ห้าแพร่ง 3.5/5
ห้าแพร่งเป็นภาพยนตร์แนวสยองขวัญประเภทผีหลอกหลอนตามธรรมเนียมหนังไทย ที่ทำยังไงก็ได้ที่ทำให้คนดูตกใจไว้ก่อน หากแต่มาคราวนี้ ห้าแพร่ง กับแทรกข้อคิดที่น่าสนใจไว้มากมายหลายประเด็นจริงๆครับ
ข้อดีที่ขอชมเลยคือแสงไฟที่ทำออกมาได้สวยมากๆ มุมภาพและการใช้ภาพนำเสนอก็สื่ออกมาได้ดีเลยทีเดียว แม้ว่าบางอันมันจะดูตั้งใจมากเกินไปสักหน่อยก็ตาม แต่สิ่งที่แปลกใจคือ บางอย่างมันดูไม่สมจริงไปไหม ส่วนข้อดีและข้อด้อยของแต่ละแพร่งเราไปติดตามพร้อมกันเลยดีกว่าครับ
คำเตือน : สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้ดู อาจทำให้เสียอรรถรสในการชมได้ โปรดใช้วิจารณญาณในการรับชม
เพิ่มเติม : ผู้เขียนไม่ได้มีความเชี่ยวชาญเรื่องภาพยนตร์มากนัก หากแต่พอรู้เรื่องบทการจัดแสงมุมภาพพื้นฐานที่ต้องใช้ในวิชาชีพเบื้องต้นเท่านั้น หากมีอะไรผิดพลาดต้องขออภัยด้วยครับ
หลาวชะโอน : บาปกรรมตามทัน ไม่มีวันที่จะหนีพ้น
หลาวชะโอนเป็นสถานที่ขึ้นชื่อในเรื่องของเปรตครับ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้พอเดาได้เลาๆว่ามันต้องมีเรื่องเปรตเข้ามาเกี่ยวข้องแน่ และก็ตามนั้นครับ การที่เด็กคนหนึ่งบังเอิ๊ญ บังเอิญ แค่คึกคะนองและสันดานไม่ดีตามวัยคึก เกิดฆ่าพ่ออันเป็นที่รักโดยไม่ได้ตั้งใจ แล้วคุณแม่ก็พาหนีไปบวชหนีผิด แต่ทั้งนี้เขาจะหนีบาปได้หรือไม่
การดำเนินเนื้อเรื่องของหลาวชะโอนเป็นไปอย่างกระชับฉับไวดีครับ ดูไม่ค่อยน่าเบื่อ จังหวะการโผล่ของเปรตก็ไม่ได้ดูถี่ หากแต่ดูพอดีตามสมควรที่ควรจะโผล่ รวมไปถึงตุ๊กแกกับงูเขียวที่บังเอิ๊บบังเอิญมาเพิ่มบาปให้เณรน้อยหนีผิดอีกกระทง(แม้ว่าจะไม่เกี่ยวกับบทสรุปก็ตาม)
ความไม่สมจริงภายในภาพเกิดขึ้นในตอนสรุปครับ ก้อนหินที่ขว้างกลับมานั้นเมื่อเทียบขนาดแล้ว เอ่อ ตัวเอกเราดูจะถึกไปรึเปล่า มันน่าจะเจ็บปวดหรือกระทบกระเทือนจนสลบตั้งแต่ก้อนแรกสองก้อนแรกแล้วหล่ะ แต่นี่โดนไปตั้งกี่ก้อน? กลับยังมีสติแถมยังมีสติมากพอที่จะโทรหาแม่อีกด้วย
มาที่ส่วนนักแสดง เรื่องนี้น้องเก้าที่ค่อนข้างจะเป็นมือใหม่ในจอเงิน หากแต่สามารถแสดงฝีมือการแสดงได้ออกมาดีจนน่าพอใจจนถึงขั้นประทับใจ เชื่อจริงว่าน้องเป็นไอ้เด็กเลวคนนั้นจริงๆ รวมไปถึงตัวประกอบอื่นๆเช่นหลวงพี่ หลวงพ่อ ที่เล่นได้นิ่ง สงบ และขรึมสมกับที่เป็นพระจริงๆครับ
สรุป : เวรกรรมติดจรวด ไม่เชื่ออย่าลบหลู่
ห้องเตียงรวม : เตียงรวม...รวมความตลก!!!
