เหตุการณ์รถแก๊สระเบิดที่ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ พ.ศ. 2533 คือ เหตุการณ์อุบัติเหตุของรถบรรทุกแก๊สที่เกิดระเบิดขึ้นที่ถนนเพชรบุรีตัดใหม่เมื่อปี พ.ศ. 2533 มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก นับเป็นข่าวอุบัติเหตุที่ครึกโครมที่สุดในสมัยนั้น
เหตุเกิดเมื่อคืนวันจันทร์ที่ 24 กันยายน เวลาประมาณ 22.00 น. รถบรรทุกแก๊สที่ขับโดยนายสุทัศน์ ฟักแคเล็ก พยายามขับลงทางด่วนเพชรบุรีตัดใหม่ด้วยความเร็วเพื่อที่จะข้ามผ่านให้พ้นไฟแดง แต่รถได้เกิดอุบัติเหตุพลิกคว่ำ จากนั้นตัวรถได้ไถลไปกับพื้น ด้วยแรงเสียดสีกับพื้นถนน ทำให้ถังบรรจุแก๊สรูปแคปซูล 2 ถัง ถังละ 20,000 ลิตร หลุดออกจากตัวรถ และเกิดเป็นความร้อนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เป็นการเพิ่มแรงอัดให้กับแก๊สที่บรรจุอยู่ภายในถังเหล็กไม่อาจทนแรงเสียดสีได้ปริแตก แก๊สที่บรรจุอยู่ภายในได้พวยพุ่งออกมาและเกิดเป็นประกายไฟและระเบิดขึ้นมาด้วยเสียงสนั่นหวั่นไหวหลายครั้ง ทำให้บริเวณถนนเพชรบุรตัดใหม่และละแวกใกล้เคียงกลายเป็นทะเลเพลิงภายในชั่วเวลาไม่กี่วินาที
ไฟได้ลุกลามอย่างรวดเร็วและครอกผู้คนที่ติดอยู่ในรถยนต์ซึ่งกำลังติดไฟแดงอยู่ ณ บริเวณนั้น หลายรายเสียชีวิตทันที บางรายก็เสียชีวิตในรถเนื่องจากสำลักควัน บางคนที่สามารถหนีออกมาได้ ก็อยู่ในสภาพที่บาดเจ็บสาหัส เนื้อตัวเป็นแผลพุผองจากเปลวไฟ เสื้อผ้าขาดวิ่น ขณะเดียวกันถังแก๊สอีกถังที่ยังติดอยู่กับตัวรถไม่อาจทนทานความร้อนได้ ก็ระเบิดขึ้นมาอีกครั้ง ตึกแถว 2 ฟากถนนเกิดไฟลุกท่วม และลามไปติดแผ่นป้ายโฆษณาขนาดใหญ่เกิดเป็นลูกไฟสูงท่วมตึก 3 ชั้น หม้อแปลงไฟฟ้าที่ตั้งอยู่ข้างถนนเกิดช็อตกระแสไฟถูกตัดขาด ทำให้เกิดไฟดับ และเกิดเป็นลูกไฟพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าสีแดงฉาน ผู้คนที่อาศัยอยู่ตามบ้านเรือนบริเวณนั้นและละแวกใกล้เคียงรวมทั้งชุมนุมแออัดนับ 100 หลังคาเรือน ต่างพากันพยายามหลบหนีเอาชีวิตรอด
ไฟยังคงไหม้ต่อเนื่องนานนับชั่วโมงเจ้าหน้าที่จากหน่วยกู้ชีพ และตำรวจดับเพลิงพยายามฉีดน้ำสกัดกั้น แต่เป็นเรื่องยากที่จะทำได้ เพราะแก๊สได้ฟุ้งกระจายไปในอากาศ เพลิงมาสงบเอาในเวลา 22.00 ของคืนวันอังคารที่ 25 กันยายน คืนต่อมา หลังจากเพลิงสงบแล้ว เจ้าหน้าที่ได้เข้าไปเคลียร์พื้นที่ ซึ่งปรากฏเป็นภาพน่าหดหู่ใจ ซากศพของผู้เสียชีวิตไหม้ดำเป็นตอตะโก บางรายเหลือเพียงแค่เศษเนื้อและเถ้ากระดูกเท่านั้น
อุบัติเหตุครั้งนี้ผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น 59 ราย บาดเจ็บ 89 ราย รวมทั้งตึกแถว 3 ชั้น ตั้งแต่ซอยจารุรัตน์ หรือซอยเพชรบุรี 37 เรื่อยไปได้รับความเสียหาย 21 คูหา โดยเฉพาะหอพักสตรีเพชรถูกเผาไหม้จนพย่อยยับ ขณะที่ฝั่งตรงข้ามถูกเผาเสียหาย 17 คูหา ขณะที่ชุมชนแออัดด้านหลังถูกเผาวอดกินพื้นที่รวม 2 ไร่ แต่มีบ้านเรือนได้รับความเสียหายมากถึง 100 หลังคาเรือน นอกจากนี้ยังพบว่ารถยนต์ได้ถูกเผาผลาญไป 43 คัน รถจักรยานยนต์ 4 คัน ส่วนรถบรรทุกคันที่ก่อให้เกิดเหตุ มีเลขทะเบียน 71-0415 กทม. เป็นรถของบริษัทอุตสาหกรรมแก๊ส-สยาม จำกัด เลขที่ 60/3 หมู่ 11 ถนนบางนา-ตราด แขวงบางนา เขตพระโขนง กรุงเทพ ฯ ซึ่งนายสุทัศน์คนขับก็ได้ถูกไฟครอกเสียชีวิตคาที่นั่งด้วย
