˹���á Forward Magazine

ตอบ

Da Nastina : Coldplay : X&Y
ผู้ตั้ง ข้อความ
ตอบโดยอ้างข้อความ
ตอบ Da Nastina : Coldplay : X&Y 
อ้างอิงจาก:


รีวิวของ Da Nastina



Coldplay : X&Y : 95%

รูปแบบดนตรี

น่าแปลกที่จากประสบการณ์การฟังดนตรีสากลมาตอลด15-16ปียังไม่เคยมีโอกาสได้เปิดใจถามตัวเองจริงๆจังๆว่า "ดนตรีแนวไหนที่คิดว่ามีเสน่ห์ที่สุด" จวบจนก่อนหน้าที่จะตัดสินใจรีวิวงานชุดนี้เพียงไม่กี่ชั่วโมง เท่านั้นแหละค่ะเป็นเรื่อง!!!! เพราะส่วนตัวคิดว่าเป็นคำถามที่ยากพอๆกับการให้มานั่งจัดอันดับศิลปินหรืออัลบั้มโปรดเลยทีเดียว แล้วแหมมมมมม เพลงแนวไหนที่มีเสน่ห์ที่สุดเท่าที่เดียนเคยฟังล่ะสิ? คือส่วนตัวแล้วถ้าถามว่าแนวที่ชอบที่สุดคือ "พ็อพ" นะคะ แต่ถ้าเอามีเสน่ห์ ต๊ายยย ร็อค แจ๊ซซ์ โซล เฮ้าส์ พั้งค์ โฟล์ค โกธิค บอสซาโนว่าเนี่ยเป็นตัวเลือกที่ขับเคี่ยวกันมาเป็นอันดับต้นๆพอสมควรทีเดียว สึดท้ายแล้วผู้ชนะสำหรับแนสทิน่าคือ "บริทพ็อพ" ซึ่งขอบอกไว้ก่อนนะคะว่าไม่ใช่แนวดนตรีประจำชาติของเดี๊ยนแต่อย่างใดหากแต่พิจารณาด้วยเมโลดี้ย์ละเมียดละไมเปี่ยมมนตร์ขลังผสานเข้ากับท่วงทำนองของอัลเทอเนทีฟเท่ห์ๆที่ต่อยอดไปสู่รสชาติที่หลากหลายทั้งพั้งค์ แจ๊ซซ์ อาร์แอนด์บี ร็อค พ็อพและอีกมากมายตามศักยภาพและกึ๋นของแต่ละวงจากการนำเสนอผ่านกีตาร์ เพียโน ซินธิไซเซอร์ ฯลฯ รวมถึงภาคเนื้อหาอันบริสุทธิ์ทรงพลัง ขบถและแฝงแง่คิดปรัชญาเสียดสีกระแทกกระทั้นตามแบบฉบับเอกลักษณืเฉพาะตัวของดนตรีจากเกาะอังกฤษที่ตราตรึงใจผู้ฟังทั่วโลกดังนั้นจึงขอตัดสินให้เป็นผู้ชนะไปด้วยประการฉะนี้ มาที่ดนตรีบริทพ็อพที่ส่วนตัวชอบและคิดว่าเป็นตัวแทนที่ดีของการนำเสนอดนตรีดังกล่าวเท่าที่ได้ฟังก็มี
Travis,Keane,Coldplay,Oasis,Radiohead,tereophonics,Blur,Suede,Starsailor,Manic treet Preachers ตลอดจน Hurricane#1ที่ดังจัดๆอยู่เพลงเดียวกับ Only The Strongest Will Survive แต่แค่เพลงเดียวนี่ก็เป็นหนึ่งในซิงเกิ้ลที่เดี๊ยนโปรดปรานที่สุดตลอดกาลจากแวดวงบริทพ็อพเลยทีเดียว อย่างไรก็ตามถ้าจะให้เลือกงานของวงดังกล่าวโดยเน้นถึงจุดประสงค์ที่จะสามารถสะท้อนนิยามของบริทพอพแห่งยุคนี้ได้ดีที่สุดขึ้นมารีวิวล่ะก็ส่วนตัวขอเลือกงานของ Coldplay ในฐานะที่เป็นวงดนตรีบริทพ็อพที่ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามและได้รับความนิยมถึงขีดสุดในปัจจุบันกับ X&Y สตูดิโออัลบั้มชุดที่3ที่ฉายเสน่ห์อันเจิดจรัสของภาคการนำเสนอดนตรีบริทพ็อพรวมถึงการนำเสนอที่เป็นตัวตนของ Coldplay ได้อย่างดี

