฟฟเฟก เสียงรถพยาบาลเอย เสียงแก้วแตกเอย เก๋ไก๋มาก
Word (3.5) คล้ายๆเพลงข้างบน แต่ท่วงทำนองดูรื่นหูกว่า ชอบเสียงพิมพ์ดีด
Rain (4.5) จิงๆคุณน้องควรจะบอกว่า I'll remember เป็นภาคต่อของเพลงนี้นะค่ะ เพราะเพลงนี้ออกมาก่อน เป็นอิเล็คโทรบัลลาดที่ล้ำเปรี้ยวที่สุดที่เคยได้ยินมา ท้าเรย ไม่มีใครทำบัลลาดได้ล้ำยุคเท่าเพลงนี้อีกแร๊ว เป็นอีกเพลงคลาสสิคเหนือกาลเวลาค่ะ แม้มาฟังตอนนี้ก็ยังล้ำ
Why it so hard (4) ชอบกลิ่นละตินเจือๆ ทำให้เพลงแนวเทคโนเพลงนี้เพิ่มความหลากหลายขึ้นมา
In this life (4) บัลลาดซึ้งๆ เนื้อหาเศร้า
Secret Garden (4.5) เหนือชั้น ไม่รู้จะใช้คำอะไรได้ดีกว่าคำนี้ เพลงนี้เป็นฟิวชั่นแจ๊สได้สบายๆ อีเจ๊มีเซนส์ทางดนตรีที่ล้ำมากๆๆ

แหม เขียนซะขนาดนี้ อยากรีวิวเต็มๆค่ะ อัลบั้มนี้มีแง่มุมที่ให้พูดอยู่มากมาย เดี๋ยวคุณพี่จะเอารีวิวเต็มรูปแบบบ้างนะค่ะ อิอิ



_________________


http://candyperfumegirl.bloggang.com/
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ตอบโดยอ้างข้อความ
ตอบ  
เดี๊ยนว่าตอนที่หล่อนไม่พิมพ์อะไรมาซักตัว ยังน่าประทับใจกว่านี้นะคร๊ะ

ตอบโดยอ้างข้อความ
ตอบ  
Avril Lavinge : The Best Damn Thing เริ่ดด้วยประการทั้งป่วงค่ะ


_________________


JLo Thailand https://www.facebook.com/Jlothailand
.
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว MSN Messenger
ตอบโดยอ้างข้อความ
ตอบ  
อย่าทำแบบนี้ จ๋าขอ พิมพ์ว่า:
เดี๊ยนว่าตอนที่หล่อนไม่พิมพ์อะไรมาซักตัว ยังน่าประทับใจกว่านี้นะคร๊ะ

ปากดีจัง กระเทยเกรดต่ำ
ต้องให้มีคนมายิง บุพการี มรุงตายเหลอ คร๊ะ ถึงประทับใจ
แอร๊ยยยยยยยย
Smile Smile Smile Smile


_________________
[CENTER]
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ตอบโดยอ้างข้อความ
ตอบ  
อีวีนเลิศด้วยประการทั้งปวงครับผม!!!


_________________

April fighting! + angel Sojin�
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ตอบโดยอ้างข้อความ
ตอบ  
วีนเริ่ดคะ
เจ๊แนสสุดยอดเช่นกัน Cool


_________________

>>>...Blink 182...<<<
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว ตำแหน่ง AIM Yahoo Messenger MSN Messenger
ตอบโดยอ้างข้อความ
ตอบ  
Hard-Candy พิมพ์ว่า:
กระทู้นี้ทำเอาพี่อึ้งไปนิด รู้สึกเป็นเกียรติอย่างมากค่ะ ที่คุณน้องพูดถึงคุณพี่ในรีวิว Erotica พี่เองต้องพลาดกระทู้นี้ไปแน่ๆ