ซึ่งรถบรรทุกแก๊สคันนี้ ไม่ได้มาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนดไว้คือ ไม่มีข้อต่อระหว่างถังแก๊สกับตัวรถ ซึ่งข้อต่อดังกล่าวมีประโยชน์ในการยึดติดกับตัวรถ ไม่ให้เคลื่อนตัวหรือหล่นลงมาจนเกิดอันตราย นอกจากนี้ยังไม่มีสายรัดถังแก๊สเหมือนกับที่รถบรรทุกแก๊สทั่ว ๆ ไปใช้กัน เหตุการณ์อุบัติเหตุครั้งนี้ ภายหลังได้ถูกหยิบยกมาเป็นฉากหนึ่งในภาพยนตร์เรื่อง " คนเห็นผี " ของ ออกไซด์ แปง ในปี พ.ศ. 2545 ด้วย
ขอไว้อาลัยกับผู้เสียชีวิตไว้ที่นี้ด้วยครับ
ปี 2536 โรงงานตุ๊กตาเคเดอร์ ระเบิด คนงานเสียชีวิตกว่า 200คน
10 พฤษภาคม 2549 เป็นวันปกติธรรมดาวันหนึ่ง ที่คนใช้แรงงานในโรงงานทั้งหลายต่างก็ทำงานของตนไปเพื่อแลกกับค่าจ้างรายวันอันน้อยนิดบวกกับสวัสดิการอีกนิดหน่อย อันเป็นวิถีปกติธรรมดาของชีวิตเล็กๆ ในกระบวนการสร้างเศรษฐกิจชาติอันยิ่งใหญ่ ไม่มีใครหวนนึกไปหรอกว่า เกิดอะไรขึ้นเมื่อ 13 ปีที่แล้ว จนเป็นโศกนาฏกรรมของประเทศที่ต้องสังเวยให้กับกระบวนการพัฒนาทางเศรษฐกิจไทย
10 พฤษภาคม 2536 หรือเมื่อ 13 ปีที่แล้ว เพลิงได้เผาคนงานบริษัทเคเดอร์ อินดัสเทรียล ไทยแลนด์ ต.กระทุ่มล้ม อ.สามพราน จ.นครปฐม เสียชีวิตทั้งเป็นในโรงงานผลิตตุ๊กตาของบริษัท คนหนุ่มสาวถึง 188 ราย ผู้บาดเจ็บกว่า 400 ราย และผู้ได้รับผลกระทบอีกนับพันราย ต้องสูญเสียคนรักและญาติมิตร สร้างความเศร้าสลดให้กับสังคมไทย พร้อมกันนั้นก็ประจานการจัดการดูแลและตอบแทนหยาดเหงื่อคนงานของอุตสาหกรรมไทยให้ต้องอับอายไปทั่วโลก
นับเนื่องถึงทศวรรษที่ 4 ของการพัฒนา เศรษฐกิจของประเทศไทยได้รับการจับตามองในฐานะที่จะทำให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ของโลก เงินลงทุนจากทั่วโลกไหลหลั่งเข้าประเทศไทย ในฐานะประเทศที่มีความได้เปรียบทางด้านการลงทุน ด้วยสาธารณูปโภคที่พร้อม และด้วยต้นทุนแรงงานที่ถูก ก่อให้เกิดการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจไม่เคยต่ำกว่าร้อยละ 8 ตลอดทศวรรษก่อนปี 2540
และหลังจากที่รัฐบาลได้ประกาศส่งเสริมการลงทุนให้แก่อุตสาหกรรมของเด็กเล่น ตั้งแต่ปี 2520 เป็นต้นมา อุตสาหกรรมของเด็กเล่นก็เป็นอีกหนึ่งการลงทุนจากต่างชาติที่เข้ามาขยายฐานการผลิตในประเทศไทย มูลค่าการส่งออกที่มีเพียง 51.9 ล้านบาทในปี 2524 ได้เพิ่มขึ้นเป็น 7,799.5 ล้านบาทในปี 2534 หรือเพียงช่วงเวลาแค่ 10 ปี
ในความรุ่งโรจน์รายสาขานี้ บริษัทเคเดอร์ฯ จากการร่วมทุนของนักธุรกิจไต้หวัน ฮ่องกง และกลุ่มบริษัทเจริญโภคภัณฑ์ (CP) ของตระกูล เจียรวนนท์ ย่อมเป็นหนึ่งในบริษัทยักษ์ใหญ่ เพื่อประกอบกิจการผลิตตุ๊กตาและของเด็กเล่นขนาดใหญ่ส่งออก ด้วยแรงงานกว่า 5,000 คน เป็นชาย 3,000 คน เป็นหญิง 2,800 คน มีทั้งลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราว และลูกจ้างที่มาทำงานในช่วงปิดเทอม ทำให้โรงงานแห่งนี้มีคนงานเกือบมากที่สุดในจังหวัดนครปฐม
จากการรายงานของคณะกรรมการศึกษาข้อเท็จจริงและสาเหตุเกี่ยวกับกรณีเพลิงบริษัทเคเดอร์ฯ ที่เสร็จสิ้นในเดือนสิงหาคม 2536 ได้สรุปว่า ก่อนที่จะเกิดเพลิงไหม้ครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2536 บริษัทเคเดอร์ฯ มีประวัติการเกิดเพลิงไหม้มาแล้วถึง 3 ครั้ง
ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2532 โดยได้เกิดเพลิงไหม้อาคารโรงงานของบริษัทเคเดอร์ฯ บริเวณชั้น 3 อาคารได้รับความเสียหายมาก เหตุเกิดจากอุปกรณ์ไฟฟ้าเสื่อมไฟฟ้าลัดวงจร ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2534 เกิดเพลิงไหม้ที่โรงเก็บตุ๊กตา ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2536 ได้เกิดเพลิงไหม้อาคารหลังที่ 3 ชั้น 2 และชั้น 3 ทำให้สินค้าได้รับความเสียหาย
ส่วนรายงานของกระทรวงมหาดไทย บอกถึงข้อมูลในเหตุการณ์เพลิงไหม้ครั้งสุดท้ายว่า ในวันเกิดเหตุการณ์เพลิงไหม้ บริษัทเคเดอร์ฯ แจ้งว่ามีคนงานมาทำงาน 3,283 คน โดยติดอยู่ในอาคารหลังที่ 1 ซึ่งเป็นต้นเพลิงจำนวน 1,431 คน จำนวนผู้เสียชีวิต 188 คน เป็นคนงานชาย 17 คน คนงานหญิง 171 คน ในระยะแรกทราบชื่อ และภูมิลำเนา 178 คน ต่อมากระทรวงมหาดไทยสามารถสืบค้นชื่อผู้เสียชีวิตได้ครบทั้งหมด 188 คน
สาเหตุที่ทำให้มีคนงานตายมาก คือการก่อสร้างอาคารไม่ได้มาตรฐาน ทำให้โครงสร้างพังทลายอย่างรวดเร็ว เมื่อถูกไฟไหม้ในเวลาเพียง 15 นาทีก็ยุบตัวลง ผู้รับเหมาบางคนให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ว่า เจ้าหน้าที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมไม่เคยไปตรวจโรงงานอย่างจริงจัง มักจะถูกพาไปนั่งคุยกันในห้องแอร์เท่านั้น
จากการสำรวจของคณะกรรมการศึกษายังพบว่า โรงงานดังกล่าวไม่ได้สร้างบันไดหนีไฟ หรือสำรองเอาไว้ ยิ่งไปกว่านั้นประตูทางเข้า-ออกมีน้อย และคับแคบเกินกว่ากฎหมายกำหนด ไม่มีระบบการเตือนภัยที่สมบูรณ์และได้มาตรฐาน
คำให้การของคนงานที่รอดชีวิต กล่าวถึงสาเหตุที่มีคนงานเสียชีวิตมาก เพราะขณะเกิดเพลิงไหม้ยามแต่ละชั้นได้ปิดประตูโรงงานเนื่องจากเจ้าของโรงงานเกรงว่าคนงานจะฉวยโอกาสหยิบสิ่งของออกไปจากโรงงาน
และเมื่อถึงวาระครบ 13 ปีในปีนี้ มูลนิธิเพื่อนหญิงได้กลับไปสำรวจชีวิตและครอบครัวของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากกรณีโรงงานเคเดอร์ไฟไหม้อีกครั้ง ก่อนจะจัดทำเป็นรายงาน โศกนาฏกรรมชีวิตครอบครัวคนงานเคเดอร์ ที่เผยแพร่โดยมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) ซึ่งทำให้เห็นถึงมิติที่ไปไกลกว่า เรื่องของวัสดุและการออกแบบโครงสร้างโรงงานราคาถูก แต่โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นนั้นกลับเป็นผลโดยตรงจากการเอาแต่พัฒนาเศรษฐกิจของรัฐไทย การละเลยไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย และการตรวจสอบดูแลทั้งจากเจ้าของโรงงาน และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่าเป็นการพัฒนาที่ เห็นตุ๊กตาสำคัญมากกว่าชีวิตคนงาน
แม้ว่าผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่จะเป็นคนงานที่มีอายุไม่มาก ทว่าแต่ละคนมีภาระต้องรับผิดชอบครอบครัว โดยเป็นหัวหน้าครอบครัว 58 คน หรือเป็นผู้ที่สมรสแล้ว และมีบุตรต้องเลี้ยงดูรายละตั้งแต่ 1 ถึง 4 คน ทำให้มีเด็กกำพร้าที่สูญเสียแม่หรือพ่อไปในเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นจำนวนรวม 92 คน ในวันที่เกิดเหตุการณ์เด็กเหล่านี้มีอายุตั้งแต่ 3 เดือนถึง 17 ปี
