หน้าแรก Forward Magazine

สมัครสมาชิก(Register)ค้นหาช่วยเหลือรายชื่อสมาชิกกลุ่มผู้ใช้เข้าสู่ระบบ(Log in)

ตอบ

Flatliners - ขอตายวูบเดียว 19 ตุลาคม 2560
ผู้ตั้ง ข้อความ
ตอบโดยอ้างข้อความ
ตอบ Flatliners - ขอตายวูบเดียว 19 ตุลาคม 2560 




Sony Pictures จะพาคุณเปิดประตูไปสู่ความตาย กับภาพยนตร์ไซไฟระทึกขวัญ ! Flatliners - ขอตายวูบเดียว
โปรแกรมการเข้าฉาย19 ตุลาคม 2560

ผลงานการกำกับ ของ ผู้กำกับ นีลส์ อาร์เดน โอพเลฟ (Niels Arden Oplev) เรื่องราวของนักศึกษาแพทย์ 5 คน ที่ต้องการพิสูจน์ทฤษฎีที่ว่า "คนเราตายแล้วไปไหน" การท้าทายสิ่งที่เหนือกฎเกณฑ์จึงเริ่มขึ้น เมื่อ คอร์ธนีย์ อยากทดลองว่าคนที่กำลังเข้าใกล้ความตาย หรือ ตายไปแล้วนั้น เกิดอะไรขึ้นต่อไป ? โดยเธอได้ลองทำให้หัวใจหยุดเต้นในช่วงเวลาสั้นๆ ปรากฏเธอรอดกลับมาได้ และพบว่าประสบการณ์นี้มันน่าสนใจ และน่าศึกษามาก กลุ่มเพื่อนๆ ของเธอจึงเข้าร่วมการทดลองครั้งนี้ด้วย เมื่อยิ่งค้นหาลึกมาขึ้นเท่าไหร่ ความอยากรู้ก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น ทำให้การทดลองกลับอันตรายมากกว่าที่คาดคิด พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับบาปในอดีตของตน รวมทั้งต่อสู้กับผลที่ตามมาของการล่วงล้ำไปยังอีกด้านหนึ่งที่ไม่ควรข้ามไป! ไปร่วมพิสูจน์พร้อมกับพวกเขาได้ใน Flatliners ขอตายวูบเดียว ร่วมลองตายด้วย เอลเลน เพจ (Ellen Page), ดิเอโก้ ลูน่า (Diego Luna), นีน่า โดเบรฟ (Nina Dobrev), เจมส์ นอร์ตัน (James Norton) และ เคียร์ซี่ คลีมอนส์ (Kiersey Clemons) ฯลฯ

ข้อมูลงานสร้าง
​ใน Flatliners นักศึกษาแพทย์ห้าคน ผู้หมกมุ่นกับความลี้ลับของสิ่งที่อยู่นอกเหนือขอบเขตของชีวิต ได้ทำการทดลองที่สุดท้าทายและเสี่ยงอันตราย ด้วยการหยุดการเต้นหัวใจของพวกเขาเป็นระยะเวลาสั้นๆ ซึ่งแต่ละครั้งกระตุ้นให้เกิดประสบการณ์เฉียดตาย ทำให้พวกเขาได้สัมผัสถึงความรู้สึกของชีวิตหลังความตายด้วยตัวเอง แต่เมื่อการทดลองของพวกเขาเริ่มเสี่ยงอันตรายมากขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาแต่ละคนก็ได้เผชิญหน้ากับบาปในอดีตของพวกเขา ซึ่งเกิดขึ้นจากผลลัพธ์ที่ไม่อาจอธิบายได้ของการรุกล้ำไปยังอีกด้านหนึ่งของความตาย

​โคลัมเบีย พิคเจอร์ส ร่วมกับครอส ครีก พิคเจอร์ส ภูมิใจเสนอ Flatliners ผลงานสร้างโดยลอว์เรนซ์ มาร์ค/เฟอร์เธอร์ ฟิล์มส์/ซาฟราน คัมปะนี ภาพยนตร์โดยนีลส์ อาร์เดน ออพเลฟ นำแสดงโดยเอลเลน เพจ, ดิเอโก้ ลูนา, นีนา โดเบรฟ, เจมส์ นอร์ตันและเคียร์ซีย์ เคลมอนส์ กำกับโดยนีลส์ อาร์เดน ออพเลฟ จากบทภาพยนตร์โดยเบน ริปลีย์ และเรื่องราวโดยปีเตอร์ ฟิลาร์ดี้ ภาพยนตร์เรื่องนี้อำนวยการสร้างโดยลอว์เรนซ์ มาร์ค, ไมเคิล ดักกลาสและปีเตอร์ ซาฟราน ผู้ควบคุมงานสร้างได้แก่ไมเคิล บีเดอร์แมน, โรเบิร์ต มิทัส, เดวิด แบล็คแมน, ไบรอัน โอลิเวอร์และฮัสซัน ทาเฮอร์ อีริค เครสรับหน้าที่ผู้กำกับภาพ นีลส์ เซเจอร์รับหน้าที่ผู้ออกแบบงานสร้าง ทอม เอลคินส์รับหน้าที่มือลำดับภาพ เจนนี เกอริงรับหน้าที่ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย ดนตรีโดยนาธาน บาร์