เดี๋ยวพี่ขอรีพลายความรู้สึกต่ออัลบั้มนี้เป็นแทร๊คๆคร่าวๆก่อนนะค่ะ

Erotica (3.5) เป็นเพลงที่พี่เองไม่ถึงกับปลื้มนัก สไตล์มากจาก Justify อย่างที่คุณน้องบอก แต่ชอบเพลงนั้นมากกว่า ชั้นเชิงเริ่ดกว่า (แต่เวอร์ชั่นใน confession tour เดี๊ยนกริ๊ดสลบไปเรย เวอร์ชั่นนั้นขอให้ 5 เต็ม)
Fever (3.5) รู้สึกว่า album version เพลงนี้มันดูแข็งๆไปหน่อย ถ้าทำเป็นเทคโนเฮาส์ แต่เวอร์ชั่นรีมิกซ์ในเอ็มวี ดีขึ้น เพราะเพิ่มกลิ่นอาร์แอนด์บีเข้ามา น่าจะเอาเวอร์ชั่นนั้นแทนเวอร์ชั่นนี้นะค่ะ
Bye Bye Baby (4.5) หลายคนอาจมองว่าคะแนนที่ให้เฟ้อไป แต่เดี๊ยนให้เพราะยิ่งฟังยิ่งชอบ ยิ่งรู้สึกว่าอีเจ๊เหนือชั้นจิงๆ เพลงนี้ตอนออกมาใหม่ๆ พี่เฉยๆค่ะ
Deeper and Deeper (4) เป็นแดนซ์จ๋ามากๆ เปิดเพลงนี้ในผับ ตายไปเรยค่ะ สุดๆ
Where life begin (5) ออกแจ๊ส ลูกเล่นลูกชนแพรวพราว ที่สำคัญเนื้อร้องที่เปรียบเซ็กส์กับการทานข้าวเป็นอุปมาอุปมัยที่เหนือชั้นจิงๆ
Bad Girl (4) เป็นบัลลาดที่เพราะมากๆ ฟังครั้งแรกก็ติดหูทันที ชอบเอ็มวีเหมือนกันค่ะ
Waiting (4.5) เป็นเพลงฮิบฮอบยุคแรกๆ ที่อีเจ๊นำมาประยุกต์ใช้ก่อนที่ฮิบฮอบจะกลายมาเป็นกระแสหลักเหมือนใน ปจบ เสียอีก พี่จำได้ว่าเคยส่งรีมิกซ์เพลงนี้ ที่มีแร๊ปเปอร์มาแร๊ปให้คุณน้องลองฟัง ชิมิค่ะ เริ่ดมากๆๆๆ เพลงนี้น่าจะใช้ต่อยอดเป็นแนวเพลงในชุดต่อมาคือ Bedtime Story
Thief of Heart (3.5) จิงๆเพลงนี้ไม่ค่อยมีชั้นเชิงอะไรมาก แต่ประทับใจพวกซาวด์เอฟฟเฟก เสียงรถพยาบาลเอย เสียงแก้วแตกเอย เก๋ไก๋มาก
Word (3.5) คล้ายๆเพลงข้างบน แต่ท่วงทำนองดูรื่นหูกว่า ชอบเสียงพิมพ์ดีด
Rain (4.5) จิงๆคุณน้องควรจะบอกว่า I'll remember เป็นภาคต่อของเพลงนี้นะค่ะ เพราะเพลงนี้ออกมาก่อน เป็นอิเล็คโทรบัลลาดที่ล้ำเปรี้ยวที่สุดที่เคยได้ยินมา ท้าเรย ไม่มีใครทำบัลลาดได้ล้ำยุคเท่าเพลงนี้อีกแร๊ว เป็นอีกเพลงคลาสสิคเหนือกาลเวลาค่ะ แม้มาฟังตอนนี้ก็ยังล้ำ
Why it so hard (4) ชอบกลิ่นละตินเจือๆ ทำให้เพลงแนวเทคโนเพลงนี้เพิ่มความหลากหลายขึ้นมา
In this life (4) บัลลาดซึ้งๆ เนื้อหาเศร้า
Secret Garden (4.5) เหนือชั้น ไม่รู้จะใช้คำอะไรได้ดีกว่าคำนี้ เพลงนี้เป็นฟิวชั่นแจ๊สได้สบายๆ อีเจ๊มีเซนส์ทางดนตรีที่ล้ำมากๆๆ

แหม เขียนซะขนาดนี้ อยากรีวิวเต็มๆค่ะ อัลบั้มนี้มีแง่มุมที่ให้พูดอยู่มากมาย เดี๋ยวคุณพี่จะเอารีวิวเต็มรูปแบบบ้างนะค่ะ อิอิ


กระทู้นี้หนูเขียนตอนที่กำลังคิดถึงคุณพี่กับพี่รักเธอแล้วก็เจ๊มาดามมากๆน่ะค่ะ คิดถึงบรรยากาศเก่าๆสมัยที่สาวกมาดอนน่ารวมตัวกันเป็นนางพญาเยอะๆเนอะ หึหึหึ ตอนนั้นยอมรับค่ะว่าซ่าส์ท้าชนด่ากราดกับชาวบ้านน่าดูเหมือนกัน หนูอ่ะ อันนี้มอบให้คุณพี่แคนดี้จากใจเลยค่ะในฐานะที่เป็นแรงบันดาลใจในการเขียนรีวิวมาจนถึงทุกวันนี้ หนูนับถืองานรีวิวของคุณพี่ทุกๆชิ้นค่ะอ่านแล้วทรงพลังจนขนลุกมากๆพี่แคนดี้นี่เป็นครูและเป็นยต้นแบบในการใช้ภาษาของหนูเลยนะคะ หึหึหึหึ