ในการศึกษาเชิงลึกครอบครัวคนงานที่เสียชีวิตจำนวนทั้งหมด 56 ครอบครัว ยังพบปัญหาในครอบครัวถึงประมาณ 60% เพราะคนงานสตรีที่เสียชีวิตบ้างก็เป็นภรรยา เป็นแม่ เป็นลูก อย่างน้อยอย่างหนึ่งด้วยกันทั้งนั้น
มีหลายครอบครัวที่หลังจากภรรยาเสียชีวิต สามีต้องกลายเป็นคนติดเหล้า และมี 2 รายที่ดื่มเหล้าหนักจนเป็นเหตุให้เสียชีวิต, มีกรณีครอบครัวเคเดอร์ที่พิการ ทำให้พ่อมีปัญหาเรื่องจิตใจและเสียชีวิตไม่นานเมื่อรู้ว่าทราบว่าลูกสาวพิการตลอดชีวิต ฯลฯ
ส่วนพ่อที่แต่งงานใหม่มีทั้งหมด 36 ครอบครัว เพราะไม่สามารถอยู่กับลูกอย่างโดดเดี่ยวได้ รวมทั้งเชื่อว่าการมีภรรยาใหม่จะมีคนช่วยดูแลลูกของตนเอง เพราะผู้หญิงจะมีความละเอียดอ่อนหรือดูแลเด็กๆ ได้ดีกว่าผู้ชาย ทว่าส่วนใหญ่แล้วลูกมักจะมีปัญหากับแม่ใหม่ด้วยกันทั้งสิ้น และทำให้ต้องออกจากการศึกษากลางครันไปจำนวน 17 คน จาก 14 ครอบครัวหรือประมาณร้อยละ 20 ของครอบครัวที่มีบุตรอยู่ในวัยเรียน
13 ปีผ่านไป เราแทบจะลืมเรื่องราวเหล่านี้ไปแล้ว แม้โศกนาฏกรรมของคนงานจะไม่ค่อยมีให้เห็นเป็นข่าวใหญ่ นั่นก็อาจจะเป็นเพราะเศรษฐกิจของเราไม่ได้เติบโตรวดเร็วเหมือนก่อนเท่านั้น
แต่คาน โครงสร้างของโรงงานผลิตความมั่งคั่ง ไม่ได้ละลายหายไปกับพระเพลิงพร้อมกับโรงงานเคเดอร์ และชีวิตอีก 188 ในวันนั้น
มาตรฐานในการคุ้มครองแรงงานแทบจะไม่ได้รับการยกระดับให้คำนึงถึงชีวิตและคุณภาพชีวิตคนงานมากกว่าต้นทุนสินค้ามากขึ้นอย่างที่ควรจะเป็นเลย
>>>เห็นแก่ตัวมากครับ รู้ว่าระเบิดแล้วยังไม่ให้เค้าออกมากันอีก
โรงแรมรอยัล พลาซ่าถล่มปี 2536
ภาพความสยดสยองของเหตุการณ์โรงแรมรอยัล พลาซ่า ใจกลางเมืองโคราช ถล่มทับพนักงานโรงแรม และแขกที่เข้าพักจนเสียชีวิตนับร้อยคน เมื่อปี 2536 สร้างความสะเทือนใจแก่คนไทยตราบทุกวันนี้
11 ปีผ่านพ้น ทีมข่าว "คม ชัด ลึก" อาสาพาท่านผู้อ่านย้อนอดีตที่แสนเจ็บปวด โดยมุ่งหวังว่า ความสูญเสียที่มิอาจประเมินค่าอันเกิดจากความ "ชุ่ย" เห็นแก่ตัวของคนบางคน คงจะเป็นอุทาหรณ์แก่คนรุ่นปัจจุบัน
ห้วงปี 2536 ยุคก่อนเศรษฐกิจดิ่งเหวไม่กี่ปี จ.นครราชสีมา ในฐานะประตูสู่ภาคอีสาน คลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่หนีความวุ่นวายออกไปเสพสุขตามต่างจังหวัด โรงแรมต่างๆ ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด หนึ่งในนั้น "โรงแรมรอยัล พลาซ่า" หรือชื่อเดิม "โรงแรมเจ้าพระยาเมืองใหม่" ถือเป็นโรงแรมหรู 1 ใน 5 ของจังหวัด
ทว่าภาพที่สวยหรูภายนอกกลับแฝงภัยเงียบที่ค่อยๆ คืบคลาน จนกระทั่งกลืนชีวิตคนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่นับร้อยคนในเวลาต่อมา!?
ลางหายนะของโรงแรมแห่งนี้เริ่มปรากฏชัดในปี 2533 เมื่อกลุ่มผู้บริหารลงความเห็นว่า ควรมีการต่อเติมอาคารจากเดิม 3 ชั้น เป็น 6 ชั้น เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจท่องเที่ยว จากนั้นโรงแรมแห่งนี้ก็มีการต่อเติม และขยายพื้นที่ของอาคารอย่างผิดหลักวิศวกรเรื่อยมา โดยไม่ใส่ใจถึงความปลอดภัยในชีวิตของพนักงาน และแขกที่เข้ามาพักในโรงแรมแม้แต่น้อย!
สิ่งที่ทุกคนไม่เคยรู้มาก่อน คือเจ้าของโรงแรมผู้เห็นแก่ได้ ลักลอบต่อเติมอาคารอย่างไม่ได้มาตรฐาน โดยเฉพาะการตัดเสาขนาดใหญ่ตรงกลางห้องอาหารของโรงแรมทิ้ง หวังเพิ่มพื้นที่ใช้สอย และต้องการให้แขกสามารถเห็นนักร้องได้ชัดเจนขึ้น!
