ประเดิมด้วย Speed Of Sound (5) ซิงเกิ้ลแรกที่ไปได้สวยถึงอันดับ8บนบิลด์บอร์ด (ซึ่งนับว่าประสบความสำเร็จเกินคาดทีเดียวนะคะหากตัดสินจากสถานการณ์ชาร์ตในช่วงนั้น) สำหรับภาคดนตรียังคงยืนพื้นบนความเป็นบริทพ็อพเมโลดี้ย์สวยๆสไตล์ Coldplay ทีแฝงมิติในการนำเสนอและเสน่ห์ของบรรยากาศอันหมองหม่นเยือกเย็นชวนสลดหากแต่บรรเจิดละเมียดละไมอยู่ในทีได้อย่างเหนือชั้นเช่นเดิมโดยนำเสนอผ่านรสชาติของอัลเทอเนทีฟร็อคที่ยืนพื้นอยู่บนท่วงทำนองอันสุดสง่างามจากเพียโนสวยๆผสานเข้ากับความเป็นอัพบีทจากซินธิไซเซอร์ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Running Up That Hill ในปี1985ของ Kate Bush ผนวกเข้ากับหนึ่งในมาสเตอร์พีซตลอดกาลจากทางวงอย่าง Clocks บทสรุปออกมาเป็นอีกหนึ่งแทร็คที่เจิดจรัสเหนือชั้นจนส่วนตัวขอยกให้เข้าทำเนียบหนึ่งในแทร็คที่เป็นตำนานของ Coldplay ด้วยการเนรมิตเนื้อหาอันสุดแสนมหัศจรรย์เกี่ยวกับการบรรลุถึงแก่นแท้ของศักดิ์ศรีและจิตวิญญาณของตนเองรวมถึงยืนหยัดที่จะมีชีวิตอย่างแข็งแกร่งและเปี่ยมคุณค่าบนโลก เช่นเดียวกับ Fix You (5) ที่ตอกย้ำให้ตระหนักถึงหัวใจของการยืนหยัดบนความเชื่อมั่น ความหวัง การเอาชนะทุกสิ่งบนพื้นฐานของความรักและที่สำคัญการเยียวยาชีวิตและจิตวิญญาณของตนด้วยศรัทธาได้อย่างมีชั้นเชิงจากการปรุงแต่งศักยภาพทางดนตรีร่วมกันของท่วงทำนองบริทพ็อพบริสุทธิ์กระจ่างใจจากทั้งเพียโนหวานๆและกีตาร์อคูสติคเข้ากับความเป็นกอสเพลจากออร์แกนโบสถ์ บีทกลองแบบสโลว์เทมโพและการบีบน้ำเสียงฟัลเซ็ทโทเข้ามาเติมเต็มรสชาตืและความสมบูรณ์แบบได้อย่างมีชั้นเชิงถึงขีดสุด เป็นอีกแทร็คที่ดีที่สุดจากทางวงเช่นกัน สลับมาฟังบริทพ็อพใสๆกันใน A Message (4/5) ที่โดเด่นบนท่วงทำนองของกีตาร์อคูสติคเท่ห์ๆที่แม้ว่าจะเล่นกันเรียบง่ายไปนิดหากแต่คุมคนฟังและทิศทางทั้งหมดอยู่หมัดด้วยอานิสงส์จากเมโลดี้ย์และความเพราะขั้นเทพล้วนๆ (แหม แต่ฟังอีแบบนี้ทีไรแล้วคิดถึงแต่ Travis) ต่อด้วย Talk (4/5) ที่แซมเพิ่ลความเป็นอิเล็คทรอนิคจากริฟฟ์ของ Kraftwerk เพลง Computer Love ในปี1981โดยรีมิกซ์ของแทร็คนี้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงแกรมมี่ปี2007สาขา Best Remixed Recording,Non-Classical นับว่าเป็นทิศทางที่แจ่มชัดและแปลกใหม่พอตัวทีเดียว
