บทสัมภาษณ์ แฮร์ริสัน ฟอร์ด
Star Wars: The Force Awakens
Q: นี่เป็นการสัมภาษณ์ครั้งแรกนับตั้งแต่ยุคเจไดเลยรึเปล่า
A: แน่นอนครับว่าประเด็นนี้เป็นส่วนหนึ่งของการสัมภาษณ์แบบทั่วไปทุกครั้ง แต่ถ้าเป็นการสัมภาษณ์ที่เกี่ยวกับหนัง “Star Wars” แบบเฉพาะเจาะจงล่ะก็ ผมน่าจะไม่ได้พูดถึงมันมาประมาณยี่สิบห้าปีได้แล้วมั้งครับ
Q: คุณรู้เมื่อไหร่ว่าพวกเขาจะสร้างภาคใหม่ๆ ขึ้นมา
A: ประมาณสองสามปีก่อนครับ แต่ผมไม่ได้เห็นบทจนกระทั่งประมาณหนึ่งปีครึ่งที่ผ่านมาตอนที่ผมเริ่มเข้าไปมีส่วนร่วมกับมันน่ะครับ
Q: คุณต้องได้รับการหว่านล้อมมากมายมั้ยก่อนที่คุณจะตัดสินใจกลับมาอีกครั้ง
A: ผมก็มีผลประโยชน์ส่วนตัวอยู่ด้วยระดับหนึ่งครับ ผมดีใจมากๆ ตอนที่ได้เห็นบทและคิดว่ามันมีไอเดียที่น่าทึ่งหลายอย่าง และก็มีสิ่งน่าสนใจหลายๆ อย่างให้ทำด้วย นอกจากนั้น ผมยังตื่นเต้นที่มีโอกาสได้ร่วมงานกับเจ.เจ.อับรามส์ ที่ผมรู้จักมานานแล้วด้วยครับ
Q: คุณรู้จักแคธลีน เคนเนดี้มานานแล้ว การที่เธอมามีส่วนเกี่ยวข้องกับโปรเจ็กต์นี้เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คุณสนใจรึเปล่า
A: เสน่ห์ของมันอยู่ที่เรื่องราว อยู่ที่หนังที่เรากำลังจะสร้างขึ้น แต่แน่นอนครับว่าทีมงานเป็นส่วนสำคัญมากๆ และการที่คุณมีความสัมพันธ์กับผู้คนเหล่านั้นก็เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ด้วย ผมเคยร่วมงานกับเคธี เคนเนดี้มาแล้วหลายครั้ง และมันก็ประสบความสำเร็จมากๆ ด้วย ผมก็เลยดีใจที่ได้ร่วมงานกับเธออีกครั้ง ผมคิดว่ามันจะต้องสนุกแน่ๆ ผมรู้ว่าหนังเรื่องนี้มีทีมงานที่ยอดเยี่ยม แต่นั่นก็ไม่ใช่สาเหตุเดียวที่ทำให้ผมสนใจโปรเจ็กต์นี้ครับ
Q: เจ.เจ.อับรามส์เล่าอะไรให้คุณฟังเกี่ยวกับวิสัยทัศน์ของเขาบ้าง
A: เราคุยกันถึงเรื่องพัฒนาการของตัวละครตัวนั้นและความสัมพันธ์ของเขากับตัวละครตัวอื่นๆ ในเรื่อง มันเป็นบทสนทนาที่น่าสนใจและปลุกใจมากๆ แล้วก็มีการดำเนินการต่อเกี่ยวกับคำถามที่ผมถามเอาไว้หรือสิ่งที่ผมนำเสนอกับเจ.เจ.อับรามส์ ซึ่งผมก็พอใจมากๆ กับเรื่องนั้น แต่ผมเป็นคนประเภทที่ให้ความสำคัญกับตอนเริ่มต้นกับตอนจบ ซึ่งทำให้ผมจำเรื่องระหว่างทางไม่ค่อยได้หรอกครับ
Q: คุณรู้สึกสนุกกับการได้นำเสนอความคิดเห็นมากขึ้นรึเปล่า
A: ตอนที่เราเริ่มต้น เราต่างก็ได้นำเสนอความคิดเห็นของเราไม่มากก็น้อยครับ ระหว่างการถ่ายทำ “Star Wars” หลายภาค เราได้ทำงานกับผู้กำกับสามคน และแต่ละคนก็มีสไตล์และทัศนคติต่อกระบวนการทำงานที่แตกต่างกันไป ผมอยากจะบอกว่าความสัมพันธ์กับผู้กำกับทั้งสามคนนั้นแตกต่างกันออกไป แต่ผมก็รู้สึกเสมอว่ามันมีระดับความร่วมมือกันในแบบที่ทำให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องรู้สึกผ่อนคลายน่ะครับ
Q: ในฐานะผู้กำกับ เจ.เจ.อับรามส์นำอะไรมาสู่ภาพยนตร์เรื่องนี้บ้าง