คือจะไปว่าเรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่ดูไปหัวเราะไปจริงๆ เอ่อ อันนี้พูดจริงๆ ขำมากๆ ด้วยเนื้อเรื่องที่หนุ่มจอมทะเล้นของเราไปรถคว่ำมาเนี่ย มันมีอะไรน่าหัวเราะมากกว่ารถคว่ำทั่วไปเยอะ
เริ่มต้นเรื่องที่ใช้เสียงมอเตอร์ไซค์มาซ้อนกับภาพของเตียงเข็นโรงพยาบาลเนี่ยก็สร้างเสียงหัวเราะให้กับผู้ชมในโรงแล้วละ ตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง นักแสดงที่ชื่อ "แดน" สามารถทำให้แพร่งนี้ตลกและน่าผวาไปพร้อมกัน
และแล้วเมื่อถึงตอนจบหลังจากที่เราผวากันมาหลายรอบ หักมุมที่เกิดขึ้นคือพยาบาลที่กดเรียกมากลับเป็นบุคคลหนึ่งที่ช่วยในการสลับวิญญาณร่างของอาจารย์ที่เคารพนั่นเอง
จุดที่ตลกและดูเอ่อ... ดูไม่สมจริงนิดนึงก็ตอนจบ หลังจากที่แดนเล่นมาดีมาตลอด แต่พอตอบจบที่สลับวิญญาณแล้ว ทำไมตัวเอกของเรากลายเป็นแวนซ์บอยแทนที่จะกลายเป็นอาจารย์จอมขมังเวทย์ (ดูจากสีหน้าแล้วรู้สึกอย่างนั้นจริงๆนะ เฮ่อๆ)
สรุป ความกระหายในสิ่งที่เรามองไม่เห็นมีเสมอ ขึ้นอย่กับว่ามันจะมาครอบงำเราเมื่อไหร่
Backpacker : Back To The Future
แบ็คแพ็กเกอรืกับการขนส่งแรงงานเถื่อน หากแต่สิ่งที่แอบแฝงก็คือการขนส่งยาเสพติดที่ถูกกลืนลงไปในท้องของแรงงานเหล่านั้น ท้ายสุด หนุ่มสาวญี่ปุ่นจะรอดหรือไม่ แล้วเหตุการณ์จะเป็นอย่างไรต่อไป
จะว่าไปในเรื่องนี้แม้ว่าจะดู "แปลก" แบบที่ใครๆหลายคนบอกที่นำ "ซอมบี้" มาเล่นในหนังไทย (ไม่แน่ใจว่าในความเชื่อของคนไทยนี่มีเรื่องซอมบี้รึเปล่านะครับ) ทำให้เกิดคำครหาว่า "เฮ้ย เลียนแบบหนังเรื่องนู้นเรื่องนี้บ้างหล่ะ" หากแต่ประเด็นการนำเสนอที่แท้จริงกับมุ่งประเด็นไปที่ยาเสพติดครับ
ก่อนอื่นมาว่ากันที่ตัวแสดงก่อน น้องแน็คที่ดูล่ำขึ้น โตขึ้น ความสามารถในการแสดงก็พัฒนาขึ้นเช่นเดียวกัน แม้ว่าจะดูกล้าๆกลัวๆที่จะเล่นออกมาให้เต็มที่ จนสุดท้ายแล้วคนที่แย่งซีนคือ สาวญี่ปุ่นแทน ที่เล่นออกมาได้ดีมากๆ ทั้งการแสดงออกทางสีหน้าและแววตาที่ชัดเจน รวมไปถึงลุงคนขับรถที่สีหน้าได้ใจมากๆ ส่วนไอ้หนุ่มยุ่นตัวประกอบ อื้ม ฝีมือพอๆกับแน็คเลยครับ