พูดถึงอัลบั้มของอีเจีเราในอัลบั้มนี้หนูว่าเหนือชั้นมากๆในแง่ของการถ่ายทอดและเล่าเรื่องอย่างเป็นเอกภาพค่ะ แฟนหนูไม่ได้ชอบมาดอนน่านะคะแต่พอหนูบังคับเขาฟังแล้วเขาบอกว่าเป็นอัลบั้มที่ดีรองจากเรย์ ออฟ ไลท์และคอนเฟสชั่น.... สำหรับเขาเลยทีเดียว เขาบอกว่ามันเป็นอะไรที่สอดคล้องกับเซ็กส์บุ๊คส์ของเธอน่ะค่ะเหมือนกับเราเปิดหนังสือแล้วติดตามนิยายแต่ละแทร็คไปจนจบ เขาบอกว่ามาดอนน่าเหนือชั้นมากๆๆๆๆๆๆ แอร๊ยยยยย ปลื้มค่ะ ทำคอโพสทพั้งค์ ฮาร์ดคอร์ ชมอีเจ๊เราได้เนี่ย มาที่ตัวเพลงสำหรับหนุ Erotica โดยส่วนตัวแล้วเห็นคะแนนพี่แคนดี้แล้วตกใจเลยทีเดียว ผิดคาดมากๆแต่จริงค่ะในเรื่องของชั้นเชิงและความเป็นออริจินัลJustify My Loveคลาสสิคกว่าเยอะ ในเรื่องชั้นเชิงแม้ว่าเดียนจะให้5เท่ากันแต่ความประทับใจเมื่อแรกฟังในระยะยาวผิดกันเลยทีเดียว แต่แปลกนะคะที่แฟนเพลงของมาดอนน่ารุ่นหลังๆแถบจะไม่เอ่ยถึงกันเลย Feverเห็นด้วยค่ะว่าแข็งไปถ้าอีเจ๊ทำเป็นแดนซ์เฮ้าส์เทคโนที่จัดจ้านกว่านี้บวกเข้ากับจริตจก้านระดับอีเจ๊แล้วไม่สอยไปเป็นเพลงอันดับหน้าได้ให้มันรู้ไป Bye Bye Baby หนูชอบเนื้อหาค่ะเริ่ดถูกใจดีโดยส่วนตัวเข้าใจเพลงนี้ดีค่ะเพราะผ่านประสบการณืแบบน้มาเหมือนกัน แอร๊ยยยยยยย แต่เทียบกับเพลงอื่นๆในอัลบั้มแล้วเฉยๆจัง Deeper... เริ่ดค่ะไม่ต้องบรรยาย Where Life Begin/Bad Girl/Waitingนี่เริ่ดค่ะเห็นด้วยสุดๆกับคุณพี่ โดยเฉพาะแทร็คหลังโดนใจมากๆฟังแล้วนึกถึงภาพตอนที่ไปเที่ยวสีลมซอยสองแล้วเห็นบรรดาพวกเกย์ที่ว้อนท์กันมากๆชายตาล่าเหยื่อแล้วก็ปลงเนอะ เฮ้อ ขนลุก สองเพลงถัดมาเดียนว่าฟังได้เรื่อยๆไม่ค่อยประทับใจเท่าไร มาที่Rain ต๊ายยย มาก่อนI'll Rememberเหรอคะ โฮะๆๆๆๆผิดพลาดมหันต์อาจเป็นเพราะดยส่วนตัวปลื้มI'llมากกว่าน่ะค่ะเลยทึกทักเป็นออริจินัลไปเลยซะงั้นขอบคุณคุณพี่แคนดี้ค่ะ หึหึหึหึ บัลลาดที่หวานจับจิตและทรงพลังในความรู้สึกระดับนี้นี่เป็นสิ่งที่เดีบยนอยากจะได้ยินจากอีเจีไม่รู้เบื่อทีเดียว Why.....ชอบมากๆๆๆๆๆค่ะเนื้อหาล้ำลึกมากๆ In This Lifeเป็นส่วนตัวไปนิดเลยอาจจะไม่ค่อยเข้าถึงมู้ดอีเจ๊เท่าไร เพลงสุดท้ายมีแต่คนบอกว่าดีๆๆๆๆๆ แต่ทำไมหนุไม่ชอบคะเนี่ย เด่วต้องกลับไปพิจารณาใหม่น่ะค่ะ

สรุปแล้วอัลบั้มนี้เป็นอัลบั้มที่เดี๊ยนชอบเป็นอันดับ4ของมาดอนน่าค่ะรองลงมาจากBedtime/Ray Of Lih=ghtและConfessionน่ะค่ะ อัลบั้มหลังนี่แรกๆฟังแล้วงั้นๆแต่พอเปิดใจมากขึ้นแล้วไรดับพรวดๆๆๆๆๆๆเลย เขี่ยLike A Prayerลงไปกองที่อันดับ5ซะแล้ว

รออ่านรีวิวเต็มๆนะคะคุณพี่



_________________
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
แสดงเฉพาะข้อความที่ตอบในระยะเวลา:
ตอบ หน้า 1 จาก 3
ไปที่หน้า 1, 2, 3  ถัดไป
คุณไม่สามารถสร้างหัวข้อใหม่
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
คุณไม่สามารถแก้ไขข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลบข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลงคะแนน
  


copyright : forwardmag.com - contact : forwardmag@yahoo.com, forwardmag@gmail.com