จุดด้อย

จะว่าไปด้วยภาคการนำเสนอที่มีจุดแข็งในตัวเองค่อนข้างสูงบนการยึดมั่นในเอกลักษณ์อันเป็นแนวทางปฏิบัติมาตลอด3อัลบั้มอาจจะกลายเป็นจุดด้อยสำหรับงานของ Coldplay โดยปริยายหากเกิดไปปะทะเอาผู้ฟังที่นิยมเติมเต็มสุนทรียภาพในแง่ของ "ความแปลกใหม่" แล้วอาจจะถูกมองว่าซ้ำซากเลยทีเดียว หากแต่ในความไม่มีอะไรใหม่นั้นถ้ามันสมารถสะท้อนความจัดจ้านละเมียดละไมและความสมบูรณ์แบบในเชิงที่มีพัฒนาการขึ้นอย่างเห็นได้ชัดกว่างานชุดก่อนรวมถึงรักษาคุณภาพไว้ได้อย่างดีแล้วนับว่าเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมทีเดียว ซึ่งในเรืองของคุณภาพคงปฏิเสธกันไม่ลงนะคะว่า Coldplay มีแต่ก้าวไปข้างหน้าเรื่อยๆ

แทร็คเด็ด

ประเดิมด้วย Speed Of Sound (5) ซิงเกิ้ลแรกที่ไปได้สวยถึงอันดับ8บนบิลด์บอร์ด (ซึ่งนับว่าประสบความสำเร็จเกินคาดทีเดียวนะคะหากตัดสินจากสถานการณ์ชาร์ตในช่วงนั้น) สำหรับภาคดนตรียังคงยืนพื้นบนความเป็นบริทพ็อพเมโลดี้ย์สวยๆสไตล์ Coldplay ทีแฝงมิติในการนำเสนอและเสน่ห์ของบรรยากาศอันหมองหม่นเยือกเย็นชวนสลดหากแต่บรรเจิดละเมียดละไมอยู่ในทีได้อย่างเหนือชั้นเช่นเดิมโดยนำเสนอผ่านรสชาติของอัลเทอเนทีฟร็อคที่ยืนพื้นอยู่บนท่วงทำนองอันสุดสง่างามจากเพียโนสวยๆผสานเข้ากับความเป็นอัพบีทจากซินธิไซเซอร์ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Running Up That Hill ในปี1985ของ Kate Bush ผนวกเข้ากับหนึ่งในมาสเตอร์พีซตลอดกาลจากทางวงอย่าง Clocks บทสรุปออกมาเป็นอีกหนึ่งแทร็คที่เจิดจรัสเหนือชั้นจนส่วนตัวขอยกให้เข้าทำเนียบหนึ่งในแทร็คที่เป็นตำนานของ Coldplay ด้วยการเนรมิตเนื้อหาอันสุดแสนมหัศจรรย์เกี่ยวกับการบรรลุถึงแก่นแท้ของศักดิ์ศรีและจิตวิญญาณของตนเองรวมถึงยืนหยัดที่จะมีชีวิตอย่างแข็งแกร่งและเปี่ยมคุณค่าบนโลก เช่นเดียวกับ Fix You (5) ที่ตอกย้ำให้ตระหนักถึงหัวใจของการยืนหยัดบนความเชื่อมั่น ความหวัง การเอาชนะทุกสิ่งบนพื้นฐานของความรักและที่สำคัญการเยียวยาชีวิตและจิตวิญญาณของตนด้วยศรัทธาได้อย่างมีชั้นเชิงจากการปรุงแต่งศักยภาพทางดนตรีร่วมกันของท่วงทำนองบริทพ็อพบริสุทธิ์กระจ่างใจจากทั้งเพียโนหวานๆและกีตาร์อคูสติคเข้ากับความเป็นกอสเพลจากออร์แกนโบสถ์ บีทกลองแบบสโลว์เทมโพและการบีบน้ำเสียงฟัลเซ็ทโทเข้ามาเติมเต็มรสชาตืและความสมบูรณ์แบบได้อย่างมีชั้นเชิงถึงขีดสุด เป็นอีกแทร็คที่ดีที่สุดจากทางวงเช่นกัน สลับมาฟังบริทพ็อพใสๆกันใน A Message (4/5) ที่โดเด่นบนท่วงทำนองของกีตาร์อคูสติคเท่ห์ๆที่แม้ว่าจะเล่นกันเรียบง่ายไปนิดหากแต่คุมคนฟังและทิศทางทั้งหมดอยู่หมัดด้วยอานิสงส์จากเมโลดี้ย์และความเพราะขั้นเทพล้วนๆ (แหม แต่ฟังอีแบบนี้ทีไรแล้วคิดถึงแต่ Travis) ต่อด้วย Talk (4/5) ที่แซมเพิ่ลความเป็นอิเล็คทรอนิคจากริฟฟ์ของ Kraftwerk เพลง Computer Love ในปี1981โดยรีมิกซ์ของแทร็คนี้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงแกรมมี่ปี2007สาขา Best Remixed Recording,Non-Classical นับว่าเป็นทิศทางที่แจ่มชัดและแปลกใหม่พอตัวทีเดียว