มาที่แทร็คเปิดอัลบั้มอย่าง Square One (4.5/5) ที่บีบอิเล็คโทรนิคและซินธิไซเซอร์ลงสู่ภาคการนำเสนอแบบอัลเทอเนทีฟร็อคตามธรรมเนียมให้ขยับขยายไปสู่จังหวะจะโคนที่มีความเป็นอัพบีทมากขึ้นอย่าไงรก็ตามตัวเพลงก็ยังสามารถรักษาวัฒนธรรมของการนำเสนอที่ให้อารมณ์หม่นหมองโศกสลดหนาวเหน็บหากแต่เจิดจรัสแพรวพราวสไตล์ Coldplay ไว้ได้อย่างครบถ้วน ส่วนตัวประทับใจภาคเนื้อหาที่ว่าด้วยการทลายกำแพงทางทัศนคติสู่การผจญภัยในโลกทัศน์อันเหนือจินตนาการเพื่อค้นพบและสัมผัสควมมหัศจรรย์หลายสิ่งหลายอย่างที่ดาหน้าเข้ามาทำความรู้จักบนเส้นทางชีวิต ในขณะที่ What If (4.5/5) จะนำพาคุณหวนเข้าสู่วัฏจักรแห่งธรรมเนียมการนำเสนอภาคดนตรีอันโศกศัลย์หมองหม่นทุกข์ระทมเย็นยะเยือกบาดจิตวิญญาณอันเป็นเสน่ห์และอัตลักษณือันเอกอุของ Coldplay ที่ใครได้มาลิ้มลองแล้วจะตกหลุมรักจนถอนใจไม่ขึ้นกับการปลดปล่อยจิตวิญญาณให้ลงไปดื่มด่ำกับโลกแห่งเสียงดนตรีอันเปี่ยมสุขที่หลอมเอาความสวยงามเข้ากับความปวดร้าวได้อย่างมีชั้นเชิง ก่อนจะหวนคืนสู่ความสวยงามที่หลงเหลือให้สัมผัสอย่างเต็มเปี่ยมบนโลกแห่งความจริงใน The Hardest Part (5) ที่ภาคดนตรีเป็นอดัลท์คอนเทมโพลารีย์บริทพ็อพที่ต้อนรับผู้ฟังด้วยเมโลดี้ย์พริ้วสลวยจากเพียโนก่อนจะตบด้วยความคึกตักจากกีตาร์ไฟฟ้าคลอเคล้าไปกับน้ำเสียงสุดแสนไพเราะเจิดจรัสของคริส มาร์ทินที่พัดพาความแห้งแล้งของจิตวิญญาณให้กลับมาสีสันและยืนหยัดได้อย่างทรงพลังอีกครั้ง
เอาตามความจริงคะว่า สมัยก่อนดูเอ็มทีวี เห็นเพลงของวงนี้เยอะมากคะ แต่ด้วยความที่ว่าตอนนั้น ภาษาอังกฤษไม่ค่อยกระดิกเลย เลยฟังเอาดนตรีอย่างเดียว แฮะๆ แต่พอเริ่มตั้งใจเรียนภาษาอังกฤษมากขึ้น เลยพอมาฟังอยู่ ชุด Viva la vida or death and all his friend เลยเข้าใจเลยคะว่า ทำไมเค้าถึงเป็นวงนี้หลายคนบอกว่า เจ๋ง เลยต้องซื้อซีดีเก็บไว้เลย แต่ดันเป็นซีดี import แพงมากมาย แต่คุ้มคะ
สำหรับชุดที่เจ๊แนสรีวิว เสียใจมากเลยคะที่ไม่ได้ซื้อเก็บไว้
โดยส่วนตัว ชอบเพลง the scientist มากคะ(ไม่แน่ใจว่าเพลงนี้มันอยู่ในชุด X&Y ด้วยหรือเปล่า) แต่ในความคิดหนู หนูคิดว่ามันออกแนวปรัชญาไปหน่อยไหมคะ หนูฟังแล้วตีความไม่ค่อยออกว่ามันจะหมายถึงอะไรกันแน่ เอามาแปลเล่นๆ ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี ถ้าเจ๊แนสได้อ่านเม้นท์หนู ยังไงก็ช่วย ตีความเพลงนี้ได้ไหมคะ หนูจะขอบพระคุณมากๆเลยคะ