และแล้วหายนะครั้งร้ายแรงก็อุบัติขึ้นเมื่อเวลาราว 10 โมงเช้า วันที่ 13 ส.ค.2536 ตัวโรงแรมเกิดการทรุดตัวอย่างรุนแรง และถล่มลงมาทั้งอาคารในเวลาไล่เลี่ยกัน โดยตัวโรงแรมเริ่มทรุดตัวจากตอนกลางของอาคารก่อน จากนั้นปีกทั้งสองด้านข้างของอาคารก็พังซ้ำลงมาอีก การทรุดตัวอย่างรุนแรง และรวดเร็วก่อให้เกิดเสียงดังปานฟ้าถล่มดินทลาย ฝุ่นผงจากซากอาคารตลบคลุ้งทั่วบริเวณ
กองซากปรักหักพังกลบฝังร่างมนุษย์กว่า 500 ชีวิต ทั้งพนักงานโรงแรม และแขกที่เข้าพัก มีเพียงส่วนน้อยที่อยู่ชั้นล่าง และไหวตัวทัน รอดพ้นเงื้อมมือมัจจุราชได้อย่างหวุดหวิด กระนั้นเมื่อมองไปยังซากปรักหักพัง ก็ไม่มีใครสามารถสะกดกลั้นความตื่นตระหนก ต่อประสบการณ์สยองที่เพิ่งประสบสดๆ ร้อนๆ ได้
ซากปรักหักพังที่ทับถมอย่างแน่นหนา ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องระมัดระวังอย่างยิ่งยวด เพราะการเร่งรื้อซากอย่างไม่ระวังอาจหมายถึงการสูญเสียหลายชีวิตที่ยังมีลมหายใจรวยริน ระหว่างการค้นหาเจ้าหน้าที่ประกาศห้ามผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องห้ามเข้ามาในบริเวณ เกรงว่าจะเกิดเหตุชุลมุน ฝ่ายทหารได้นำรถทหารช่างมาช่วยรื้อถอนซากอาคาร และระดมกำลังพลกว่า 200 นาย เพื่อบริจาคเลือดเป็นกรณีเร่งด่วน
จากนั้น ศพแล้วศพเล่าก็ถูกลำเลียงออกมา บางศพอยู่ในสภาพสมบูรณ์ บางศพกู้ได้เฉพาะอวัยวะที่มีชิ้นส่วนกระจัดกระจายจำเค้าเดิมแทบไม่ได้ โชคยังเข้าข้างที่มีผู้รอดชีวิตหลงเหลืออยู่บ้าง ทำให้ผู้ป่วย ที่เข้ารักษาในพื้นที่แน่นขนัดจนแทบล้นโรงพยาบาล
เจ้าหน้าที่ต่างทำงานอย่างหามรุ่งหามค่ำ เพื่อเร่งหาผู้ที่รอดชีวิต จนเวลาล่วงเลยไป 6 วัน จึงยกเลิกการค้นหา ผลการค้นหาพบผู้เสียชีวิต 137 ราย และบาดเจ็บกว่า 300 คน
ตำรวจสรุปสาเหตุของหายนะครั้งนั้นว่า เกิดจากความบกพร่อง ของเจ้าของอาคารที่มีการต่อเติมอาคารผิดจากแบบเดิม ทำให้อาคารไม่สามารถ รองรับน้ำหนักได้ จึงได้แจ้งข้อหาแก่ 6 ผู้บริหารโรงแรม รวมทั้งวิศวกรผู้ออกแบบ ในข้อหากระทำการประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิต ผ่านมากว่า 10 ปี คดีในชั้นศาลจึงสิ้นสุดลง เมื่อศาลฎีกาตัดสินจำคุกนายบำเพ็ญ พันธุ์รัตนอิสระ วิศวกรผู้ออกแบบโรงแรม เป็นเวลา 20 ปี ส่วนผู้บริหารโรงแรมทั้ง 6 ศาลยกฟ้อง
โดยวินิจฉัยว่า เจ้าของโรงแรมไม่มีความผิด เพราะไม่มีความรู้ด้านก่อสร้าง และทางโรงแรมได้ชดเชยเงินให้กับผู้เสียชีวิตรวม 5 ล้านบาท และเงินที่รับบริจาคอีก 5 แสนบาท เฉลี่ยแล้วผู้เสียชีวิตญาติได้รับเงินรายละ 80,000 บาท และผู้พิการได้รับรายละ 50,000 บาท
ประสบการณ์อันเลวร้ายที่เกิดขึ้นทำให้ผู้ที่สูญเสีย ทั้งญาติผู้เสียชีวิตและผู้รอดชีวิตที่พิการ ได้รับผลกระทบทั้งทางด้านร่างกาย และจิตใจอย่างใหญ่หลวง บางรายสูญเสียเสาหลักของครอบครัว หรือบุตรอันเป็นที่รัก บางรายสูญเสียกระทั่งลูกในท้อง และแขนซ้าย เพื่อรักษาชีวิตตัวเองให้อยู่รอด...
