˹���á Forward Magazine

ตอบ

นอร่าห์ โจนส์, ที่รัก ข้างนอกมันหนาว และเสียงรถไฟในกรุงเวียน
ผู้ตั้ง ข้อความ
ตอบโดยอ้างข้อความ
ตอบ นอร่าห์ โจนส์, ที่รัก ข้างนอกมันหนาว และเสียงรถไฟในกรุงเวียน 
คอลัมน์ “เก็บเพลงรักนี้ ไว้ให้เธอ” โดย เอสเปรสโซดับเบิ้ลชอต





1.

กลางเดือนธันวาคม ปี 2010

เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นเพื่อแจ้งว่า เวลา 6 โมงเช้าแล้ว...

เตียงนอนนุ่มๆ กรุ่นไปด้วยไออุ่นฮีตเตอร์ ของโฮสเต็ล(ที่พัก)ราคาย่อมเยา ชานเมืองเวียนนา ประเทศออสเตรีย อาจจะดึงดูดใจให้นอนต่ออีกสักงีบ

เพียงแต่ว่าวันนี้ เงื่อนไขของชีวิต ไม่อนุญาตให้สันหลังที่แสนยาวเอ้อระเหยลอยชายมากไปกกว่านี้

ผมลุกไปที่หน้าต่างซึ่งฉาบทาไปด้วยฝ้าที่เกิดจากไอหนาวเอามือลูบหน้าต่างเบาๆไล่ไอฝ้าเพื่อให้กระจกใสขึ้นแล้วมองไปที่เทอร์โมมิเตอร์ที่แขวนไว้ข้างนอกห้อง

อุณหภูมิข้างนอก 0 องศาเซลเซียส พอดิบพอดี

มันหนาวเกินกว่าที่จะออกไปนั่งจิบกาแฟในยามเช้า

...

เมื่อจัดการกับภารกิจส่วนตัวในยามเช้าเสร็จเรียบร้อยผมลงมาทานอาหารตรงชั้นล่างของโฮสเต็ล

ระหว่างที่นั่งทานปาร์มาแฮมขนมปังและน้ำส้มที่ห้องอาหารนั้นผมนึกถึงอีเมล์ที่ถูกส่งมาถึงมือเมื่อคืนนี้

“ทำงานมาหลายวัน วันนี้เป็นวันเที่ยวแล้วสินะเธอ ได้ไปเที่ยวเวียนนา อิจฉาจริงเลย เสียดายที่ไม่ได้ไปด้วยกันเนอะ
ขอทวงของฝากนะจ๊ะ Razz ไม่ได้ขออะไรมาก ขอแค่ 3 อย่างเบาๆ

1.โปสเตอร์ภาพ “จูบ”(The Kiss) ของกุสตาฟ คลิมต์ แล้วมาเล่าให้ฟังด้วยว่าภาพจริงกับภาพโปสเตอร์ให้ความรู้สึกต่างกันอย่างไร?
2.ถ่ายรูปบ้านโมสาร์ตมาให้ดูด้วย อยากเห็นบ้านของผู้ชายที่เขียนโน้ตแล้วเห็นเป็นสีชมพูคนนี้จัง
3.อยากลืมอัดเสียงของสถานีรถไฟในกรุงเวียนนามาฝากด้วย

เที่ยวให้สนุก รักษาสุขภาพด้วยนะจ๊ะ ;D”

ดูคำขอของ “เธอ” แล้ว คงเข้าใจได้สำหรับข้อ 1 และข้อ 2 เพราะทั้งกุสตาฟ คลิมต์(จิตรกร)และโมสาร์ต(คีตกวี) คือคนดังของประเทศออสเตรีย แต่คงสงสัยกันใช่ไหมว่า คำขอที่แสนพิลึกในข้อ 3 มีที่มาอย่างไรกัน?

เรื่องของเรื่องก็คือ เธอแอบหยิบภาพยนตร์เรื่องหนึ่งจากชั้นดีวีดีของผม ไปเปิดดู หลังจากดูหนังเรื่องนี้จบ เธอรู้สึกอินมากจนอยากทำอย่างตัวละครในเรื่องบ้าง

ตัวละครในเรื่องมีกิจกรรมประจำวันที่แสนแปลก เวลาว่าง เขาชอบไปเที่ยวเล่นแถวสถานีรถไฟ แล้วบันทึกเสียงต่างๆที่เกิดขึ้นในสถานีรถไฟ ทั้งเสียงรถไฟ เสียงผู้คน และเสียงจากลำโพงประกาศข้อมูล

ความชื่นชมตรงนี้ ทำให้เธอชอบที่จะสะสม “เสียง” ที่อยู่บนสถานีรถไฟ...