กลับมาที่ประเด็นของเราทำไมถึงต้องซอมบี้ ทำไมต้องมีซอมบี้เด็ก ทำไมต้องพระโดนกัด หากจะให้ซอมบี้แทนอะไรสักอย่างนอกจากความที่ค่อนข้างจะอมตะของมันคงเป็นเรื่องของไวรัสและการแพร่กระจายความชั่วร้าย ซึ่งในที่นี้ก็คือยาเสพติดที่ถูกยัดลงท้องไปนั่นแหละครับ ส่วนทำไมต้องมีซอมบี้เด็ก และทำไมต้องไปกัดพระ น่าจะสื่อถึงว่าทุกวันนี้ยาเสพติดได้แพร่เข้าไปทั่ววงการทั่วทุกอายุอาชีพกันแล้ว ไม่เว้นแม้แต่ผู้ที่อยู่ใต้ร่มผ้าเหลืองด้วยก็ตาม ทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคตอันใกล้
สรุป ข้อสรุปนี่เป็นเรื่องสยองขวัญของประเทศไทยรวมไปถึงทั่วโลกจริงๆ ว่าแต่ธีมหนังของห้าแพร่งที่หนังสยองขวัญแบบผีๆหรือว่าหนังเชิงปรัชญ์กันแน่จ๊ะ?
รถมือสอง : รถมือสอง กับความรู้สึกสองจิตสองใจของผู้ที่เป็นแม่
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เรีกน้ำตาพาราได้มากที่สุด ตรงจุดนี้ขอชื่นชมการแสดงของน้ากี้ที่พัฒนาขึ้นจากตอนเล่นเรื่อง คืนไร้เงา รวมไปถึงละคร รัน รักอันตรายด้วย น้ากี้ทำให้เชื่อว่าเธอเป็นห่วงลูกจริงๆด้วยความบริสุทธิ์ใจระคนไปกับอารมณ์ที่โดนผีหลอก หากแต่เมื่อสติแตกจนกระเจิงไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้น
ในเรื่องของบทก็เกิดข้อสงสัยแบบที่หลายๆคนสงสัย คือมันจะมาซวยอะไรวันนี้พอดี ลูกค้ารู้เรื่องรถว่าเคยชน เสียลูกค้า ผีหลอกซ้ำซ้อน อะไรมันจะมาหลอกหลอนพร้อมใจกันเหมือนนัดกันผ่านเอ็มเอ็สเอ็นอะไรอย่างนั้น หากแต่ตัดตรงจุดนี้ไปก็ยังมีจุดที่สงสัยว่า เด็กเข้าไปอยู่ในช่วงนั้นได้ด้วยหรอ (อันนี้พอดีไม่มีความรู้เรื่องเครื่องยนต์รถ ถ้าใครทราบวานบอกทีจ้า) นอกนั้นแล้วสมกับอารมณ์ที่น้ากี้เล่นจริงๆ รวมไปถึงจุดระเบิดที่น้ากี้สติแตก เมื่อมีสิ่งที่กดดันเข้ามามากๆจนสติแตกแม้แต่สัญชาติญาณความเป็นแม่อาจขาดไปโดยไม่รู้ตัว
ความห่วงใยที่มีด้วยสายสัมพันธ์ความเป็นแม่เป็นลูก การวิ่งไล่กดรีโมทรถเพื่อตามหาลูกทุกคัน ทีละคันๆ กรอเทปดูแล้วก็ตามไปอีกครั้งเพื่อที่จะได้พบลูกอันเป็นที่รัก น้ำเสียงที่เปล่งออกมาแสดงถึงความเป็นห่วง กังวล และระคนไปด้วยความกลัวได้เป็นอย่างดี อีกทั้งแต่ละบทน้ากี้ตีแตกเพล้งๆทันทีเลยทีเดียว ทั้งนี้ขอชมหนูน้อยคนนั้นด้วย ที่เล่นเป็นลูกได้ธรรมชาติสะอาดมากๆ