คนเหล่านั้นใช้ชีวิตผ่านคืนวันอันเจ็บปวดได้อย่างไร? อะไรที่ผลักดันให้เขาลุกขึ้นมาสู้จนมีวันนี้ได้? ลองฟังคำตอบจากปากคำ พรรณี วีสเพ็ญ หนึ่งในเหยื่อผู้รอดชีวิตที่ต้องสูญเสียทั้งลูกน้อยในครรภ์ และแขนซ้ายของตัวเองในคราวเดียวกัน
จากเหยื่อที่น่าสงสารในวันนั้น...ณ วันนี้ นางพรรณี วีสเพ็ญ ในวัย 38 ปี ใช้ชีวิตใหม่ในฐานะ เจ้าของกิจการร้านถ่ายเอกสาร วิทยาพัน COPY CENTER ในตัว อ.พิมาย จ.นครราชสีมา...11 ปีที่ผ่านพ้น เธอใช้ชีวิตร่วมกับสามีผู้แสนดี วิทยา วีสเพ็ญ และลูกชายวัยน่ารักอีก 2 คน...ไม่มีภาพความเป็นคนพิการหลงเหลืออีกแล้วในวันนี้...มีแต่ภาพภรรยา และแม่ที่สู้ชีวิต เป็นตัวอย่างที่ดีแก่คนในชุมชนมาทดแทน
พรรณี ย้อนอดีตอันแสนขมขื่นว่า ตอนนั้นเธอทำงานเป็นแคชเชียร์อยู่ชั้นล่างสุดของโรงแรม ช่วงนั้นมีอายุเพียง 27 ปี แต่ก็ตั้งครรภ์ได้ 8 เดือนกว่า และจะครบกำหนดคลอดลูกชายคนแรกในอีกไม่กี่สัปดาห์
ระหว่างนั้นไม่มีวี่แววว่าจะเกิดเหตุร้ายแรงใดๆ แต่มีสิ่งที่ชวนเอะใจเล็กน้อย เพราะก่อนเกิดเหตุประมาณ 1 เดือน มักได้ยินเสียงดัง "ตึง" หนักๆ คล้ายปั้นจั่นตอกเสาเข็มดังขึ้นประจำ ช่วงนั้นมีการก่อสร้างเป็นประจำทำให้เธอไม่ใส่ใจมากนัก.. .คิดว่าเป็นเสียงตอกเสาเข็ม ไม่ก็พนักงานทำความสะอาดแรงไปหน่อย
แต่แล้ววันที่เปลี่ยนชะตาชีวิตของเธอครั้งใหญ่ก็มาถึงในวัน "ศุกร์ 13" ของเดือนสิงหาคม 2536 หลังวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เพียง 1 วัน โดยเวลาราว 10 โมงเช้าของวันนั้น เธอ ต้องขึ้นไปแลกเงินที่ฝ่ายการเงินชั้น 3 ระหว่างแลกเงินก็พูดคุยกับเพื่อนร่วมงานไปพลาง
ผ่านไปเกือบ 20 นาทีขณะจะเดินไปหาหัวหน้าฝ่ายการเงิน จู่ๆ แท่งคอนกรีตขนาดมหึมาก็ร่วงใส่โต๊ะตรงหน้าโครมใหญ่ ตามด้วยพื้นโรงแรมที่ทรุดยวบอย่างรวดเร็ว วินาทีนั้นขณะที่จับต้นชนปลายไม่ถูกว่าอะไรเป็นอะไร ร่างของเธอก็ร่วงสู่เบื้องล่างตามแรงถล่มอันมหาศาล จากนั้นสติสัมปชัญญะก็ดับวูบทันที
...เมื่อฟื้นขึ้นมาก็พบว่า สรรพสิ่งรอบกายร้อนอบอ้าว มืดสนิท และเริ่มรู้สึกตัวว่า แขน ลำตัว และขาซ้าย ถูกแท่งคอนกรีตกดทับจนขยับไม่ได้ ร่างของเธออยู่ในท่าคลานเข่า โชคยังดีที่ในมือถือกล่องนมที่เพิ่งซื้อติดมาด้วย และนมสดกล่องนี้เองได้ช่วยชีวิตเธอให้รอดในเวลาต่อมา
ระหว่างนั้นเสียงร้องขอความช่วยเหลือระคนกับเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดดังแข่งกันตลอดเวลา พนักงานฝ่ายการเงินคนหนึ่งที่ติดอยู่ซากใกล้ๆ กันคุยกับเธอได้พักหนึ่งแล้วเงียบเสียงไป...เชื่อว่าคงจะหมดแรง ไม่ก็หมดลมล่วงหน้าไปแล้ว
เหตุร้ายที่ประเดประดังเพียงชั่วพริบตาแม้จะทำให้ท้อหนัก แต่เมื่อคิดถึงชีวิตน้อยๆ ในท้อง และคนอันเป็นที่รักอย่างสามีที่รออยู่ ทำให้เธอจำต้องกัดฟันทน และคิดอย่างเดียวว่า "ต้องรอด" ระหว่างรอคนมาช่วยเหลือก็พยายามนึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นที่พึ่งทางใจ โดยมีนมในกล่องเป็นที่พึ่งแก่กระเพาะ
เธอ เล่าว่า แม้นมในกล่องจะหมดในเวลาไม่นาน แต่ชิ้นส่วนของมันก็มีประโยชน์ เธอลงทุนฉีกมันด้วยปาก และมือข้างที่เหลือทำเป็น ถ้วยกระดาษรองปัสสาวะ ของตัวเองดื่มประทังชีวิต นาทีนั้น "ความตาย" มีอาณุภาพเหนือ "ความอาย" ส่วนเศษที่เหลือนำมาประยุกต์ทำพัดคลายความอบอ้าว