Viva เอาจริงๆแล้วเป็นงานที่บางสำนักยกให้เป็นงานที่ดีที่สุดของ Coldplay เลยทีเดียวนะคะ แต่สำหรับเจ๊อาจจะถูกใจงานชุดนี้มากกว่าด้วยความที่เนื้องานมันพ็อพและเข้าถึงง่ายกว่าถึงจะไม่มีอะไรที่ล้ำและใหม่เท่า หึหึหึ ส่วน The Scientist อยู่ในงานชุด A Rush of Blood to the Head สตูดิโออัลบั้มชุดที่สองของทางวงค่ะในนั้นมีเพลงที่เจ๊ชอบจัดๆอย่าง Clocks และ God Put A Smile Upon Your Face ด้วยนะคะ ตัวเพลงเป็นบริทพ็อพสไตล์แสตนดาร์ดเมนท์สตรีมเพียโนบัลลาดและอัลเทอเนทีฟร็อคไพเราะอลังการไฮโซมากๆเนื้อหาเท่าที่เจ๊เข้าใจเจ๊ว่ามันเกี่ยวกับการอุทิศหัวใจให้กับรักแท้รวมถึงการโหยหาการให้อภัยจากความผิดพลาดในอดีต รวมถึงการวกเข้าสู่สัจธรรมที่ใครๆมักจะพูดกันว่าความรักอยู่เหนือเหตุผลอยู่เหนือกระบวนการต่างๆที่พิสูจน์ได้ มันเป็นเรื่องของใจกับใจมากกว่าน่ะค่ะ เจ๊อาจจะเข้าใจผิดนะคะ หึหึหึหึหึหึหึ เพราะภาษษอังกฤษเจ๊ก็งั้นๆอ่ะไม่ได้เก่งอะไร
Wed Sep 16, 2009 1:30 am
เตอเรสสุดหล่อ i love you FF>>Member Cool
เข้าร่วม: 17 Jul 2006
ตอบ: 1728
ที่อยู่: Visible noise Record with Bring me the horizon
Armand D'Angouleme พิมพ์ว่า:
เตอเรสสุดหล่อ i love you พิมพ์ว่า:
เอาตามความจริงคะว่า สมัยก่อนดูเอ็มทีวี เห็นเพลงของวงนี้เยอะมากคะ แต่ด้วยความที่ว่าตอนนั้น ภาษาอังกฤษไม่ค่อยกระดิกเลย เลยฟังเอาดนตรีอย่างเดียว แฮะๆ แต่พอเริ่มตั้งใจเรียนภาษาอังกฤษมากขึ้น เลยพอมาฟังอยู่ ชุด Viva la vida or death and all his friend เลยเข้าใจเลยคะว่า ทำไมเค้าถึงเป็นวงนี้หลายคนบอกว่า เจ๋ง เลยต้องซื้อซีดีเก็บไว้เลย แต่ดันเป็นซีดี import แพงมากมาย แต่คุ้มคะ
สำหรับชุดที่เจ๊แนสรีวิว เสียใจมากเลยคะที่ไม่ได้ซื้อเก็บไว้
โดยส่วนตัว ชอบเพลง the scientist มากคะ(ไม่แน่ใจว่าเพลงนี้มันอยู่ในชุด X&Y ด้วยหรือเปล่า) แต่ในความคิดหนู หนูคิดว่ามันออกแนวปรัชญาไปหน่อยไหมคะ หนูฟังแล้วตีความไม่ค่อยออกว่ามันจะหมายถึงอะไรกันแน่ เอามาแปลเล่นๆ ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี ถ้าเจ๊แนสได้อ่านเม้นท์หนู ยังไงก็ช่วย ตีความเพลงนี้ได้ไหมคะ หนูจะขอบพระคุณมากๆเลยคะ
Viva เอาจริงๆแล้วเป็นงานที่บางสำนักยกให้เป็นงานที่ดีที่สุดของ Coldplay เลยทีเดียวนะคะ แต่สำหรับเจ๊อาจจะถูกใจงานชุดนี้มากกว่าด้วยความที่เนื้องานมันพ็อพและเข้าถึงง่ายกว่าถึงจะไม่มีอะไรที่ล้ำและใหม่เท่า หึหึหึ ส่วน The Scientist อยู่ในงานชุด A Rush of Blood to the Head สตูดิโออัลบั้มชุดที่สองของทางวงค่ะในนั้นมีเพลงที่เจ๊ชอบจัดๆอย่าง Clocks และ God Put A Smile Upon