ไฟล์เสียงที่อยู่ในคอมพิวเตอร์ของเธอ จึงมีทั้ง เสียงของรถไฟฟ้าบีทีเอส, รถไฟฟ้ามหานคร(ใต้ดิน) และรถไฟธรรมดาซึ่งเธอลงมือไปเก็บเสียงด้วยตัวเอง

นี่ยังไม่รวมถึง เสียงของรถไฟชิงคันเซ็นที่ญี่ปุ่น เสียงของรถไฟเอ็มอาร์ทีที่สิงคโปร์ ไปจนถึงรถไฟเมโทรในนิวยอร์ค อเมริกา ที่เธอฝากเพื่อนฝูงที่รู้จักช่วยอัดเก็บไว้ให้

พอผมมาที่กรุงเวียนนา ออสเตรีย

ผมจึงมีภารกิจสำคัญข้อที่ 3 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แม้ว่า ที่รัก, ข้างนอกมันหนาวมาก

แต่ผมจำต้องเดินฝ่าลมหนาวออกไป...



2.

หลังจากที่ปาร์มาแฮมชิ้นสุดท้ายตกถึงท้อง ผมหยิบเสื้อโค้ทตัวหนามาใส่ เพื่อที่จะเดินออกจากโฮสเต็ล

เสียงเพลง “Baby It′s Cold Outside” หรือ “ที่รัก ข้างนอกมันหนาว” เวอร์ชันที่นอร่าห์ โจนส์ร้องคู่กับวิลลี เนลสัน ดังขึ้นมาในห้องอาหารจนผมต้องหยุดฟัง

นี่เป็นสัญญาณว่า ใกล้เทศกาลคริสต์มาสแล้ว...

เสียงเพลงร้องคู่สลับกันไปมาว่า

I really can′t stay
(but baby it′s cold outside)
ฉันอยู่ไม่ได้แล้วจริงๆ
(แต่ที่รัก ข้างนอกมันหนาว)

I′ve got to go away
(but baby it′s cold outside)
ฉันต้องไปแล้ว
(แต่ที่รัก ข้างนอกมันหนาว)

This evening has been
(been hoping that you′d drop in)
นี่ก็เย็นแล้ว
(หวังว่าเธอจะมาเยี่ยมเยียน)

So very nice
(i′ll hold your hands, they′re just like ice)
ช่างดีเหลือเกิน
(ฉันจะจับมือเธอไว้ พวกมันเย็นอย่างกับน้ำแข็ง)

…

นี่คือหนึ่งในเพลงร้องคู่ชาย-หญิงที่ถูกคัฟเวอร์มากที่สุดเป็นอันดับต้นๆของโลกซึ่งต้องขอบคุณแฟรงก์เลสเซอร์นักแต่งเพลงชาวอเมริกันที่แต่งเพลงนี้ขึ้นมาโดยได้ภรรยาของเขา,ลีนน์การ์แลนด์มาร่วมร้องเมื่อปี ค.ศ. 1936

เนื้อหาในเพลงเป็นเรื่องของฝ่ายชายที่เกี้ยวพาราสีฝ่ายหญิงโดยพยายามถ่วงเวลาให้ฝ่ายหญิงอยู่กับเขาในห้องให้นานที่สุดด้วยเหตุผลที่ว่าข้างนอกมันหนาวส่วนฝ่ายหญิงก็อ้างหาเหตุผลที่จะออกไปข้างนอกทั้งกลัวแม่มาเห็นกลัวพ่อจะดุและอีกมากมาย แต่สุดท้ายก็ยอมอยู่กับฝ่ายชายต่อ

ข้างนอกมันหนาว อยู่ข้างในด้วยกันน่าจะอุ่นกว่า...