เกี่ยวกับภาพยนตร์
​“เราทุกคนต่างก็อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อเราตาย แต่เห็นได้ชัดว่าเรื่องบางอย่างเราไม่รู้จะดีกว่า” ลอว์เรนซ์ มาร์ค ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ใหม่เรื่อง Flatliners กล่าว ในภาพยนตร์เรื่องนี้ นักศึกษาแพทย์ห้าคนเริ่มหมกมุ่นกับคำถามเหล่านี้ และไม่ใส่ใจกับคำเตือนของผู้อำนวยการสร้างเลย

​“Flatliners เป็นการเดินทางไปสู่ดินแดนที่เราไม่รู้ หรือคุณอาจพูดได้ว่า ดินแดนสุดท้ายที่เราไม่รู้” ผู้กำกับนีลส์ อาร์เดน ออพเลฟ ผู้เป็นที่รู้จักดีที่สุดจากผลงานของเขาในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์สวีดิชที่สร้างจาก The Girl with the Dragon Tattooและตอนไพล็อตของซีรีส์ดังเรื่อง “Mr. Robot” “มันเป็นประเด็นที่สุดโต่ง การเดินทางไปสู่ห้วงเวลาหลังควาตายและให้เพื่อนพยายามดึงตัวคุณกลับมา เพื่อสำรวจสิ่งที่อยู่อีกด้านหนึ่งน่ะครับ”

​Flatliners เริ่มต้นขึ้นเมื่อนักศึกษาแพทย์คนหนึ่ง ผู้มีแรงจูงใจส่วนตัวที่เธอเก็บงำอย่างดี เกลี้ยกล่อมให้เพื่อนสี่คนของเธอร่วมมือกับเธอทำการทดลองสุดอันตราย นั่นคือเธอต้องการจะหยุดการเต้นของหัวใจเธอและสัมผัสความตายเป็นระยะเวลาสั้นๆ และสังเกตการเคลื่อนไหวของคลื่นสมองเพื่อทดลองว่าพวกเขาจะสามารถหาหลักฐานของชีวิตหลังความตายได้หรือไม่ จากนั้น เธอก็ต้องการให้เพื่อนๆ ดึงเธอกลับมาสู่การมีชีวิตอีกครั้ง

​อะไรที่สามารถเกลี้ยกล่อมให้คนเราทดลองทำสิ่งที่อันตรายขนาดนั้นได้ จะมีอะไรนอกเสียจากผลลัพธ์ที่เย้ายวนใจของการคิดค้นสิ่งแปลกใหม่ที่จะทำให้พวกเขามีชื่อเสียงกันล่ะ “ลองจินตนาการดูสิครับว่าพวกเขาพบหลักฐานที่พวกเขากำลังมองหา มันคงจะเป็นการค้นพบทางการแพทย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบศตวรรษเลยล่ะ” ออพเลฟกล่าว “คอร์ทนีย์ ที่รับบทโดย เอลเลน เพจ ใช้ประโยชน์จากความกดดันที่นักศึกษาคนอื่นรู้สึกในสิ่งแวดล้อมที่ตึงเครียด อย่างที่ตัวละครตัวหนึ่งพูดเอาไว้ นี่ไม่ใช่โรงเรียนแพทย์ที่สอนหมอต่างจังหวัด พวกเขาเรียนที่นั่นเพื่อผลักดันวงจรความรู้ของมนุษย์ครับ”

​สิ่งที่นักศึกษาแพทย์ได้พบเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่ได้คาดหวัง หลังจากที่พวกเขาปล่อยให้หัวใจหยุดเต้นและเผชิญหน้ากับความตาย พวกเขาไม่เพียงแต่ได้สัมผัสว่าชีวิตหลังความตายเป็นอย่างไร แต่พวกเขากลับมาด้วยคุณสมบัติที่ดีกว่าเดิม “ในการเดินทางไปสู่อาณาจักรแห่งความตาย พวกเขากลับมาด้วยความสามารถที่พัฒนาขึ้นครับ” ออพเลฟกล่าว “พวกเขาพยายามที่จะใช้ทางลัดไปสู่ความยิ่งใหญ่ แต่มันก็มีค่าตอบแทนบางอย่างที่พวกเขาต้องจ่ายในการทำเช่นนั้นครับ”