ผ่านไปหลายชั่วโมงรัตติกาลเริ่มปกคลุม เสียงขอความช่วยเหลือแผ่วลงเรื่อยๆ ตามเข็มนาฬิกาที่แทบจะหยุดนิ่งจนทำให้รู้สึกว่าติดอยู่ใต้ซากนานเป็นปี...ในที่สุดราวตี 4 ของวันต่อมา เธอเริ่มได้ยินเสียงคนข้างนอกคุยกันใกล้เข้ามาเรื่อยๆ วินาทีนั้นเธอตัดสินร้องสุดเสียง "ช่วยด้วย...มีหลายคนติดตรงนี้"
...ได้ผล หน่วยกู้ภัยกรูกันเข้ามาช่วยเจาะแท่งคอนกรีตจนเป็นรู ก่อนสอดท่อออกซิเจนเข้ามาช่วย แต่ยังไม่สามารถพาเธอขึ้นมาจากหลุมมรณะได้ กระนั้นเธอ ก็อุ่นใจ และเริ่มคิดว่า "เรารอดแล้ว" ผ่านไปอีกหลายชั่วโมง เจ้าหน้าที่ช่วยกันยกซากที่กดทับเธอได้สำเร็จ รวมเวลาที่ต้องทรมานใต้ซากไม่ต่ำกว่า 24 ชั่วโมง
จากนั้นเธอถูกส่งไปรักษาที่โรงพยาบาลมหาราช ทันทีที่ไปถึงแพทย์พาเธอเข้าห้องฉุกเฉินอย่างเร่งด่วน ขั้นแรก...ผ่าเอาลูกออก เอาเข้าตู้อบเพื่อช่วยชีวิต ขั้นต่อไป...รอดูอาการของแม่ ว่าจะเอาอย่างไรกับแขน และขาข้างซ้ายที่ถูกแท่งคอนกรีตกดทับจนเซลล์เริ่มตายทีละน้อย
ในที่สุด หลังจากรักษาตัวได้ 3 วัน แพทย์ถามความสมัครใจว่า จะตัดแขนหรือไม่? เธอชั่งใจ และถามความเห็นญาติๆ อยู่นานจึงยอมสละอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต...หลังเสียแขนยังทำใจไม่ได้... โชคดีที่สามีให้กำลังใจเคียงข้างตลอดเธอจึงค่อยๆ ผ่านคืนวันอันโหดร้ายได้ทีละน้อย
ล่วงเข้าวันที่ 5 เหมือนฟ้ามาโปรด เมื่อสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงทราบข่าวและทรงโปรดเกล้าฯ รับเป็นคนไข้ในพระบรมราชินูปถัมภ์ รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด จากนั้นจึงถูกส่งไปรักษาที่ รพ.พระปิ่นเกล้า และรักษาขาซ้ายโดยเครื่องมือที่ดีที่สุด ณ ขณะนั้นจนสามารถรักษาขาไว้ได้
ทว่า เคราะห์กรรมก็ยังเล่นไม่เลิก พอล่วงเข้าวันที่ 9 ด.ช.ปาฏิหาริย์ หรือ "น้องดิ่ง" ชื่อที่หลวงพ่อคูณ แห่งวัดบ้านไร่ ตั้งให้ก็สิ้นลมคาตู้อบโรงพยาบาล เธอทราบข่าวการสูญเสียหลังจากนั้นอีกประมาณ 1-2 วัน ความจริงอันโหดร้ายทำให้เธอแทบบ้า...ที่ยังมีชีวิตอยู่ได้ เพราะซาบซึ้ง ในน้ำพระทัยของพระราชินี และได้กำลังใจอย่างดีเยี่ยมจากสามี และครอบครัว
หลังจากรักษาตัวอยู่เกือบครึ่งปี เธอตัดสินใจเริ่มชีวิตใหม่อีกครั้ง ด้วยเงินบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธา และหน่วยงานรัฐ จำนวน 8 แสนบาท โดยนำมาปรับปรุงบ้านของสามีทำร้านขายของชำ และขยับขยายทำกิจการถ่ายเอกสารในเวลาต่อมา นอกจากนี้ ยังให้กำเนิดบุตรชายในเวลาห่างกันแค่ปีเดียวอีก 2 คน...นับเป็นครอบครัวอบอุ่นอีกครอบครัวหนึ่ง
เมื่อถามว่า เหตุการณ์ครั้งนั้นให้คติชีวิตอย่างไรบ้าง
เธอ ตรองอยู่ครู่หนึ่งจึงตอบว่า ถ้าไม่มีเหตุการณ์วันนั้นคงไม่มีชีวิตอย่างวันนี้ ของบางอย่างต้องสูญเสียไปเพื่อให้ได้มา แม้เราจะต้องพิการ แต่ก็ไม่เคยเป็นภาระใคร ทุกวันนี้เวลาครอบครัวไหนมีคนพิการ เขาจะยกตัวอย่างเราตลอด เพื่อให้คนที่ทุกข์แบบเรา มีกำลังใจสู้ชีวิต ซึ่งเป็นสิ่งที่ตัวเองภูมิใจที่สุด
เหนือสิ่งอื่นใดที่มีวันนี้ได้ เพราะได้กำลังใจจากครอบครัวที่ไม่เคยทอดทิ้ง โดยเฉพาะสามีที่ตอนแรกกลัวว่า จะทิ้งเรา กลับเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น เพราะดูแลเราดีกว่าเดิมมาก ไม่เคยพูด หรือทำอะไรให้เสียใจเลย