เพราะความหนาวที่ปรากฏในเนื้อเพลง ทำให้ “Baby It′s Cold Outside” กลายเป็นหนึ่งในเพลงที่เปิดต้อนรับเทศกาลความสุขท่ามกลางหิมะโปรยปราย อย่าง เทศกาลคริสต์มาส

เพลงนี้ผ่านกาลเวลามานานหลายสิบปี จากวันที่เพลงถือกำเนิด จนมาถึงวันนี้ นักร้องดังๆต่างนำเพลงนี้มาร้องคัฟเวอร์มากมาย อย่างเช่น มาร์กาเร็ต ไวติ้ง ร้องเพลงนี้คู่กับ จอห์นนี เมอร์เซอร์, เรย์ ชารลส์ เจ้าพ่อเพลงโซล ร้องกับ เบ็ตตี้ คาร์เตอร์, ซูอี้ เดสชาแนล นักร้องและนักแสดงชื่อดังชาวอเมริกัน ก็เคยร้องเพลงนี้ร่วมกับลีออน เรดบอน

แม้แต่ศิลปินกลุ่มแนวคันทรีอย่าง เลดี้ แอนเทเบลลัม หรือซีรี่ส์ชื่อดังอย่าง กลี(Glee) ก็ต่างหยิบเพลงนี้มาตีความตามแนวทางของตนเอง

อย่างเวอร์ชันที่ดังขึ้นในโฮสเต็ล ก็เป็นเวอร์ชั่นที่นอร่าห์ โจนส์ ร้องในอัลบั้มรวมเพลงคัฟเวอร์ของเธอที่มีชื่อว่า “...Featuring”(2010) อันเป็นอัลบั้มรวมเพลงที่นักร้องสาวผู้นี้ไปร่วมร้องกับศิลปินอื่นในวาระที่ต่างกัน

เสน่ห์หนึ่งของเพลงนี้ก็คือ บทบาทของนักร้องชายหญิง ที่เวลาร้องเพลงนี้ ฝ่ายชายต้องสมมติตัวเองว่า เป็น “หมาป่า” ที่คอยหลอกล่อให้ฝ่ายหญิง ซึ่งเป็นเหมือน “หนู” ให้อยู่กับหมาป่าไปนานๆ โดยออกอุบายว่า ข้างนอกมันหนาวมาก อยู่กับผมข้างในดีกว่า

แต่สำหรับผมตอนนี้ หากจะเป็นหมาป่า ก็คงเป็นหมาป่าที่ไม่มีหนู มายืนตากฮีตเตอร์ร่วมกันในห้องอุ่นๆ

และที่สำคัญ หมาป่าในวันนี้ ต้องออกเดินหนาวข้างนอก

เพื่อเที่ยวชมกรุงเวียนนา...




3.

แม้ว่าจะหนาวสั่นอยู่สักนิด แต่การท่องรอบเมืองเวียนนาในวันนี้ ทำให้เรียนรู้ “ศิลปะของการเดิน” ผ่านการเดินชม ศิลปะของเมือง ที่แสนเพลินตา

บางที ความสวยงามของข้างทาง อาจจะเป็นยาชูใจที่ดีในการหลงลืมความลำบากในขณะที่เดินทาง

ผมได้มาเห็นความสวยงามของภาพเขียนที่แสนโรแมนติกประจำประเทศนี้อย่างภาพ“จูบ”(The Kiss) ที่ตั้งเด่นอยู่กลางหอศิลป์แห่งออสเตรีย

ภาพคน 2 คน บนพื้นสีน้ำมันปิดทองชวนเคลิบเคลิ้มเป็นอย่างยิ่ง แต่พอชมเสร็จก็ไม่ลืมที่จะซื้อโปสเตอร์ภาพนี้กลับมาด้วย

บ้านโมสาร์ต แม้ว่าจะเป็นเพียงอาคารไม่กี่ชั้น ซึ่งดูผ่านๆ เผินๆ เหมือนจะไม่มีอะไรเลย

แต่ต้องยอมรับว่า ภายในบ้านหลังนี้ มีเรื่องราวมากมาย ที่ทางออสเตรียเขาหยิบมาทำการตลาดขาย อย่างเช่น ประวัติของบ้านนี้กลางกรุงเวียนนา ที่โมสาร์ตมาเช่าอยู่ในช่วงที่เขาแต่งอุปรากรเรื่องสำคัญอย่าง งานแต่งงานของฟิกาโร (Marriage of Figaro) อันมีเรื่องราวปรากฏอยู่ในภาพยนตร์รางวัลออสการ์ที่มีชื่อว่า Amadeus(1984)

หลังจากถ่ายรูปเสร็จบ้านหลังนี้เสร็จสรรพแล้ว ผมเดินตรงมาที่มหาวิหารเซนต์สตีเฟ่น อันเป็นหัวใจของกรุงเวียนนา

ผมเข้าไปนั่งทำความสงบโดยนึกถึงสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจในศาสนาตนเองอยู่ชั่วครู่อากาศเย็นลงกว่าเดิมจนมือผมสั่น

ผมจึงเดินไปที่รถไฟใต้ดินสถานีที่ใกล้ที่สุดเพื่อกลับไปยังที่พัก...