A: เขาเป็นคนรอบคอบและรอบรู้มากๆ เกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์ รวมถึงพัฒนาการตัวละครและเรื่องความสัมพันธ์ด้วย เขานำความจริงใจและความเข้าอกเข้าใจมาสู่ความสัมพันธ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมยินดีมากที่ได้เห็น เขาเป็นคนทำหนังที่มีความสามารถมากๆ และเป็นผู้กำกับและผู้อำนวยการสร้างที่ทำงานมีประสิทธิภาพมากๆ ด้วย ดังนั้น ผมก็เลยรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมงานกับเขาและสมาชิกทุกคนในทีมของเขาในการทำงานหนังเรื่องนี้ครับ
Q: คุณรู้สึกยังไงบ้างที่ได้กลับไปสู่ฉากมิลเลนเนียม ฟัลคอนอีกครั้ง
A: ผมใช้เวลาหลายปีอยู่ที่นี่ ผมก็เลยรู้สึกสนุกที่ได้เห็นมันอีกครั้ง ผมจำมันได้ไม่แม่นยำเท่าที่ผมคิดเอาไว้ มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ผมจำได้เกี่ยวกับห้องโดยสารและเรื่องตลกที่เราเคยเจอ ในห้องโดยสารดั้งเดิม ผมขอจอร์จให้เราเข้าไปข้างในได้ เพื่อที่เราจะได้ทดลองเรื่องขนาดของมัน ในที่สุด ผมกับชิววี่ก็มีโอกาสได้เดินเข้าไปในห้องโดยสาร แต่แน่นอนครับว่าเขานั่งลงบนที่นั่งไม่ได้ การขับยานลำนี้เปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อยด้วยการปรับเปลี่ยนที่เกิดขึ้นในไตรภาคชุดแรก แต่ผมก็เริ่มรื้อฟื้นความรู้สึกเดิมๆ กลับมาได้มากขึ้นเรื่อยๆ มันสนุกดีครับ
Q: การร่วมงานกับเดซี ริดลีย์และจอห์น โบเยกาเป็นยังไงบ้าง
A: พวกเขาเป็นคนน่าสนใจมากๆ ทั้งในชีวิตจริงและตัวละครในหน้าจอของพวกเขา ผมคิดว่าผู้ชมจะดีใจที่ได้รู้จักพวกเขาและได้ติดตามเรื่องราวของพวกเขา ตัวละครของพวกเขาเป็นอะไรที่สร้างสรรค์และมีชีวิตชีวามากๆ นอกจากนั้น ตัวละครของพวกเขายังน่าสนใจและเจอกับความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจบางอย่างด้วย การคัดเลือกนักแสดงสำหรับทั้งสองบทนี้ก็ยอดเยี่ยมมากๆ ด้วยครับ
Q: ตัวละครที่ผู้ชมเข้าถึงได้เป็นสิ่งสำคัญรึเปล่า
A: สิ่งที่ยอดเยี่ยมก็คือการที่มันมีบริบทแบบไซไฟ แฟนตาซี แต่เดินเรื่องด้วยเรื่องราวที่มีอารมณ์ความเป็นมนุษย์ที่เราทุกคนต่างก็เข้าถึงได้ไม่มากก็น้อย เราทุกคนต่างก็รับรู้ได้ถึงพลังของความสัมพันธ์พวกนี้ รวมถึงความซับซ้อนในชีวิตของคนเรา มันทำให้หนังเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญที่จะส่งต่อจากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง คุณอาจเรียกมันว่าเป็นหนังครอบครัวก็ได้ เพราะมันเป็นเหมือนการนำเสนอสิ่งที่เรารู้จักเกี่ยวกับความซับซ้อนในชีวิตของเราในแบบยิ่งใหญ่น่ะครับ
Q: คุณหวังว่าผู้ชมจะได้รับอะไรจากภาพยนตร์เรื่องนี้บ้าง
A: การตระหนักรับรู้ถึงความเป็นมนุษย์ที่เรามีร่วมกัน และการที่เราทุกคนต่างก็เผชิญหน้ากับปัญหาแบบเดียวกันในชีวิต การที่เรายังมีความหวัง มันมีความสุขในการเฉลิมฉลองความผิดชอบชั่วดี และการตระหนักถึงความจริงที่หล่อเลี้ยงพวกเราไว้ เหนือสิ่งอื่นใด ผมหวังว่าพวกเขาจะสนุกไปกับเรื่องราวนี้ครับ






