​และค่าตอบแทนนั้นก็สูงลิบลิ่ว ขณะที่พวกเขาเผชิญหน้ากับความตายและการฟื้นคืนชีพ พวกเขาก็ถูกบีบให้ต้องเผชิญหน้ากับการกระทำที่น่าเสียใจในอดีตของพวกเขา “พวกเราทุกคน ในครั้งหนึ่งครั้งใดในชีวิต ต่างก็เคยทำในสิ่งที่พวกเราอับอายหรือสิ่งที่ทำให้เราเสียใจมาแล้ว” ผู้อำนวยการสร้างไมเคิล ดักกลาสกล่าว ในระหว่างที่นักศึกษาในเรื่องเผชิญหน้ากับความตาย เขากล่าวว่า มันก็กลายเป็นโอกาสให้พวกเขาได้เผชิญหน้ากับบาปของตัวเอง “ระหว่างที่พวกเขาถูกตามหลอนด้วยความผิดพลาดของตัวเอง พวกเขาก็ค้นพบว่า มันไม่มีคำว่าสายเกินไปสำหรับการพยายามจะแก้ไขอดีต” เขากล่าวต่อ

​“พวกเขาได้เผชิญหน้ากับองค์ประกอบต่างๆ จากอดีตของพวกเขาที่พวกเขาไม่ภูมิใจนัก” ออพเลฟกล่าวเสริม “กล่าวสั้นๆ ก็คือพวกเขาได้ตระหนักว่าตัวตนที่แท้จริงของพวกเขาเป็นอย่างไรครับ”

​Flatliners ต้นฉบับเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ในปี 1990 ภาพยนตร์ที่มีสไตล์งดงามและสั่นคลอนจิตใจเรื่องนี้โดนใจผู้ชมในทันที บัดนี้ เมื่อเวลาผ่านมากว่า 25 ปี Flatliners ได้หวนคืนสู่จอเงินอีกครั้งในรูปแบบทันสมัยกว่าเดิม ดักกลาส ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ต้นฉบับ ได้ร่วมมือกับผู้อำนวยการสร้างลอว์เรนซ์ มาร์คและปีเตอร์ ซาฟรานในการนำภาพยนตร์เรื่องใหม่นี้ขึ้นสู่จอเงิน

​ในการกำกับเวอร์ชันใหม่นี้ ผู้อำนวยการสร้างได้ทาบทามออพเลฟ “นีลส์ได้นำความคิดอ่านแบบนักเขียนยุโรปที่วิเศษสุดเข้าไปในทริลเลอร์พาณิชย์สัญชาติอเมริกันครับ” ซาฟรานกล่าว “สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเราทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับนีลส์ คือตัวละครจะต้องเวิร์ค เขาทำให้แน่ใจว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับตัวละครมีพื้นฐานจากความเป็นจริง และความผิดพลาดในอดีตของพวกเขา รวมถึงการกระทำที่พวกเขาทำเพื่อไถ่บาปให้กับตัวเองเป็นสิ่งที่น่าเชื่อ”

​อีกหนึ่งสิ่งสำคัญสำหรับออพเลฟคือการสร้างภาพยนตร์ที่ยืนหยัดได้ด้วยตัวเองและเข้าถึงได้สำหรับผู้ชมร่วมสมัย

​“แน่นอนครับ มันเป็นหนังบันเทิงที่น่าตื่นเต้น แต่เนื้อหาของเรื่องก็ยังมีความลึกซึ้งด้วย เราได้สร้างหนังที่มีความตึงเครียดเหมาะๆ มีความบันเทิงของความเป็นทริลเลอร์ แต่มันก็มีความลึกซึ้ง ความน่าเชื่อและความสมจริงด้วย นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมสนใจโปรเจ็กต์นี้ครับ” ออพเลฟกล่าว

​มาร์คกล่าวว่า การใช้แนวทางที่สมจริงมากขึ้นเป็นเรื่องสมเหตุสมผล “วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากตลอดกว่ายี่สิบปีที่ผ่านมา” มาร์คกล่าว “เราสร้างหนังเรื่องนี้ในแบบที่สมจริงยิ่งขึ้นและมีพื้นฐานจากความจริงทางการแพทย์มากขึ้นครับ”

​วิธีหนึ่งที่ออพเลฟใช้ในการสร้างความสมจริงให้กับทริลเลอร์เรื่องนี้คือความยึดติดกับความสมจริง “Flatliners มีองค์ประกอบแบบเรื่องเหนือธรรมชาติ ที่มีทั้งเรื่องสนุกและน่ากลัว แต่ภายในนั้น ผมอยากให้มันเป็นเรื่องที่เชื่อได้จริงๆ” ออพเลฟกล่าว “ในตอนที่พวกเขาปล่อยให้หัวใจหยุดเต้นครั้งแรก ผมอยากให้คุณเชื่อ 100% ว่ามันกำลังเกิดขึ้นจริงๆ”