มาที่แทร็คเปิดอัลบั้มอย่าง Square One (4.5/5) ที่บีบอิเล็คโทรนิคและซินธิไซเซอร์ลงสู่ภาคการนำเสนอแบบอัลเทอเนทีฟร็อคตามธรรมเนียมให้ขยับขยายไปสู่จังหวะจะโคนที่มีความเป็นอัพบีทมากขึ้นอย่าไงรก็ตามตัวเพลงก็ยังสามารถรักษาวัฒนธรรมของการนำเสนอที่ให้อารมณ์หม่นหมองโศกสลดหนาวเหน็บหากแต่เจิดจรัสแพรวพราวสไตล์ Coldplay ไว้ได้อย่างครบถ้วน ส่วนตัวประทับใจภาคเนื้อหาที่ว่าด้วยการทลายกำแพงทางทัศนคติสู่การผจญภัยในโลกทัศน์อันเหนือจินตนาการเพื่อค้นพบและสัมผัสควมมหัศจรรย์หลายสิ่งหลายอย่างที่ดาหน้าเข้ามาทำความรู้จักบนเส้นทางชีวิต ในขณะที่ What If (4.5/5) จะนำพาคุณหวนเข้าสู่วัฏจักรแห่งธรรมเนียมการนำเสนอภาคดนตรีอันโศกศัลย์หมองหม่นทุกข์ระทมเย็นยะเยือกบาดจิตวิญญาณอันเป็นเสน่ห์และอัตลักษณือันเอกอุของ Coldplay ที่ใครได้มาลิ้มลองแล้วจะตกหลุมรักจนถอนใจไม่ขึ้นกับการปลดปล่อยจิตวิญญาณให้ลงไปดื่มด่ำกับโลกแห่งเสียงดนตรีอันเปี่ยมสุขที่หลอมเอาความสวยงามเข้ากับความปวดร้าวได้อย่างมีชั้นเชิง ก่อนจะหวนคืนสู่ความสวยงามที่หลงเหลือให้สัมผัสอย่างเต็มเปี่ยมบนโลกแห่งความจริงใน The Hardest Part (5) ที่ภาคดนตรีเป็นอดัลท์คอนเทมโพลารีย์บริทพ็อพที่ต้อนรับผู้ฟังด้วยเมโลดี้ย์พริ้วสลวยจากเพียโนก่อนจะตบด้วยความคึกตักจากกีตาร์ไฟฟ้าคลอเคล้าไปกับน้ำเสียงสุดแสนไพเราะเจิดจรัสของคริส มาร์ทินที่พัดพาความแห้งแล้งของจิตวิญญาณให้กลับมาสีสันและยืนหยัดได้อย่างทรงพลังอีกครั้ง

สรุป

ทั้ง X&Y และ Coldplay คือบทพิสูจน์อันทรงพลังของความบรรเจิดล้ำลึกและมนตร์มหาศาลที่สะท้อนออกมาจากดนตรีบริทพ็อพ เป็นเครื่องยืยยันได้อย่างดีในฐานะหนึ่งในภาคดนตรีที่ทรงเสน่ห์ที่สุดของโลก หนึ่งในอัลบั้มที่ประสบความสำเร็จ น่าจับตามอง สมบูรณ์แบบและทรงคุณภาพที่สุดประจำปี2005และที่สำคัญในฐานะการจารึกชื่อของ Coldplay ขึ้นสู่ความเป็นตำนานหน้าสำคัญที่ยังมีลมหายใจอยู่ของอาณาจักรดนตรีสากล ส่วนตัวเชื่อและศรัทธาว่าผลงานของวงๆนี้จะต้องออกมาในมาตรฐานที่มีศักยภาพสูงกว่าคำว่า "ตำนาน" อย่างแน่นอน


ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ตอบโดยอ้างข้อความ
ตอบ  


ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ตอบโดยอ้างข้อความ
ตอบ  
ไม่แปลกใจที่หลายสำนักยกย่องวงนี้ให้เป็นถึง วงที่จะก้าวไปสู่ระดับตำนาน คือตั้งแต่อัลบั้มแรกมายันวิว่านี่เพลงยังคงมาตรฐานตัวเองได้ดีมากๆ คือฟังง่ายและเป็นมิตรต่อรูหูจริง หากแต่จะสัมผัสหาความแปลกใหม่แทบหาไม่เจอจริง ยอมรับว่างานพัฒนา แต่ว่าความแปลกใหม่บางทีมันก็คัญเหมือนกันนะครับผม!!!


_________________

April fighting! + angel Sojin�
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ตอบโดยอ้างข้อความ
ตอบ  
เอาตามความจริงคะว่า สมัยก่อนดูเอ็มทีวี เห็นเพลงของวงนี้เยอะมากคะ แต่ด้วยความที่ว่าตอนนั้น ภาษาอังกฤษไม่ค่อยกระดิกเลย เลยฟังเอาดนตรีอย่างเดียว แฮะๆ แต่พอเริ่มตั้งใจเรียนภาษาอังกฤษมากขึ้น เลยพอมาฟังอยู่ ชุด Viva la vida or death and all his friend เลยเข้าใจเลยคะว่า ทำไมเค้าถึงเป็นวงนี้หลายคนบอกว่า เจ๋ง เลยต้องซื้อซีดีเก็บไว้เลย แต่ดันเป็นซีดี import แพงมากมาย แต่คุ้มคะ
สำหรับชุดที่เจ๊แนสรีวิว เสียใจมากเลยคะที่ไม่ได้ซื้อเก็บไว้
โดยส่วนตัว ชอบเพลง the scientist มากคะ(ไม่แน่ใจว่าเพลงนี้มันอยู่ในชุด X&Y ด้วยหรือเปล่า) แต่ในความคิดหนู หนูคิดว่ามันออกแนวปรัชญาไปหน่อยไหมคะ หนูฟังแล้วตีความไม่ค่อยออกว่ามันจะหมายถึงอะไรกันแน่ เอามาแปลเล่นๆ ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี ถ้าเจ๊แนสได้อ่านเม้นท์หนู ยังไงก็ช่วย ตีความเพลงนี้ได้ไหมคะ หนูจะขอบพระคุณมากๆเลยคะ



_________________

>>>...Blink 182...<<<
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว ตำแหน่ง AIM Yahoo Messenger MSN Messenger
ตอบโดยอ้างข้อความ
ตอบ  
paradizer พิมพ์ว่า:
ไม่แปลกใจที่หลายสำนักยกย่องวงนี้ให้เป็นถึง วงที่จะก้าวไปสู่ระดับตำนาน คือตั้งแต่อัลบั้มแรกมายันวิว่านี่เพลงยังคงมาตรฐานตัวเองได้ดีมากๆ คือฟังง่ายและเป็นมิตรต่อรูหูจริง หากแต่จะสัมผัสหาความแปลกใหม่แทบหาไม่เจอจริง ยอมรับว่างานพัฒนา แต่ว่าความแปลกใหม่บางทีมันก็คัญเหมือนกันนะครับผม!!!


เจ๊ว่าColdplayสะท้อนความสมควรที่จะเป็นตำนานออกมาหลายอย่างทีเดียวนะคะในเรื่องของการทำดนตรีและการแต่งเนื้อร้องที่ลุมลึกมากๆหากแต่หลายคนก็รักที่จะเปิดใจให้เข้าถึงที่สำคัญการนำเสนอที่โดดเด่นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวกว่าบริทพ็อพทั่วไป (แต่ส่วนตัวอีเจ๊ดันชอบ Keane มากกว่าอ่ะ ทำไงดี) ความแปลกใหม่สำคัญมากๆจริงค่ะแต่ในบางกรณีเจ๊ว่ามันยกเว้นได้ถ้าศิลปินราย/วงนั้นๆรักษษมาตรฐานเก่าได้อย่างทรงคุณภาพไม่มีตกรวมถึงก้าวไปในระดับที่สูงขึ้นกับมาตรฐานเดิมๆได้อย่างน่าประทับใจ มาที่งานของ Coldplay ส่วนตัวแอบคิดนะคะว่าวีว่านี่คาอนข้างต่างออกไปในแง่ของการนำเสนอในบางจุดจากที่เคยสัมผัสนะคะแต่ความเป็น Coldplay ยังครบถ้วน

ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ตอบโดยอ้างข้อความ
ตอบ  
เตอเรสสุดหล่อ i love you พิมพ์ว่า:
เอาตามความจริงคะว่า สมัยก่อนดูเอ็มทีวี เห็นเพลงของวงนี้เยอะมากคะ แต่ด้วยความที่ว่าตอนนั้น ภาษาอังกฤษไม่ค่อยกระดิกเลย เลยฟังเอาดนตรีอย่างเดียว แฮะๆ แต่พอเริ่มตั้งใจเรียนภาษาอังกฤษมากขึ้น เลยพอมาฟังอยู่ ชุด Viva la vida or death and all his friend เลยเข้าใจเลยคะว่า ทำไมเค้าถึงเป็นวงนี้หลายคนบอกว่า เจ๋ง เลยต้องซื้อซีดีเก็บไว้เลย แต่ดันเป็นซีดี import แพงมากมาย แต่คุ้มคะ
สำหรับชุดที่เจ๊แนสรีวิว เสียใจมากเลยคะที่ไม่ได้ซื้อเก็บไว้
โดยส่วนตัว ชอบเพลง the scientist มากคะ(ไม่แน่ใจว่าเพลงนี้มันอยู่ในชุด X&Y ด้วยหรือเปล่า) แต่ในความคิดหนู หนูคิดว่ามันออกแนวปรัชญาไปหน่อยไหมคะ หนูฟังแล้วตีความไม่ค่อยออกว่ามันจะหมายถึงอะไรกันแน่ เอามาแปลเล่นๆ ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี ถ้าเจ๊แนสได้อ่านเม้นท์หนู ยังไงก็ช่วย ตีความเพลงนี้ได้ไหมคะ หนูจะขอบพระคุณมากๆเลยคะ


Viva เอาจริงๆแล้วเป็นงานที่บางสำนักยกให้เป็นงานที่ดีที่สุดของ Coldplay เลยทีเดียวนะคะ แต่สำหรับเจ๊อาจจะถูกใจงานชุดนี้มากกว่าด้วยความที่เนื้องานมันพ็อพและเข้าถึงง่ายกว่าถึงจะไม่มีอะไรที่ล้ำและใหม่เท่า หึหึหึ ส่วน The Scientist อยู่ในงานชุด A Rush of Blood to the Head สตูดิโออัลบั้มชุดที่สองของทางวงค่ะในนั้นมีเพลงที่เจ๊ชอบจัดๆอย่าง Clocks และ God Put A Smile Upon Your Face ด้วยนะคะ ตัวเพลงเป็นบริทพ็อพสไตล์แสตนดาร์ดเมนท์สตรีมเพียโนบัลลาดและอัลเทอเนทีฟร็อคไพเราะอลังการไฮโซมากๆเนื้อหาเท่าที่เจ๊เข้าใจเจ๊ว่ามันเกี่ยวกับการอุทิศหัวใจให้กับรักแท้รวมถึงการโหยหาการให้อภัยจากความผิดพลาดในอดีต รวมถึงการวกเข้าสู่สัจธรรมที่ใครๆมักจะพูดกันว่าความรักอยู่เหนือเหตุผลอยู่เหนือกระบวนการต่างๆที่พิสูจน์ได้ มันเป็นเรื่องของใจกับใจมากกว่าน่ะค่ะ เจ๊อาจจะเข้าใจผิดนะคะ หึหึหึหึหึหึหึ เพราะภาษษอังกฤษเจ๊ก็งั้นๆอ่ะไม่ได้เก่งอะไร

ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ตอบโดยอ้างข้อความ
ตอบ  
Armand D'Angouleme พิมพ์ว่า:
เตอเรสสุดหล่อ i love you พิมพ์ว่า:
เอาตามความจริงคะว่า สมัยก่อนดูเอ็มทีวี เห็นเพลงของวงนี้เยอะมากคะ แต่ด้วยความที่ว่าตอนนั้น ภาษาอังกฤษไม่ค่อยกระดิกเลย เลยฟังเอาดนตรีอย่างเดียว แฮะๆ แต่พอเริ่มตั้งใจเรียนภาษาอังกฤษมากขึ้น เลยพอมาฟังอยู่ ชุด Viva la vida or death and all his friend เลยเข้าใจเลยคะว่า ทำไมเค้าถึงเป็นวงนี้หลายคนบอกว่า เจ๋ง เลยต้องซื้อซีดีเก็บไว้เลย แต่ดันเป็นซีดี import แพงมากมาย แต่คุ้มคะ
สำหรับชุดที่เจ๊แนสรีวิว เสียใจมากเลยคะที่ไม่ได้ซื้อเก็บไว้
โดยส่วนตัว ชอบเพลง the scientist มากคะ(ไม่แน่ใจว่าเพลงนี้มันอยู่ในชุด X&Y ด้วยหรือเปล่า) แต่ในความคิดหนู หนูคิดว่ามันออกแนวปรัชญาไปหน่อยไหมคะ หนูฟังแล้วตีความไม่ค่อยออกว่ามันจะหมายถึงอะไรกันแน่ เอามาแปลเล่นๆ ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี ถ้าเจ๊แนสได้อ่านเม้นท์หนู ยังไงก็ช่วย ตีความเพลงนี้ได้ไหมคะ หนูจะขอบพระคุณมากๆเลยคะ


Viva เอาจริงๆแล้วเป็นงานที่บางสำนักยกให้เป็นงานที่ดีที่สุดของ Coldplay เลยทีเดียวนะคะ แต่สำหรับเจ๊อาจจะถูกใจงานชุดนี้มากกว่าด้วยความที่เนื้องานมันพ็อพและเข้าถึงง่ายกว่าถึงจะไม่มีอะไรที่ล้ำและใหม่เท่า หึหึหึ ส่วน The Scientist อยู่ในงานชุด A Rush of Blood to the Head สตูดิโออัลบั้มชุดที่สองของทางวงค่ะในนั้นมีเพลงที่เจ๊ชอบจัดๆอย่าง Clocks และ God Put A Smile Upon Your Face ด้วยนะคะ ตัวเพลงเป็นบริทพ็อพสไตล์แสตนดาร์ดเมนท์สตรีมเพียโนบัลลาดและอัลเทอเนทีฟร็อคไพเราะอลังการไฮโซมากๆเนื้อหาเท่าที่เจ๊เข้าใจเจ๊ว่ามันเกี่ยวกับการอุทิศหัวใจให้กับรักแท้รวมถึงการโหยหาการให้อภัยจากความผิดพลาดในอดีต รวมถึงการวกเข้าสู่สัจธรรมที่ใครๆมักจะพูดกันว่าความรักอยู่เหนือเหตุผลอยู่เหนือกระบวนการต่างๆที่พิสูจน์ได้ มันเป็นเรื่องของใจกับใจมากกว่าน่ะค่ะ เจ๊อาจจะเข้าใจผิดนะคะ หึหึหึหึหึหึหึ เพราะภาษษอังกฤษเจ๊ก็งั้นๆอ่ะไม่ได้เก่งอะไร


หนูขอบพระคุณเจ๊แนสมากเลยนะคะ ในที่สุดก็จะเข้าใจจริงๆหละนะเนี่ย หนูจะได้เอาเพลงลงซีดีแล้วส่งไปใครซักคนได้ฟังน่ะคะ มีความหมายกับหนูมาจริงๆ ขอบคุณคะ