ขณะที่ลงไปที่สถานีรถไฟ ผมหยิบเครื่องบันทึกเสียงออกมา

เพื่อบันทึกบรรยากาศที่รายล้อมสถานีรถไฟแห่งนี้




4.

ที่เมืองไทย ก่อนวันคริสต์มาส 1 วัน

ผมนัดพบกับ “เธอ” ณ ลานเบียร์ หน้าห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ซึ่งเต็มไปด้วยผู้คนที่พากันนัดเพื่อนฝูงมาดื่มกิน มาชื่นชมบรรยากาศพิเศษผ่านต้นคริสต์มาสขนาดยักษ์ และมาถ่ายรูปเก็บความทรงจำร่วมกัน

เธอขอบคุณสำหรับคำขอทั้ง 3 ข้อ ที่เธอฝากไว้ในวันที่ผมมีโอกาสได้ไปเยือนเวียนนา

แต่สิ่งที่เธอรู้สึกฉงนก็คือ ทำไมเสียงรถไฟที่ร้องขอไว้ในข้อ 3 จึงกลายเป็นซีดีเพลงวอลซ์อย่าง “เดอะ บลู ดานูบ”
(The Blue Danube)ของโยฮันน์ ชเตราสส์ ยอดคีตกวีของออสเตรียไปเสียได้

ผมจึงเล่าเหตุการณ์ให้เธอฟังว่า ในขณะที่ลงไปที่สถานีรถไฟ ผมมองเห็นห้องน้ำในสถานี ซึ่งดูแปลกตามาก เลยลองเข้าไปชมดู

ปรากฏว่าห้องน้ำในสถานีรถไฟตรงมหาวิหารเซนต์สตีเฟ่น เป็นห้องน้ำที่ตกแต่งให้เป็นห้องฟังดนตรี ซึ่งบรรเจิดในระดับที่ว่า มีเปียโนตั้งอยู่ในห้องน้ำด้วย

แถมในห้องน้ำยังเปิดเพลง “เดอะ บลู ดานูบ” เพื่อสร้างความรื่นรมย์ให้กับคนที่แวะมาปลดทุกข์

“เราว่า ที่ออสเตรีย การที่เขาออกแบบให้ผู้คนมีความสุขในห้องน้ำ มันคือความละเอียดอ่อนของการมองว่า อากาศข้างนอกหนาวมาก หากหลบเข้ามาอยู่ในอาคาร ก็ควรจะหาวิธีการสร้างความสุขให้เกิดขึ้นกับชีวิตเท่าที่จะเป็นไปได้” ผมสรุป

ในตอนนี้ แม้ข้างนอกจะไม่หนาวนัก แต่มือของผมอุ่นขึ้นเพราะ “เธอ” กุมมือผมไว้

“ขอบคุณนะ” เธอกระซิบเบาๆ

ไม่ว่าจะอยู่ภายนอกบ้าน หรือภายในบ้าน ความสุขเกิดขึ้นจากตัวเราเองได้เสมอ

ว่าแต่ว่า ไม่รู้ว่าวันนี้ “หมาป่า” กับ “หนู”

ใครจะเป็นฝ่ายยอมแพ้ก่อนกัน?

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1323687215&grpid=&catid=08&subcatid=0804





_________________

ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ตอบโดยอ้างข้อความ
ตอบ  
ยังไม่มีเวลาอ่าน มาลงชื่อไว้ก่อน

แฟนคลับฮะ


_________________
.



ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
ตอบโดยอ้างข้อความ
ตอบ  
รัก Norah


_________________
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว ชมเว็บส่วนตัว MSN Messenger
ตอบโดยอ้างข้อความ
ตอบ  
Leekimhoung พิมพ์ว่า:
รัก Norah


+1


_________________
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
แสดงเฉพาะข้อความที่ตอบในระยะเวลา:
ตอบ หน้า 1 จาก 1
คุณไม่สามารถสร้างหัวข้อใหม่
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
คุณไม่สามารถแก้ไขข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลบข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลงคะแนน
  


copyright : forwardmag.com - contact : forwardmag@yahoo.com, forwardmag@gmail.com