บทเรียนชีวิตของ พรรณี วีสเพ็ญ เป็นตัวอย่างที่ดีของคนสู้ชีวิตที่ "พลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส" โดยมีกำลังใจจากครอบครัวเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว สะท้อนให้เห็นความสำคัญของสถาบันครอบครัวได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม เราหวังว่า หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องคงนำบทเรียนครั้งนั้นจำใส่ใจ และเข้มงวดกวดขันในเรื่อง การต่อเติมอาคารให้จงหนัก เพราะไม่มีใคร อยากให้ความสูญเสียเกิดขึ้นซ้ำอีก โดยอาศัยแค่ข้ออ้าง "เคราะห์กรรม" หรือ "รู้เท่าไม่ถึงการณ์" เหมือนที่ผ่านๆ มา
2548 ซึนามิ
และปี2552
Zantika Pub เพลิงไหม้ เสียชิวิตกว่า 59 คน
บรรยากาศความสุขในเทศกาลเฉลิมฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ของเมืองไทย
กลับกลายเป็นโศกนาฏกรรมสยดสยองใจกลางกรุง ภายหลังเกิดเหตุเพลิงไหม้สถานบันเทิงไฮโซชื่อดังย่านเอกมัย ซานติก้า ผับ ส่งผลให้นักท่องเที่ยวยามราตรีนับพันคนต้องวิ่งหนีตายกันอลหม่าน มีเหยื่อเสียชีวิตถูกไฟคลอกและเหยียบกันดับกว่าครึ่งร้อย บาดเจ็บอีก 200 กว่าชีวิต
เพลิงสยองรับปีใหม่
ไฟไหม้ผับดังรับปีใหม่คลอกนักเที่ยวตายสยองหลายสิบศพ เปิดเผยเมื่อเที่ยงคืนเศษ วันที่ 1 ม.ค.2552 ร.ต.ท.สุชิน พงษ์คำพันธ์ พนักงานสอบสวน (สบ 1) สน. ทองหล่อ รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้ร้านซานติก้า ผับ สถานบันเทิงระดับไฮโซชื่อดัง ตั้งอยู่ระหว่างเอกมัยซอย 9 กับซอย 11 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กทม. จึงรายงานผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น และประสานขอรถดับเพลิง สำนักบรรเทาสาธารณภัยกรุงเทพมหานคร จำนวน 10 คันรุดไปตรวจสอบ พร้อมด้วย พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รอง ผบ.ตร. พล.ต.ต.โชคดี ดีประเสริฐวิทย์ ผบก.น.5 พ.ต.อ. สุทิน ทรัพย์พ่วง ผกก.สน.ทองหล่อ และเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน
เผานักท่องราตรีทั้งเป็น
ที่เกิดเหตุเป็นอาคารสูง 2 ชั้น เจาะเป็นชั้นใต้ดินอีกชั้น มีกลุ่มควันและเปลวเพลิงโหมลุกอย่างรุนแรงใน ตัวอาคาร นักเที่ยวชายหญิงทั้งชาวไทยและต่างประเทศนับพันคนวิ่งหนีตายออกมาอย่างชุลมุน ท่ามกลางเสียงกรีดร้องระงมขอความช่วยเหลือจากบรรดานักท่องราตรีอีกบางส่วนที่ยังติดอยู่ภายในผับ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงและหน่วยกู้ภัยต้องเร่งระดมฉีดน้ำสกัดเพลิง พร้อมเข้าไปช่วยเหลือผู้ที่ติดอยู่ในภายอาคารอย่างทุลักทุเลทยอยกันนำส่งโรงพยาบาล แต่เนื่องจากประตูทางออกแคบ ตัวอาคารโดยรวมเป็นคอนกรีต หน้าต่างทำด้วยกระจกหนาอย่างดี ขณะที่เปลวไฟยิ่งลุกลามรวดเร็วไปทั่วตัวอาคารยากแก่การสกัดกั้น นักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยสำลักควันขาดใจตายก่อนถูกไฟคลอกเกรียมไปต่อหน้าต่อตาหน่วยกู้ภัยที่ไม่สามารถเข้าช่วยเหลือได้ทัน กว่าเจ้าหน้าที่ดับเพลิงจะควบคุมเพลิงจนสงบต้องใช้เวลานานถึง 1 ชั่วโมง ผลาญตัวอาคารวอดทั้งหลัง
ขอไว้อาลัยกับผู้เสียชีวิตทั้งหมดครับ และขอให้เหตุการณ์อย่างงี้เกิดขึ้นอีกเลยครับ
_________________
Girls Aloud Thailand
บล็อกของผม+ความรู้ภาษาอังกฤษ