แม้ว่าตอนจบของแพร่งนี้จะสะเทือนใจคนดูพอสมควร หากแต่บาปที่ก่อไว้ ยังไงมันก็ไม่มีทางหายไปได้ และบางทีเราอาจจะต้องชดใช้ด้วยสิ่งที่เรารักที่สุดก็เป็นได้
สรุป บางทีบาปที่ก่อไว้ เราอาจไม่ต้องชดใช้ด้วยกาย หากแต่ชดใช้ด้วยใจ
คนกอง : กองความกลัวไว้ตรงนั้น แล้วมาพบกับความหรรษาฮาเฮกันเถอะ
ก่อนอื่นขอชื่นชมในความกล้าที่เอาความหรรษามาปิดท้ายหลังจากที่ผวามาสี่เรื่องแล้ว เพราะว่ามันอาจเป็นดาบสองคมได้โดยไม่รู้ตัว คมแรกคือเป็นเรื่องที่ดีว่าอาจจะทำให้หายกลัวและดูจบแบบฮาๆได้ หากแต่อีกคมหนึ่งมันจะกลายเป็นแพร่งที่ทอนความผวาที่ผ่านมาหรือเปล่า (อันนี้แล้วแต่คนคิด แต่ส่วนตัวคิดเป็นคมแรกนะ)
มาเข้าสู่เนื้อเรื่องกันดีกว่า คือจะบอกว่าเป็นการเขียนบทได้ดีจนน่าตกใจ ความกล้าที่จะจิกกัดหนังที่ตัวเองผลิตมาก่อนๆหน้านั้นทั้ง แฝด สี่แพร่ง รวมไปถึงกล้าให้เจ๊ช่าจิกกัดเพลงของตนเองในตอนใกล้จบอย่างโคตรฮาด้วย อีกทั้งภายในเนื้อเรื่องนั้นก็มีการบอกใบ้อยู่กลายๆแล้วว่า เฮ้ย มันจะหักมุมอีกแล้วนะประมาณนี้
ก่อนอื่นแพร่งนี้ขอชมเจ๊ช่าที่แย่งซีน หลายคนที่ไปดูปรามารถเจ๊ช่าไว้ว่าคงจะมีแต่แฟนคลับที่ชอบเท่านั้นแหละ หากแต่เมื่อดูเสียงส่วนมากก็ชอบกันทั้งนั้น ทั้งการแสดงแบบอันเดอร์แอคติ้งและโอเวอร์แอคติ้งที่ดูเป็นธรรมชาติมากๆจน เอ่อ เจ๊ช่าจะเอาฮาไปไหน แล้วยิ่งตอนมุกลืมปิดไวร์เลสนี่ ฮาเลย แต่มุกติดไมค์ล้วงลึกนี่แอบดูน่าเกลียดไปนิดนึงนะ ทั้งนี้ยังรวมไปถึงสี่สหายบวกหนึ่งผีปลอม(ที่สุดท้ายก็กลายเป็นผีจริงกับอีกสี่คน) ที่มีคาแร็คเตอร์ของตัวเองมากๆในการแสดงสีหน้า การใช้เสียงพูด และการแสดงออก คือดูแล้วสงสัยว่า ตกลงกูดูหนังผีหรือหนังตลกกันแน่
สรุปเชื่อสิ ไม่มีหนังแนวนี้ของไทยที่ตลกเท่านี้ได้อีกแล้วแหละ
สรุปโดยรวม พอดูๆเมื่อตัดประเด็นที่ดูไม่สมเหตุสมผลออกไปก้เป็นอีกเรื่องของหนังภาคต่อ ที่ดูเปป็นมาตรฐานดี คือไม่ได้ดูแย่ แต่ก็ไม่ได้ดีเว่อร์เช่นเดียวกัน คือให้อารมณ์ที่เกือบอิ่มแล้วละ อีกนิดนะ อีกนิดนะ ประมาณนั้นนะครับผม!!!
แก้ไขล่าสุดโดย paradizer เมื่อ Fri Sep 25, 2009 8:19 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง
_________________
April fighting! + angel Sojin�








รอได้เสมอครับผม!!!