Your Face ด้วยนะคะ ตัวเพลงเป็นบริทพ็อพสไตล์แสตนดาร์ดเมนท์สตรีมเพียโนบัลลาดและอัลเทอเนทีฟร็อคไพเราะอลังการไฮโซมากๆเนื้อหาเท่าที่เจ๊เข้าใจเจ๊ว่ามันเกี่ยวกับการอุทิศหัวใจให้กับรักแท้รวมถึงการโหยหาการให้อภัยจากความผิดพลาดในอดีต รวมถึงการวกเข้าสู่สัจธรรมที่ใครๆมักจะพูดกันว่าความรักอยู่เหนือเหตุผลอยู่เหนือกระบวนการต่างๆที่พิสูจน์ได้ มันเป็นเรื่องของใจกับใจมากกว่าน่ะค่ะ เจ๊อาจจะเข้าใจผิดนะคะ หึหึหึหึหึหึหึ เพราะภาษษอังกฤษเจ๊ก็งั้นๆอ่ะไม่ได้เก่งอะไร
เอาตามความจริงคะว่า สมัยก่อนดูเอ็มทีวี เห็นเพลงของวงนี้เยอะมากคะ แต่ด้วยความที่ว่าตอนนั้น ภาษาอังกฤษไม่ค่อยกระดิกเลย เลยฟังเอาดนตรีอย่างเดียว แฮะๆ แต่พอเริ่มตั้งใจเรียนภาษาอังกฤษมากขึ้น เลยพอมาฟังอยู่ ชุด Viva la vida or death and all his friend เลยเข้าใจเลยคะว่า ทำไมเค้าถึงเป็นวงนี้หลายคนบอกว่า เจ๋ง เลยต้องซื้อซีดีเก็บไว้เลย แต่ดันเป็นซีดี import แพงมากมาย แต่คุ้มคะ
สำหรับชุดที่เจ๊แนสรีวิว เสียใจมากเลยคะที่ไม่ได้ซื้อเก็บไว้
โดยส่วนตัว ชอบเพลง the scientist มากคะ(ไม่แน่ใจว่าเพลงนี้มันอยู่ในชุด X&Y ด้วยหรือเปล่า) แต่ในความคิดหนู หนูคิดว่ามันออกแนวปรัชญาไปหน่อยไหมคะ หนูฟังแล้วตีความไม่ค่อยออกว่ามันจะหมายถึงอะไรกันแน่ เอามาแปลเล่นๆ ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี ถ้าเจ๊แนสได้อ่านเม้นท์หนู ยังไงก็ช่วย ตีความเพลงนี้ได้ไหมคะ หนูจะขอบพระคุณมากๆเลยคะ
Viva เอาจริงๆแล้วเป็นงานที่บางสำนักยกให้เป็นงานที่ดีที่สุดของ Coldplay เลยทีเดียวนะคะ แต่สำหรับเจ๊อาจจะถูกใจงานชุดนี้มากกว่าด้วยความที่เนื้องานมันพ็อพและเข้าถึงง่ายกว่าถึงจะไม่มีอะไรที่ล้ำและใหม่เท่า หึหึหึ ส่วน The Scientist อยู่ในงานชุด A Rush of Blood to the Head สตูดิโออัลบั้มชุดที่สองของทางวงค่ะในนั้นมีเพลงที่เจ๊ชอบจัดๆอย่าง Clocks และ God Put A Smile Upon Your Face ด้วยนะคะ ตัวเพลงเป็นบริทพ็อพสไตล์แสตนดาร์ดเมนท์สตรีมเพียโนบัลลาดและอัลเทอเนทีฟร็อคไพเราะอลังการไฮโซมากๆเนื้อหาเท่าที่เจ๊เข้าใจเจ๊ว่ามันเกี่ยวกับการอุทิศหัวใจให้กับรักแท้รวมถึงการโหยหาการให้อภัยจากความผิดพลาดในอดีต รวมถึงการวกเข้าสู่สัจธรรมที่ใครๆมักจะพูดกันว่าความรักอยู่เหนือเหตุผลอยู่เหนือกระบวนการต่างๆที่พิสูจน์ได้ มันเป็นเรื่องของใจกับใจมากกว่าน่ะค่ะ เจ๊อาจจะเข้าใจผิดนะคะ หึหึหึหึหึหึหึ เพราะภาษษอังกฤษเจ๊ก็งั้นๆอ่ะไม่ได้เก่งอะไร