_________________

>>>...Blink 182...<<<
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว ตำแหน่ง AIM Yahoo Messenger MSN Messenger
ตอบโดยอ้างข้อความ
ตอบ  
เตอเรสสุดหล่อ i love you พิมพ์ว่า:
Armand D'Angouleme พิมพ์ว่า:
เตอเรสสุดหล่อ i love you พิมพ์ว่า:
เอาตามความจริงคะว่า สมัยก่อนดูเอ็มทีวี เห็นเพลงของวงนี้เยอะมากคะ แต่ด้วยความที่ว่าตอนนั้น ภาษาอังกฤษไม่ค่อยกระดิกเลย เลยฟังเอาดนตรีอย่างเดียว แฮะๆ แต่พอเริ่มตั้งใจเรียนภาษาอังกฤษมากขึ้น เลยพอมาฟังอยู่ ชุด Viva la vida or death and all his friend เลยเข้าใจเลยคะว่า ทำไมเค้าถึงเป็นวงนี้หลายคนบอกว่า เจ๋ง เลยต้องซื้อซีดีเก็บไว้เลย แต่ดันเป็นซีดี import แพงมากมาย แต่คุ้มคะ
สำหรับชุดที่เจ๊แนสรีวิว เสียใจมากเลยคะที่ไม่ได้ซื้อเก็บไว้
โดยส่วนตัว ชอบเพลง the scientist มากคะ(ไม่แน่ใจว่าเพลงนี้มันอยู่ในชุด X&Y ด้วยหรือเปล่า) แต่ในความคิดหนู หนูคิดว่ามันออกแนวปรัชญาไปหน่อยไหมคะ หนูฟังแล้วตีความไม่ค่อยออกว่ามันจะหมายถึงอะไรกันแน่ เอามาแปลเล่นๆ ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี ถ้าเจ๊แนสได้อ่านเม้นท์หนู ยังไงก็ช่วย ตีความเพลงนี้ได้ไหมคะ หนูจะขอบพระคุณมากๆเลยคะ


Viva เอาจริงๆแล้วเป็นงานที่บางสำนักยกให้เป็นงานที่ดีที่สุดของ Coldplay เลยทีเดียวนะคะ แต่สำหรับเจ๊อาจจะถูกใจงานชุดนี้มากกว่าด้วยความที่เนื้องานมันพ็อพและเข้าถึงง่ายกว่าถึงจะไม่มีอะไรที่ล้ำและใหม่เท่า หึหึหึ ส่วน The Scientist อยู่ในงานชุด A Rush of Blood to the Head สตูดิโออัลบั้มชุดที่สองของทางวงค่ะในนั้นมีเพลงที่เจ๊ชอบจัดๆอย่าง Clocks และ God Put A Smile Upon Your Face ด้วยนะคะ ตัวเพลงเป็นบริทพ็อพสไตล์แสตนดาร์ดเมนท์สตรีมเพียโนบัลลาดและอัลเทอเนทีฟร็อคไพเราะอลังการไฮโซมากๆเนื้อหาเท่าที่เจ๊เข้าใจเจ๊ว่ามันเกี่ยวกับการอุทิศหัวใจให้กับรักแท้รวมถึงการโหยหาการให้อภัยจากความผิดพลาดในอดีต รวมถึงการวกเข้าสู่สัจธรรมที่ใครๆมักจะพูดกันว่าความรักอยู่เหนือเหตุผลอยู่เหนือกระบวนการต่างๆที่พิสูจน์ได้ มันเป็นเรื่องของใจกับใจมากกว่าน่ะค่ะ เจ๊อาจจะเข้าใจผิดนะคะ หึหึหึหึหึหึหึ เพราะภาษษอังกฤษเจ๊ก็งั้นๆอ่ะไม่ได้เก่งอะไร


หนูขอบพระคุณเจ๊แนสมากเลยนะคะ ในที่สุดก็จะเข้าใจจริงๆหละนะเนี่ย หนูจะได้เอาเพลงลงซีดีแล้วส่งไปใครซักคนได้ฟังน่ะคะ มีความหมายกับหนูมาจริงๆ ขอบคุณคะ


ยินดีค่ะ

ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ตอบโดยอ้างข้อความ
ตอบ  
ในความเห็นน้องจุกอัลบั้มนี้คืออัลบั้มสุดห่วยของ Coldplayค่ะ แต่ก็ไม่ได้ถึงกับไม่้ชอบไปสักทุกเพลงนะคะ ก้อมีโปรดๆก็ Fix you กับ Speed of sound เหมือนพี่แนสค่ะ

ยังไงจะรอ A Rush Of Blood To The Head นะคะ รอค่ะ อิอิ


_________________




ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
แสดงเฉพาะข้อความที่ตอบในระยะเวลา:
ตอบ หน้า 1 จาก 1
คุณไม่สามารถสร้างหัวข้อใหม่
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
คุณไม่สามารถแก้ไขข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลบข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลงคะแนน
  


copyright : forwardmag.com - contact : forwardmag@yahoo.com, forwardmag@gmail.com