​ซาฟรานกล่าวว่า สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือการที่ออฟเลฟจะสร้างความสมจริงให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วยตัวละครที่แข็งแกร่ง “เราอยากจะปูพื้นตัวละครอย่างชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้นเพื่อที่ว่าเมื่อพวกเขาได้เจอกับเหตุการณ์เหนือธรรมชาติที่เกิดขึ้นหลังจากที่พวกเขาปล่อยให้หัวใจหยุดเต้นแล้ว คุณจะได้เห็นทุกอย่างผ่านดวงตาของพวกเขา คุณจะรู้ว่าพวกเขาเจอกับอะไรบ้าง คุณจะได้รู้ว่าพวกเขาได้สัมผัสกับอะไรบ้างในชีวิต และตอนนี้ คุณก็จะกลัวแทนพวกเขา”
​เบน ริปลีย์ ผู้ก่อนหน้านี้เขียนบทภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จในบ็อกซ์ออฟฟิศเรื่อง Source Code เข้าร่วมงานเพื่อเขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้ จากเรื่องราวโดยปีเตอร์ ฟิลาร์ดี้ ริปลีย์กล่าวว่า “ผมเรียนมหาวิทยาลัยอยู่ในตอนที่หนังต้นฉบับเข้าฉาย และผมก็จำได้ว่าเคยคิดว่ามันเป็นหนังที่มีพล็อตเรื่องเฉียบมากๆ ผมก็เลยสนใจไอเดียของรีเมก ด้วยความที่องค์ประกอบทุกอย่างยังอยู่ครบถ้วน ทั้งเสน่ห์สากลของการล้วงลึกเข้าไปในชีวิตหลังความตาย ธีมของการไถ่บาปและการแก้ตัว ผมโชคดีที่มีโอกาสได้ใช้โครงสร้างที่มั่นคงแข็งแรงอยู่แล้ว สิ่งที่ผมทำคือการพัฒนาเรื่องวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและทำให้ทีมนักแสดงมีความหลากหลายและมีการประชันขันแข่งกันมากขึ้น เพื่อให้ตรงกับโรงเรียนการแพทย์ในปัจจุบันครับ”

​ริปลีย์ได้ปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ตลอดกระบวนการเขียนบท “ผมสนใจไอเดียทางด้านประสาทวิทยาว่าเป็นตัวขับเคลื่อนความสนใจของตัวละครในเรื่องการปล่อยให้หัวใจหยุดเต้น” เขาอธิบาย “เรายังคงไม่ค่อยรู้อะไรเท่าไหร่ว่าสมองทำงานอย่างไร มันเป็นเครื่องจักรที่ซับซ้อนเกินกว่าที่เราจะเข้าใจได้ ผมเริ่มสงสัยว่า จะเกิดอะไรขึ้นถ้ามีส่วนหนึ่งของสมองที่มีหน้าที่ผลิตประสบการณ์เฉียดตายเหมือนกับที่มีส่วนที่ทำให้เรารู้สึกโกรธหรือทำให้เรารู้สึกถึงรสชาติน่ะครับ”

​ในหลายๆ โอกาสระหว่างกระบวนการเขียนบท ริปลีย์ได้ไปเยี่ยมชมเพื่อนนักประสาทวิทยาที่ทำงาน และได้นั่งอยู่ในห้องประชุมเช้าวันนำเสนองานและได้สัมภาษณ์นักศึกษาแพทย์ที่อยู่ระหว่างการเข้าเวรด้านประสาทวิทยา “หลายเรื่องถูกใส่เข้าไปในบทด้วย” ริปลีย์กล่าว “เราทุกคนต่างก็อยากจะทำให้เรื่องน่าเชื่อที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ดังนั้น สถานการณ์ทางการแพทย์หลายเรื่องที่คุณเห็นในหนังก็เป็นความจริงที่ถูกเขียนขึ้นและนำเสนอออกมาด้วยความสมจริงอย่างมากครับ”


_________________

Like กดที่รูป
ดูข้อมูลส่วนตัว ส่งข้อความส่วนตัว
แสดงเฉพาะข้อความที่ตอบในระยะเวลา:
ตอบ หน้า 1 จาก 1
คุณไม่สามารถสร้างหัวข้อใหม่
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
คุณไม่สามารถแก้ไขข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลบข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลงคะแนน
  


copyright : forwardmag.com - contact : forwardmag@yahoo.com, forwardmag@gmail.com